ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 188 การออกแบบที่แปลกใหม่
บทที่ 188 การออกแบบที่แปลกใหม่
อาจารย์คนหนึ่งถามว่า “นี่คือผลงานของนักศึกษาจากคณะอื่นใช่ไหม กำลังจะให้คะแนนผลงานของคนก่อนหน้านี้พอดี อย่างนั้นเรามาดูงานชิ้นนี้ก่อนดีกว่าไหม?”
อาน่าลังเลเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “ได้ค่ะ”
อาจารย์อาน่ารีบแกะแบบร่างที่อยู่ในซองกระดาษสีน้ำตาลทันที
เมื่อดึงกระดาษที่อยู่ด้านในออกมา เธอก็เห็นภาพวาดปรากฏขึ้นทีละน้อย มันทำให้อาน่าตกตะลึง เธอจ้องมองภาพร่างโดยไม่ละสายตา ราวกับกำลังเห็นสมบัติล้ำค่าบางอย่าง มือของเธอลดต่ำลงโดยไม่รู้ตัว
อาจารย์คนอื่น ๆ สังเกตเห็นสีหน้าแปลก ๆ ของเธอและเกิดความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับผลงานชิ้นนี้ จึงลุกยืนและเข้ามาดู
ตอนนี้อาน่าได้นำแบบร่างการออกแบบทั้งหมดออกมาแล้ว อาจารย์คนอื่น ๆ จึงเห็นภาพรวมของแบบร่างการออกแบบ
พวกเขาต่างตกตะลึงพร้อมกัน ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
แบบร่างการออกแบบบนภาพวาดนั้นมีโทนสีม่วงเป็นหลัก
มันเป็นชุดเกาะอกพอดีตัวที่เน้นช่วงเอวและสะโพก ตั้งแต่ช่วงสะโพกลงมาจะเริ่มเข้ารูป และยาวมาจนถึงเหนือเข่าเล็กน้อย จากนั้นก็บานออกด้านล่าง ทั้งยังมีเสื้อคลุมสวมทับอีกชั้น
กระโปรงด้านบนเป็นสีม่วงเข้ม ด้านล่างเป็นสีม่วงอ่อน
ด้านบนที่เป็นสีม่วงเข้มออกแบบให้ผ้าไขว้กัน ส่วนกระโปรงสีม่วงอ่อนประดับด้วยดอกโบตั๋นสีขาว ดอกโบตั๋นมีหลายขนาด ทั้งดอกใหญ่และดอกเล็ก มีดอกที่บานเต็มที่และดอกที่เห็นกลีบดอกเพียงครึ่งเดียว ส่วนใหญ่พวกมันจะรวมกันอยู่บริเวณสะโพกลงมาจนถึงเหนือหัวเข่า จากนั้นกระโปรงด้านล่างก็จะเป็นสีพื้น
เสื้อคลุมด้านนอกเองก็เป็นสีม่วงเข้มเช่นกัน บริเวณไหล่ซ้ายประดับด้วยดอกโบตั๋นเล็ก ๆ หลายดอก แขนเสื้อออกแบบเป็นแขนกว้าง ส่วนแขนเสื้อด้านขวาประดับด้วยดอกโบตั๋นขนาดใหญ่
เมื่อเหล่าอาจารย์มองแบบร่างเสื้อคลุมตัวนี้ พวกเขาก็รู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก แต่กลับคิดไม่ออกว่าเคยเห็นจากที่ไหน
อาน่าเดินทางไปต่างประเทศกับครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เธอจึงไม่รู้สึกคุ้นเคย
จู่ ๆ อาจารย์ท่านหนึ่งที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็อุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “นี่มันชุดโบราณของเรานี่! เสื้อแขนกว้างแบบราชวงศ์เว่ยจิ้น!”
ชุดคลุมตัวนอกนี้คล้ายกับชุดแขนกว้างซึ่งคล้ายกับเสื้อผ้าจีนสมัยราชวงศ์ถังมาก แต่เมื่อพิจารณาดูดี ๆ แล้วกับไม่ใช่ มันกลับคล้ายกับชุดสมัยราชวงศ์หมิงมากกว่า
เสื้อแขนกว้างได้รับการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์เว่ยจิ้น และเผยแพร่มาถึงปลายสมัยราชวงศ์หมิง ช่วงเวลาระหว่างนั้นยาวนานมาก แขนเสื้อเองก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ และจุดร่วมสุดท้ายที่เหลืออยู่คือ ‘ปลายแขนเสื้อกว้าง’ เท่านั้น
ลี่หรงวาดออกมาให้คล้ายเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แต่แรงบันดาลใจก็มาจากเสื้อแขนกว้างจริง ๆ
อาจารย์หลาย ๆ ท่านจบมาจากต่างประเทศ ดังนั้นหลายครั้งจึงมักจะเลือกการออกแบบที่มีองค์ประกอบมาจากต่างประเทศ หรือบางครั้งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากต่างประเทศ
เมื่อเทียบกันแล้ว ผลงานของลี่หรงถือว่าแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร
พวกเขาดูแบบร่างการออกแบบมาแล้วมากมาย รวมถึงผลงานการออกแบบของตัวเองจนถึงตอนนี้ แต่พวกมันก็ยังเทียบไม่ได้กับผลงานของลี่หรง
แววตาของอาจารย์หลาย ๆ ท่านเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง และค่อย ๆ ซับซ้อนมากขึ้น
นี่เป็นผลงานที่นักศึกษาจากคณะอื่นออกแบบมาจริง ๆ เหรอ?
มันช่างน่าเหลือเชื่อจริง ๆ!
อาจารย์คนหนึ่งพลันถามด้วยความสงสัย “นักศึกษาคนนั้นวาดเองจริง ๆ เหรอ อาจจะมีคนคอยชี้นำอยู่ก็ได้”
น่าเสียดายที่ไม่มีใครตอบคำถามของเธอ ถ้าแบบร่างนี้ไม่ใช่ฝีมือของลี่หรง แล้วเธอจะเสี่ยงโดนต่อว่าและมาเข้าร่วมในการแข่งขันข้ามคณะแบบนี้ทำไม
ลี่หรงไม่ได้เรียนในคณะนี้ อีกทั้งสิ่งที่เรียนมาก่อนหน้านี้ก็แทบจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการออกแบบเสื้อผ้าเลย แต่เธอกลับสามารถออกแบบผลงานเช่นนี้ได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นนักออกแบบที่มีพรสวรรค์
อย่างน้อยอาน่าก็คิดแบบนั้น
อาจารย์หลาย ๆ ท่านต่างชื่นชมการออกแบบของลี่หรงเป็นเวลานาน ก่อนจะวางภาพร่างนั้นลงไปรวมกับผลงานที่ผ่านเข้ารอบ ต่อจากนั้นจึงพิจารณาผลงานที่เหลือในการประกวด
เมื่อดูผลงานของลี่หรงแล้ว ผลงานชิ้นอื่น ๆ กลับดูไม่ได้เลย และมองเห็นปัญหาต่าง ๆ มากมาย
ทว่าสุดท้ายก็ยังต้องเลือกบางชิ้นออกมาอยู่ดี เพราะว่าการแข่งขันรอบสองเป็นการจัดแสดงผลงานจริง หากมีน้อยเกินไปจะจัดไม่ได้ ดังนั้นจึงได้กำหนดจำนวนเอาไว้ก่อน
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาน่าก็พูดขึ้นว่า “ดูจากภาพร่างแล้วผลงานของลี่หรงถือว่ายอดเยี่ยม แต่ฉันกังวลว่าจะสามารถทำออกมาได้จริงไหม และผลงานจริงจะสวยงามเหมือนในภาพร่างหรือเปล่า”
“พูดลำบากนะ สีที่เธอใช้ค่อนข้างพิเศษ และนับว่ายากที่จะหาสีที่ตรงกัน แม้จะหาเจอ วัสดุก็อาจจะมีจำกัด ทำให้การทำผลงานออกมาตามภาพร่างนั้นยาก”
อาจารย์อาน่าเสียดายความสามารถ เพราะเห็นว่าเป็นผลงานที่ดี
ถ้ามีคะแนนเต็มหนึ่งร้อย ผลงานชิ้นนี้ของลี่หรง เธอจะให้หนึ่งหมื่นคะแนนไปเลย!
น่าเสียดายที่ลี่หรงไม่ใช่ลูกศิษย์ของเธอ
เธอถอนหายใจพลางคิดว่าต้องไปคุยกับลี่หรงอีกที ถ้าอีกฝ่ายมีปัญหาติดขัดอะไร เธอจะช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ผลงานออกมาชิ้นนี้ออกมาเหมือนแบบมากที่สุด
แม้จะตรวจผลงานเสร็จแล้ว แต่ก็ไม่ได้ประกาศผลทันที
ทั้งยังเว้นไปอีกสองถึงสามวัน กว่าจะประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบ และติดประกาศเอาไว้ที่กระดานหน้าภาควิชา
เมื่อลี่หรงได้รับข่าวก็ไปดู มีชื่อของเธออยู่จริง ๆ ทว่าเธอไม่แปลกใจ เพราะมันเป็นเรื่องที่เธอรู้อยู่ก่อนแล้ว แค่แวะไปดูเพื่อความมั่นใจเท่านั้น
เฉาเหลียงอวี้และเพื่อนร่วมชั้นของเธอเองก็อยู่ที่นั่นด้วย เมื่อกลุ่มคนเห็นชื่อของลี่หรงก็แปลกใจและพึมพำว่า “นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนั้นจะผ่านเข้ารอบด้วย”
“หือ? เหลียงอวี้ เธอพูดถึงใครเหรอ? คงไม่ได้หมายถึงคนที่อยู่คณะอื่นใช่ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ผู้หญิงคนนั้นผ่านจริง ๆ เหรอ เอ๊ะ!? เหลียงอวี้ ไม่มีชื่อเธอนี่!”
แววตาของเฉาเหลียงอวี้วูบไหว เธออ่านรายชื่อใหม่อีกหลายรอบ ไม่มีชื่อของเธอจริง ๆ ด้วย!
ลี่หรงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเรื่องที่เฉาเหลียงอวี้กับเพื่อนพูดทั้งหมด เธอนึกในใจ วันนี้โชคร้ายจริง ๆ เจอยัยเด็กแสบนั่นอีกแล้ว
ช่างน่าปวดหัว
ลี่หรงเตรียมจะออกไปขณะที่เฉาเหลียงอวี้ยังไม่เห็นเธอ แต่เมื่อเธอจะเดินออกไป เฉาเหลียงอวี้ก็หันมาเห็นเข้าพอดี
“ลี่หรง!” เฉาเหลียงอวี้เอ่ยปากเรียกเธอไว้
ลี่หรงไม่ตอบ ก่อนจะหันไปมองด้วยความสงสัย
เฉาเหลียงอวี้กัดฟันเอ่ย “เธอ… เธอมีรายชื่ออยู่ในนั้นได้ยังไง หรือว่าเธอไปติดสินบนอาจารย์อีกแล้ว”
ลี่หรงยิ้มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ “รุ่นน้องจะให้ฉันตอบคำถามนี้ยังไงล่ะ? ถ้าอยากรู้ก็ลองไปถามอาจารย์ดูสิ ถ้าถามฉัน ฉันคงตอบว่าแบบร่างการออกแบบของตัวเองดีอยู่แล้ว”
สีหน้าเฉาเหลียงอวี้ซีดลงเล็กน้อย ลี่หรงเอ่ยเบา ๆ “ดูเหมือนจะไม่มีชื่อของเธอนะ ตอนนั้นใครกันที่ปากดีบอกให้ฉันรอโดนเหยียบจมดินได้เลย”
“น่าเสียดายจังเลยนะ น่าเสียดายที่เธอไม่มีแม้แต่สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันรอบที่สอง แต่ฉันยินดีให้เธอมาดูผลงานของฉันนะ”
ลี่หรงมองอีกฝ่ายที่โมโหจนอยากจะร้องไห้ ในใจพลันรู้สึกดีไม่น้อย นักศึกษาใสซื่ออย่างเฉาเหลียงอวี้ควรจะรับรู้ถึงความโหดร้ายของสังคมซะบ้าง
ลี่หรงยิ้มให้พวกเธอแล้วหันหลังเดินจากไป
“ลี่หรง”
“อาจารย์อาน่า” ลี่หรงรีบหุบยิ้ม ไม่รู้ว่าอาจารย์อาน่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ คำพูดที่จงใจเยาะเย้ยเฉาเหลียงอวี้เมื่อกี้ อาจารย์อาน่าได้ยินหรือเปล่า?
ลี่หรงไม่กังวลว่าความประทับใจของอีกฝ่ายที่มีต่อตัวเธอจะลดน้อยลงหรือเปล่า เพราะเธอไม่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว
แต่เธอก็รู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว เธออายุมากกว่าเฉาเหลียงอวี้ตั้งสามปี การที่ลี่หรงทำแบบนี้ ถ้าคนที่มีเจตนาไม่ดีนำไปพูดใส่ความ มันอาจจะทำให้คนมองว่าเธอเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นได้
อาน่าหันไปมองเฉาเหลียงอวี้ ก่อนจะหันไปพูดกับลี่หรงว่า “ตามฉันมาที่ห้องทำงานหน่อย”
“คะ?” ลี่หรงได้แต่สงสัยในใจ ทว่าก็ต้องกลั้นความสงสัยเอาไว้ แล้วเดินตามอาจารย์อาน่าไป