ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 184 การเข้าร่วมการแข่งขัน
บทที่ 184 การเข้าร่วมการแข่งขัน
ขณะกรอกใบลงทะเบียน หลัวจือฮวนกล่าวว่า “ค่าเล่าเรียนและค่าเบ็ดเตล็ดรวมกัน จ่ายก่อน 280 หยวน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เดี๋ยวค่อยจ่ายทีหลังครับ”
ลี่หรงหยิบเงินแปดสิบหยวนออกมาอย่างใจเย็น ครูหลัวรับเงินไปอย่างหน้าตาเฉย โดยไม่พูดถึงเรื่องสองร้อยหยวนที่ต่างก็รู้ดีแก่ใจ
แม่จ้าวตกใจมากเมื่อได้ยินจำนวนเงิน หลังจากนั้นก็ถามลี่หรงเบา ๆ ว่า “ทำไมค่าใช้จ่ายถึงได้แพงอย่างนี้ล่ะ”
“ค่าอาหารและที่นอนตอนกลางวัน ค่าธรรมเนียมการศึกษาอื่น ๆ ยังไงก็ต้องจ่ายให้กับโรงเรียนอยู่แล้วค่ะ” ลี่หรงไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม
แม่จ้าวส่ายหัว “ไม่แปลกที่นี่เป็นเมืองหลวงนี่นะ หมู่บ้านของพวกเรายังไม่มีการเรียกเก็บเงินมากขนาดนี้เลย”
ลี่หรงไม่ได้โต้เถียงกับเธอ ที่นี่คือเมืองหลวง ไม่สามารถเปรียบเทียบกับหมู่บ้านต้าเจียงได้
เมื่อเรื่องราวต่าง ๆ จบลง ลี่หรงก็ขึ้นชั้นปีที่สาม หลักสูตรในปีนี้แน่นมาก และเธอก็รับงานน้อยลง
เจ้าตัวเล็กปรับตัวเข้ากับโรงเรียนอนุบาลได้ดี ไม่มีปัญหาอะไร
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปลายปีหนึ่งเก้าแปดหนึ่ง
ลี่หรงเป็นยุวชนที่เข้าสอบมหาวิทยาลัยในปีหนึ่งเก้าเจ็ดเจ็ด และยุวชนที่เข้าสอบในปีถัดมาคือปีหนึ่งเก้าเจ็ดแปด มหาวิทยาลัยชิงหัวถือว่าทั้งสองปีจัดเป็นรุ่นเดียวกัน โดยรุ่นนี้จะจบการศึกษาในปีหนึ่งเก้าแปดสอง
เนื่องจากพวกเขาทั้งหมดจบการศึกษาในปีหนึ่งเก้าแปดสอง จึงมีเพียงสองรุ่นนี้เท่านั้นที่จะได้ใช้คำว่า ‘รุ่น’
หลังจากนั้น ยุวชนที่เข้าสอบปีอื่นจะเรียกว่า ‘ระดับชั้น’ ไม่ใช่ ‘รุ่น’ อีกต่อไป
ต้นปีหนึ่งเก้าแปดสอง รุ่นของลี่หรงเตรียมจะจบการศึกษา
ปลายปีหนึ่งเก้าแปดหนึ่ง ทุกคนต่างก็ยุ่งอยู่กับการหางานในขณะที่คณะออกแบบข้าง ๆ เตรียมจัดการแข่งขันออกแบบเสื้อผ้า
ลี่หรงตั้งใจไปหาข้อมูลมา เธอรู้ว่าการแข่งขันนี้ไม่ได้จำกัดแค่ยุวชนคณะออกแบบเท่านั้นที่สมัครได้
ดังนั้นเธอจึงเตรียมใบสมัครไป
คนที่รับผิดชอบการรวบรวมการลงทะเบียนคือยุวชนมหาวิทยาลัยคณะออกแบบ
อีกฝ่ายรู้ว่าลี่หรงไม่ใช่ยุวชนคณะออกแบบจึงไม่ให้เธอลงทะเบียน
ลี่หรงพูดว่า “ในข้อกำหนดการลงทะเบียนของคุณไม่ได้ระบุว่าเฉพาะนักศึกษาคณะออกแบบเท่านั้นนี่คะ!”
ถึงแม้จะไม่ได้ระบุ แต่การแข่งขันเฉพาะทางแบบนี้ พวกเขาก็ไม่คิดว่าจะมีบุคคลจากคณะอื่นมาเข้าร่วมการแข่งขันด้วย
และพวกเขาก็คิดว่านี่เป็นกฎที่ไม่จำเป็นต้องพูด
ตอนนี้ลี่หรงถามแบบนี้พวกเขากลับรู้สึกว่าถอยหลังไม่ได้
ลี่หรงพูดว่า “ถึงแม้ฉันจะไม่ใช่คณะออกแบบ แต่การแข่งขันนี้ไม่ใช่การเลือกคนที่ออกแบบได้ดีที่สุดเหรอ ฉันคิดว่าแค่ดูผลงานก็เพียงพอแล้ว”
อีกฝ่ายหัวเราะในลำคอ “แล้วคุณคิดว่าผลงานของคุณดีมากงั้นเหรอ? รุ่นพี่คุณใกล้จะจบการศึกษาแล้วนะ ไปหางานที่ตรงสายทำเถอะ”
คณะออกแบบเพิ่งจะเริ่มรับยุวชนเข้าศึกษาช้ากว่าหลายคณะ ดังนั้นพวกเขาทุกคนจึงอายุน้อยกว่าลี่หรง
ลี่หรงก็ไม่โกรธ “คุณยังไม่เห็นผลงานของฉันเลยนะคะ อย่าเพิ่งตัดสินอะไรล่วงหน้า”
อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “การแข่งขันออกแบบ ทุกคนต่างก็เป็นมืออาชีพ คุณเป็นแค่มือสมัครเล่น จะดีได้แค่ไหน ฉันแนะนำว่าอย่าออกไปทำให้ตัวเองขายหน้าเลย!”
“ถ้าอย่างนั้น คุณก็ให้ฉันลงทะเบียนสิคะ”
อีกฝ่ายลังเลเล็กน้อย ปรึกษากับเพื่อนร่วมงาน แล้วสุดท้ายก็ไปถามอาจารย์ที่รับผิดชอบการแข่งขันประจำคณะ
อาจารย์ท่านนั้นได้ยินว่ามียุวชนหญิงจากคณะอื่นต้องการมาเข้าร่วมการแข่งขัน ปฏิกิริยาแรกของเธอก็คือไม่ค่อยพอใจ เหมือนกับคนของยุวชนที่รับลงชื่อนั่นแหละ
แต่พอได้ยินว่าเป็นลี่หรงก็ลังเล
ลี่หรงเป็นยุวชนอันดับหนึ่งในการแข่งขันทักษะด้านการค้าครั้งที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยชิงหัว ยุวชนที่เธอช่วยสอนให้ก็ได้อันดับที่ดีเช่นกัน
เกรดเฉลี่ยของเธอเกือบจะได้ที่หนึ่ง แต่เธอก็เป็นคนค่อนข้างเงียบ ๆ เขาเลยไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ เธอถึงอยากเข้าร่วมการแข่งขันของคณะพวกนี้
ทั้ง ๆ ที่เธอกำลังจะสำเร็จการศึกษาอยู่แล้ว
อาจารย์ท่านนั้นนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ไปหาโจวรุ่นหัว หัวหน้าภาควิชาของลี่หรง
โจวรุ่นหัวไม่รู้ว่าลี่หรงจะไปเข้าร่วมการแข่งขันออกแบบเสื้อผ้า จึงคิดเหมารวมเอาเองว่าอาจารย์ท่านนั้นเข้าใจผิด มหาวิทยาลัยชิงหัวเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านเศรษฐศาสตร์ พวกเขาจะไปยุ่งเกี่ยวกับงานแบบนั้นได้อย่างไร
เขาเรียกลี่หรงมาสอบถาม เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจากเธอเขาก็ต้องแปลกใจจนอุทานออกมาว่า “เธอตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นด้วยเหรอ แล้วจะไปเข้าร่วมการแข่งขันเลยงั้นเหรอ ถึงตอนนั้นจะเป็นเธอนะที่อับอาย”
“ฉันทำได้ค่ะ” ลี่หรงพูดด้วยความรู้สึกไม่เต็มใจนัก “ฉันทำได้จริง ๆ ฉันวาดภาพร่างให้ดูก็ได้”
ประโยคสุดท้ายนั้นเธอพูดกับอาจารย์เซี่ยประจำภาควิชาออกแบบ
อาจารย์เซี่ยเป็นยุวชนแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยตั้งใจรับสมัครเธอมาเพื่อเปิดสอนสาขาการออกแบบเสื้อผ้าโดยเฉพาะ นักศึกษาของเธอมักเรียกเธอว่าอาน่า
โจวรุ่นหัวยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ก็ถูกอาน่าห้ามไว้
อาน่าเรียนจบจากต่างประเทศ เธอไม่ใช่คนหัวโบราณจนคิดว่าลี่หรงทำไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเธอคงปฏิเสธการสมัครของลี่หรงไปตั้งแต่แรกโดยไม่ต้องมาตามหาหัวหน้าภาควิชาของเธอหรอก
เธอคิดว่าความคิดของลี่หรงน่าสนใจ จึงพยักหน้า “วาดเถอะ ฉันให้เวลาสิบนาที”
“ไม่ต้องใช้เวลาสิบนาทีหรอกค่ะ แค่ภาพร่าง ฉันแค่ร่างโครงคร่าว ๆ” ลี่หรงพูด “อาจารย์อาน่าสามารถตั้งโจทย์หรือแนวทางได้เลยค่ะ”
อาน่าคิดว่าลี่หรงคิดง่ายเกินไปแล้ว แม้จะร่างโครงไว้คร่าว ๆ ก็พอจะบอกถึงฝีมือของนักเรียนได้เลย แต่เธอสอนมาทั้งปีแล้วก็ยังไม่เคยเห็นยุวชนคนไหนมีฝีมือขนาดนั้นเลย
เธอบอกหัวข้อและรอให้ลี่หรงวาดภาพ
หลังจากนั้นไม่กี่นาทีลี่หรงก็หยุดวาด
อาน่าเห็นภาพร่างก็อึ้งไปพักหนึ่ง “เธอเคยเรียนมาก่อนหรือเปล่า?”
ในช่วงปลายปีแบบนี้ การจะตรวจสอบอดีตของคนคนหนึ่งก็เป็นเรื่องง่าย เพื่อไม่ให้ตัวเองเปิดเผยอะไรมากเกินไปก็เลยพูดว่า “เคยเรียนที่ชนบท แล้วก็ย้ายมาเรียนที่เมืองหลวง ฉันรับงานตัดเย็บเสื้อผ้าก็เลยมีประสบการณ์บ้าง แต่ก็ไม่ได้เรียนอย่างเป็นระบบหรอกค่ะ”
อาจารย์อาน่าไม่ได้พูดอะไรอีก แต่เธอก็ยอมให้ลี่หรงลงชื่อสมัคร
ยุวชนที่รับผิดชอบการลงชื่อสมัครรู้สึกประหลาดใจที่อาจารย์อาน่ายอมอนุมัติ ยุวชนคนนั้นเรียนออกแบบเสื้อผ้าเหมือนกัน และเข้าร่วมการแข่งขันนี้ด้วย
ในใจของคนคนนั้นก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เพราะคิดว่าลี่หรงเป็นตัวแปรสำคัญ
ก็เลยกรอกใบสมัครให้ลี่หรงด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
การแข่งขันออกแบบเสื้อผ้าจะแบ่งออกเป็นสองรอบ
รอบแรกให้นำเสนอภาพร่างการออกแบบ คณะกรรมการจะคัดเลือกผลงานที่มีคุณสมบัติเข้ารอบ
รอบที่สองก็คือการนำผลงานที่เข้ารอบไปตัดเย็บให้เสร็จ แล้วให้ยุวชนหรือว่านางแบบที่หาเองเป็นคนสวมใส่แล้วนำเสนอ
ความแตกต่างระหว่างการแข่งขันของทั้งสองรอบอยู่ที่วิธีการตัดสิน รอบสองจะมีคณะกรรมการตัดสินเพิ่มจากรอบแรก โดยมีผู้ชมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการด้วย
ผู้ชมคือยุวชนจากคณะออกแบบที่ไม่ได้เข้าร่วมแข่งขันจำนวนหนึ่งร้อยคน
เสิ่นรั่วหนิงสนับสนุนให้ลี่หรงเข้าร่วมแข่งขันมาก แต่พอรู้กฎการตัดสินรอบหลังก็ถึงกับอุทาน “แบบนี้ไม่ยุติธรรมเลยนะ ถ้าพวกเขารู้ว่าเธอไม่ใช่นักศึกษาคณะออกแบบ แล้วไม่โหวตให้เธอจะเป็นยังไงล่ะ?”
ลี่หรงพูดอย่างไม่แยแส “ฉันเข้าร่วมการแข่งขันนี้ ไม่ใช่เพราะอยากได้รางวัล แต่ฉันอยากดูว่ายุวชนพวกนี้มีฝีมือในการออกแบบแค่ไหน ฉันเตรียมจะเปิดบริษัทออกแบบเสื้อผ้า ประสบการณ์ในครั้งนี้คงช่วยฉันได้เยอะ”
เสิ่นรั่วหนิงไม่คิดมาก่อนว่าเธอจะคิดแบบนี้
ลี่หรงพูดว่า “เอาจริง ๆ ฉันก็หน้าด้านเหมือนกันที่เข้าร่วมการแข่งขันนี้ เพราะฉันไม่ได้เเรียนออกแบบมาแต่แรก แล้วพวกเขาก็ให้ฉันลงชื่อสมัครด้วย ซึ่งมันก็ไม่ยุติธรรมกับนักศึกษาออกแบบเสื้อผ้าจริง ๆ นั่นแหละ”
“จะไม่ยุติธรรมได้ยังไง ชุดที่คนอื่นออกแบบมาฉันมั่นใจว่ายังไงก็สู้เธอไม่ได้อยู่แล้ว เธอน่ะได้รับการยอมรับจากพวกเราตั้งเยอะ”
เสิ่นรั่วหนิงเกาะแกะลี่หรงไม่ยอมปล่อย “ถ้าเธอจะเปิดบริษัท ฉันจะลงทุน ฉันจะขอถือหุ้น!”
“ฮ่า ๆ ๆ ได้เลย ยินดีอย่างยิ่ง แต่ถ้าขาดทุน เธออย่ามาด่าฉันก็แล้วกัน”
“โอ๊ย ไม่เอาหรอกเห็นฉันเป็นคนแบบนั้นหรือไง”