ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 185 จบงานแล้ว แต่การแข่งขันเพิ่งเริ่มต้น
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 185 จบงานแล้ว แต่การแข่งขันเพิ่งเริ่มต้น
บทที่ 185 จบงานแล้ว แต่การแข่งขันเพิ่งเริ่มต้น
การส่งงานรอบแรกสำหรับการแข่งขันออกแบบนั้นคือวันที่ยี่สิบแปด เดือนธันวาคม ซึ่งมีเหลือเวลาเพียงสิบวันเท่านั้น
การออกแบบชุดหนึ่งชุดภายในสิบวันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับลี่หรง
ลี่หรงวาดภาพแบบเสร็จภายในห้าวันแรก โดยใช้สีไม้ในการลงสี เธอได้ยินมาจากคนอื่นว่าสถาบันออกแบบส่วนใหญ่ใช้สีน้ำ สีอะคริลิก หรือแม้แต่สีสำหรับสิ่งทอ เธอก็เคยใช้เมื่อชาติก่อน แต่ก็ขี้เกียจออกไปซื้อ
นอกจากนี้ เธอยังรู้สึกว่ามันไม่จำเป็น เพราะสีไม้ก็สามารถวาดออกมาได้เช่นกัน
ในขณะที่คนอื่น ๆ ต่างก็กำลังหางานประจำกันลี่หรงกลับไม่รีบร้อนแม้แต่น้อย
เธอเรียกลี่รุ่ยจือมาช่วยขนของในหอพักกลับไปที่บ้านล้อมลาน
ตอนที่ขนของอยู่นั้น ในหอพักมีเพียงหลิวหลานหลานกับหลี่ชุนเสวี่ย
ทั้งสองคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับลี่หรง ส่วนหลี่ชุนเสวี่ยนั้นด้วยนิสัยที่ร่าเริงของเธอจึงได้คบกับหนุ่มในเมืองมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
หลิวหลานหลานโสดอยู่ และเมื่อเห็นหลี่รุ่ยจือก็มีแนวโน้มว่าเธอจะชอบเขาเพราะหน้าตาที่หล่อเหลาของเขา
เธอใช้ช่วงเวลาที่หลี่รุ่ยจือขนของลงไปชั้นล่าง ถามลี่หรงว่านั่นคือใคร เธอจำได้ว่าสามีของลี่หรงไม่ได้หน้าตาแบบนี้
ลี่หรงตอบตามความจริงว่า “เขาคือพี่ชายของฉัน”
หลิวหลานหลานเม้มปาก แล้วยกมือขึ้นถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ว่าพี่ชายของลี่หรงมีแฟนแล้วหรือยัง
ลี่หรงยกคิ้ว “น่าจะมีนะ เขากับรั่วหนิงก็กำลังคุย ๆ กันอยู่”
แววตาของหลิวหลานหลานเศร้าลงในทันที เธอคิดว่าเสิ่นรั่วหนิงคงได้เปรียบเพราะอยู่ใกล้ชิดกว่า
เธอหัวเราะแก้เก้อ “ขอโทษด้วยนะลี่หรง อย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้กับรั่วหนิงนะ”
ลี่หรงไม่มีเวลาไปพูดอะไรพวกนี้ แต่ถ้ามีโอกาสเธอก็ต้องเตือนพี่ชายของเธอว่าให้ลดเสน่ห์ที่ชวนให้คนอื่นหลงใหลลงบ้าง
หลังจากขนของกลับบ้านหมดแล้ว ลี่หรงก็ให้ลี่รุ่ยจืออยู่กินข้าวเย็นด้วย
หลัง ๆ มานี้เขาดูเกรงใจเป็นพิเศษ เขาเกาหัวแล้วพูดว่า “หนิงหนิงรอให้ฉันกลับไปช่วยเก็บของอยู่”
ลี่หรงแซวเขา “โอ้ เดี๋ยวนี้เรียกหนิงหนิงแล้วเหรอ แต่หนิงหนิงมีคนรับใช้ช่วยเก็บของนะ ไม่ต้องให้พี่ลงมือหรอก”
ลี่รุ่ยจือยิ้มอย่างซื่อ ๆ “เธอบอกว่าจะรอ ฉันไปก่อนนะ”
“ได้ ไปเถอะ ๆ ว่าง ๆ ก็กลับมากินข้าวด้วยกันนะคะ จะพาหนิงหนิงมาด้วยก็ไม่เป็นไรนะ”
ลี่หรงเน้นย้ำคำว่าหนิงหนิงเป็นพิเศษ ปกติเธอเรียกว่ารั่วหนิง เห็นได้ชัดเธอว่ากำลังล้อเลียนที่ลี่รุ่ยจือเรียกเพื่อนเธอว่าหนิงหนิง
ลี่รุ่ยจือเขินจนรีบวิ่งออกไป
ตอนเย็นเขาก็ยังไม่มาที่บ้านล้อมลาน ไม่รู้ว่ากลับบ้านหรือไปกินข้าวข้างนอกกับเสิ่นรั่วหนิงกันแน่
ตอนกลับไปทำเรื่องที่มหาวิทยาลัย ลี่หรงบังเอิญเจอสวีเหยียนที่กำลังคุยกับเพื่อนร่วมชั้นอยู่หลายคน
พอเห็นลี่หรงสวีเหยียนก็ยิ้มให้เธอ “ลี่หรงเป็นยังไงบ้างได้งานหรือยัง ได้งานบริษัทไหนเหรอ?”
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ก็ตั้งใจฟังอยากรู้ว่าลี่หรงยุวชนคนเก่งของห้อง ได้เข้าทำงานบริษัทใหญ่ที่ไหน
ลี่หรง “ยังเลยฉันยังไม่คิดจะหางาน ตอนนี้มุ่งแต่จะแข่งขัน ว่าแต่หัวหน้าห้องสอบติดข้าราชการแล้วใช่ไหม”
“ใช่”
“ยินดีด้วย รับใช้ประชาชนขอให้เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นเจ้าคนนายคนนะ”
สวีเหยียนถอนหายใจ “เพิ่งสอบเสร็จ ฉันยังไม่รู้ผลหรอก แต่ฉันก็จะพยายามนะ”
“พวกเธอทำงานที่ไหนกันบ้าง แล้วได้งานกันหรือยัง” ลี่หรงถามเพื่อนข้าง ๆ
เสินจื้อเฉิงตอบก่อน “ก็แค่พนักงานระดับล่างคนหนึ่งของบริษัทตระกูล L เท่านั้นแหละ”
“ตระกูล L เหรอ” ลี่หรงยกคิ้ว “บริษัทดีมากเลยนะ แล้วเฉิงอิงล่ะ?”
เฉิงอิงยิ้ม “ที่บ้านอยากให้ผู้หญิงมีงานเป็นหลักเป็นแหล่งหน่อย ฉันเลยไม่ได้สอบราชการ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ธนาคารน่ะ”
“ธนาคารก็ดีเหมือนกันนะ ฉันยังไม่ได้งานเลยตอนนี้”
ลี่หรงคิดในใจว่าสมกับเป็นยุวชนที่จบจากมหาวิทยาลัยดัง ๆ พวกเธอได้งานจากบริษัทที่มั่นคงมากในตอนนี้
ในอนาคตบริษัทเหล่านี้ก็ยังติดอันดับห้าร้อยบริษัทชั้นนำของโลก
ลี่หรงพูดเป็นนัย “สู้ ๆ นะ อนาคตต้องรวยแน่ ๆ”
เธอพูดแบบนี้เก่งมากจริง ๆ พูดให้คนที่สอบราชการสมหวังเป็นเจ้าคนนายคน พูดให้คนที่ทำงานบริษัทได้เงินเยอะ ๆ
คนอื่นที่ได้ยิน ก็ดูผ่อนคลายไปด้วย
อาจารย์โจวเร่งให้ลี่หรงยื่นเอกสารข้อมูลการทำงาน ตอนแรกเธอยังคงบ่ายเบี่ยง แต่ตอนนี้กลับบอกโจวรุ่นหัวตรง ๆ ว่าเธอมีแนวคิดที่จะเริ่มธุรกิจ
ช่วงต้นปีที่หนึ่งเก้าแปดศูนย์เป็นช่วงที่ประเทศจีนกำลังมีกระแส ‘ลงทุนทำธุรกิจ’
รัฐบาลสนับสนุนให้เยาวชนเริ่มธุรกิจ ซึ่งกระแสการ ‘ลงทุนทำธุรกิจ’ ในเวลานั้นเทียบเท่ากับกระแสการ ‘สอบราชการ’ ในช่วงต้นปีที่สองพัน
อาจารย์โจวสนับสนุนยุวชนที่มีความคิดจะริเริ่มธุรกิจเองมาก
แต่ในฐานะอาจารย์ ลี่หรงเป็นยุวชนที่เขาค่อนข้างชอบอยู่แล้ว จึงเอ่ยปากกับลี่หรงอีกนิดว่า “ผมคุยกับเพื่อนนักธุรกิจของผมมาแล้ว ถ้าเป็นไปได้ ผมแนะนำให้คุณหางานในบริษัทสักพัก เมื่อคุณเข้าใจในการทำงานประจำและเรียนรู้ประสบการณ์ที่นั่นแล้ว ค่อยวางแผนเปิดธุรกิจของคุณเอง”
ลี่หรงยิ้มด้วยความขอบคุณ “ฉันรู้ค่ะ เมื่อถึงเวลานั้น ฉันจะทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน ฉันพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้างแล้วค่ะ”
เธอพูดแบบนั้นเพียงเพื่อเป็นข้ออ้าง เพราะคนที่มีประสบการณ์จริง ๆ ก็คือตัวเธอเอง
อาจารย์โจวได้ยินเธอกล่าวเช่นนั้นก็ไม่ขัดขวางอีกแล้ว เขาได้แต่พูดว่าให้ลี่หรงระมัดระวังตัวเอง และอย่าได้เชื่อใจคนอื่นง่าย ๆ
“ถ้าหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น ก็สามารถกลับมาปรึกษาผมได้”
ลี่หรงคิดว่าเธอคงไม่ต้องรบกวนโจวรุ่นหัว แต่ก็เป็นความปรารถนาดีของอาจารย์ เธอจึงตอบตกลงด้วยความเต็มใจ
กระทั่งถึงวันส่งผลงานการออกแบบ ลี่หรงนำผลงานของเธอไปที่ห้องเรียนที่กำหนด
ผู้ที่รับผลงานก็คือนักเรียนกลุ่มเดิมที่รับลงทะเบียนก่อนหน้านี้ จากสีหน้าของนักเรียนคนแรกที่อยู่หน้าสุดที่ยังคงดูไม่สู้ดีต่อลี่หรง เมื่อรับผลงานไปแล้วก็โยนทิ้งลงบนโต๊ะโดยไม่สนใจ
ซึ่งผลงานนั้นถูกปิดผนึกไว้ในซองกระดาษที่หนาเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเห็นและป้องกันการสลับผลงานหรือการลอกเลียนแบบ
เพราะซองกระดาษหนามาก การกระทำเช่นนี้จึงไม่ได้ทำให้ผลงานได้รับความเสียหาย แต่พฤติกรรมของอีกฝ่ายก็ทำให้ลี่หรงรู้สึกไม่สบายใจ
สีหน้าของเธอกลับเรียบเฉยในทันที “รุ่นน้องเฉาเหลียงอวี้ ฉันไม่รู้ว่าเธอรับผลงานของคนอื่นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า แต่พฤติกรรมของเธอในตอนนี้ มันแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นคนไร้มารยาท”
เฉาเหลียงอวี้เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขัน เธอได้ยินลี่หรงพูดว่าเธอไร้มารยาท ความไม่พอใจที่อัดอั้นไว้ก่อนหน้านี้ก็ระเบิดออกมา “เธอว่าใคร ฉันก็ไม่รู้ว่าใครกันที่หน้าด้านเข้ามาแข่งขันในคณะของคนอื่น!”
“แล้วเธอยุ่งอะไรด้วย หน้าด้านหรือไม่หน้าด้านไม่รู้นะ แต่อาจารย์อนุญาตให้ฉันลงแข่งได้ แล้วเธอจะมาวุ่นวายอะไรกับฉันอีก”
“เธอ!” เฉาเหลียงอวี้หันไปรอบ ๆ ก็พบว่าผู้คนต่างจ้องมองเธออยู่ และก็ไม่มีใครมีทีท่าว่าจะช่วยเหลือเธอ “ใครจะรู้ว่าเธอแอบใช้เส้นสายหรือเปล่า อาจจะไปติดสินบนอาจารย์ไว้ก็ได้!”
“ก็ฉันเข้าร่วมแล้วนี่ ฉันประพฤติตัวถูกต้องและทำสิ่งที่ถูกต้อง เธอสงสัยว่าฉันใช้เส้นสายจริง ๆ งั้นก็ไปร้องเรียนสิ ถ้าอาจารย์อาน่ารู้ว่าเธอกล้าสงสัยอาจารย์แบบนี้คงเสียใจแย่”
เฉาเหลียงอวี้อึ้งไปครู่หนึ่ง
ใช่แล้ว!
คนที่อนุญาตให้ลี่หรงลงแข่งได้ก็คืออาจารย์อาน่าไม่ใช่เหรอ?
ถ้าเธอสงสัยในความสามารถของลี่หรงก็เท่ากับว่าเธอสงสัยอาจารย์ของเธอเอง
“ปกติแล้วอาจารย์อาน่าใจดีกับพวกเธอมาก เป็นอาจารย์ที่อ่อนโยนและใจดี”
เฉาเหลียงอวี้คิดว่าตัวเองกำลังดูถูกอาจารย์อาน่าก็รู้สึกผิดขึ้นมา เธอได้แต่กัดฟันเพราะพูดอะไรไม่ออก
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
0W5USH74