ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 187 แบบร่างถูกทำลาย
บทที่ 187 แบบร่างถูกทำลาย
“ไม่มี! แต่ฉันวางเอาไว้ตรงนี้นะ!” เฉาเหลียงอวี้ไม่คิดจะปกปิดอีกต่อไป เธอรีบตอบกลับอย่างตื่นตระหนก
ลี่หรงขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์บางอย่างแวบเข้ามาในใจอย่างรวดเร็ว สายตาสอดส่องไปที่โต๊ะและเก้าอี้ของเฉาเหลียงอวี้ทันที ทันใดนั้นก็เห็นมุมซองบางอย่างใต้โต๊ะ
มุมซองนั้นทำให้ลี่หรงสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก เธอชี้ไปยังใต้โต๊ะ “นั่นอะไร?”
“อะไร?” เฉาเหลียงอวี้เหลือบมองอีกฝ่าย แล้วไล่สายตามนิ้วที่ชี้ไป เธอตกใจอยู่พักหนึ่ง แล้วก้มลงไปเก็บขึ้นมาทันที
เธอจับมุมซองนั้นแล้วดึงออกมา
ยกเว้นด้านที่พวกเธอเห็น ส่วนที่เหลือเปียกน้ำหมดแล้ว และมีรอยปากกาเขียนว่า ‘ลี่หรง’ บนกระดาษด้านที่เปียกน้ำ
แต่ก็ยังมองออกว่ามันคือชื่อของลี่หรง
นี่มันซองกระดาษใส่ผลงานของลี่หรงชัด ๆ!
กระดาษสีน้ำตาลหนาเปียกจนเป็นแบบนี้ ฉะนั้นไม่ต้องคิดเลยว่าสิ่งของข้างในจะแย่กว่าขนาดไหน!
ลี่หรงหยิบมาแล้วฉีกปากถุงออก กระดาษด้านในเปียกจนเหนียวติดกับถุงกระดาษ
ในใจรู้ดีว่าแบบร่างคงพังแล้ว แต่ลี่หรงก็ยังระมัดระวังตอนที่จะหยิบออกมา
แน่นอนว่าบางส่วนยังติดอยู่ด้านใน เมื่อเอาออกมาแล้วก็ขาดออกเป็นชิ้น ๆ สีของดินสอสีบนแบบร่างเละไปหมด จนมองไม่ออกว่าวาดรูปอะไรอยู่
ลี่หรงเหลือบมองเฉาเหลียงอวี้ทันที เธอไม่เคยโกรธใครแบบนี้มาก่อน
เฉาเหลียงอวี้รู้สึกเหมือนเลือดในตัวไหลย้อนกลับ เมื่อถูกสายตาของอีกฝ่ายมองมา ร่างก็แข็งทื่อและพูดไม่ค่อยออก “ฉันไม่รู้ …ไม่ได้เป็นคนทำ!”
อาจารย์อาน่าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก เธอรู้ว่าเฉาเหลียงอวี้ทำอะไรไว้ แต่ก็ไม่ได้คิดจะไปตำหนิ เพราะยังไงอีกฝ่ายก็เป็นลูกศิษย์ของตัวเอง
อีกทั้งตอนนั้นก็คิดแค่ว่าหาผลงานเจอก็จบเรื่อง
แต่ใครจะไปคิดว่าผลงานจะพัง!
แบบนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้ว!
สีหน้าของอาจารย์อาน่าดูโกรธมาก “เหลียงอวี้ ครั้งนี้เธอทำเกินไปแล้วนะ!”
“ไม่ใช่นะคะอาจารย์ ฟังฉันอธิบายก่อน!”
“แม้เธอจะไม่ได้เป็นคนทำน้ำหก แต่ว่าผลงานของฉัน เธอเป็นคนเอามาซ่อนใช่ไหม!” ลี่หรงถามขัดจังหวะด้วยความโกรธ
“ก็… ใช่”
ไม่ว่าเฉาเหลียงอวี้จะพูดอย่างไร เรื่องนี้ก็ไม่พ้นจะเกี่ยวข้องกับเธอ
เฉาเหลียงอวี้ยังอายุไม่ถึงยี่สิบปี เธอเป็นเพียงนักศึกษาปีหนึ่ง วุฒิภาวะและความอดทนต่อแรงกดดันยังไม่สูงนัก เจตนาดั้งเดิมของเธอคือต้องการให้บทเรียนกับลี่หรงเท่านั้น
เธอไม่ได้คิดว่าเรื่องราวจะบานปลายจนกลายเป็นแบบนี้
หลังจากถูกลี่หรงขัดจังหวะ เฉาเหลียงอวี้ก็พูดอะไรไม่ออกและได้แต่ก้มหน้าร้องไห้
“ร้องไห้ทำไม!”
เฉาเหลียงอวี้สะอื้นเบา ๆ ราวกับว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง ลี่หรงมองแล้วโมโห แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อผลงานของเธอเสียหายไปแล้ว
เธอคิดอยู่ครู่หนึ่ง “อาจารย์คะ ฉันขอเวลาสักสองวันได้ไหม ฉันจะวาดใหม่แล้วส่งให้อีกทีค่ะ”
ตอนแรกอาจารย์อาน่ากังวลว่าลี่หรงจะทำให้เรื่องนี้บานปลาย เพราะคนที่ทำผิดเป็นนักศึกษาในคณะของตนเอง หากเธอจัดการไม่ดีแล้วเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป คนอื่นก็จะกล่าวหาว่าเธอลำเอียงเข้าข้างคนในคณะของตนเองและกลั่นแกล้งนักศึกษาของคณะอื่น
ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของคณะ
แต่ก็ไม่คิดว่าลี่หรงจะเสนอตัวทำผลงานส่งใหม่ ทำให้ความรู้สึกดี ๆ ที่อาจารย์อาน่ามีต่อลี่หรงเพิ่มมากขึ้น
ทว่าอาจารย์อาน่าก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับมองไปที่ลี่หรงด้วยความเป็นห่วง “สองวันจะทันหรือเปล่า”
“ไม่มีปัญหาค่ะ” ผลงานเดิมของลี่หรงใช้เวลาไม่ถึงห้าวัน อีกทั้งนั่นยังเป็นผลงานที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว
หากตอนนี้วาดใหม่เธอก็ยังพอมีภาพจำอยู่ แค่ร่างภาพงานเดิมออกมาใหม่ก็พอ
ดังนั้นสองวันจึงไม่มีปัญหา
เธอหันไปมองเฉาเหลียงอวี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ไม่ต้องร้องแล้ว! ฉันยังไม่ร้องเลย”
แต่ในใจของลี่หรงแทบจะอาเจียนออกมาอยู่แล้ว
การที่เธอเสนอตัวเป็นฝ่ายแก้ไขปัญหานี้ เป็นเพราะว่ามันเป็นหนทางสุดท้ายที่จำใจต้องทำ
อาจารย์อาน่าเป็นอาจารย์ในคณะออกแบบ เฉาเหลียงอวี้เองก็เป็นนักศึกษาในคณะของอีกฝ่าย ลี่หรงจึงไม่คาดหวังให้อาจารย์อาน่าลงโทษเฉาเหลียงอวี้อย่างหนัก
ดังนั้นจึงทำได้เพียงแก้ไขด้วยตนเองเท่านั้น
แน่นอนว่าอาจารย์อาน่าคงไม่นิ่งเฉย เธอมองไปที่เฉาเหลียงอวี้ “ฉันจะลงโทษเธอด้วยการบันทึกความผิดเอาไว้”
บันทึกความผิดเล็กน้อยนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อการเรียน และไม่ได้มีความร้ายแรงอะไรเลย
ลี่หรงรู้ดีอยู่แล้วว่าเรื่องราวจะเป็นแบบนี้
เมื่อกลับถึงบ้านลี่หรงก็หยิบกระดาษร่างแบบออกมา ก่อนจะเริ่มร่างแบบใหม่
แม่จ้าวเพิ่งรับเจ้าตัวเล็กกลับมาบ้าน
หลังจากลี่หรงย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านล้อมลาน เจ้าตัวเล็กก็รู้ว่าแม่ของตนเองไม่ได้อยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัยแล้ว ทุกวันหลังกลับถึงบ้าน เมื่อเข้าประตูบ้านมาก็จะตะโกนเสียงดังว่า “แม่!”
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ อันอันก็วิ่งไปตามเสียงนั้น เขามุ่งหน้าไปยังห้องที่แม่กำลังทำงาน
หลังลี่หรงเห็นใบหน้าน่ารักแสนร่าเริงของลูกชาย ความโกรธในใจก็คลายลงไปไม่น้อย เธอวางปากกาในมือลงแล้วก็อุ้มอันอันมานั่งบนตัก ลูบหัวของเขา แล้วหอมแก้มฟอดหนึ่ง “วันนี้ที่โรงเรียนสนุกไหม เรียนอะไรมาบ้างจ๊ะ?”
“สนุกครับ! แต่ก็ไม่สนุก” ไม่รอให้ลี่หรงถาม เจ้าตัวเล็กก็เริ่มเล่าเอง “วันนี้คุณครูแจกดอกไม้สีแดง แต่เด็กข้างโต๊ะข้าง ๆ ที่ชื่อเสี่ยวกังไม่ได้ดอกไม้ เขาเลยโกรธแล้วมาแย่งของผม”
ลี่หรงฟังและจับใจความได้ว่า ความสนุกกคือเจ้าตัวเล็กได้ดอกไม้สีแดง
แต่ไม่สนุกก็คือมีเพื่อนมาแย่งดอกไม้สีแดงของเขาไป
ลี่หรงจะไม่ละเลยกับการเลี้ยงดูลูก แม้วันนี้จะแค่แย่งดอกไม้ แต่ถ้าในอนาคตแย่งของที่สำคัญกว่า เมื่อโตขึ้นก็จะกลายเป็นเรื่องรุนแรง แล้วหากเจ้าตัวเล็กถูกแกล้ง ทว่าไม่กล้าบอกที่บ้านจะทำยังไงล่ะ
“การกระทำของเสี่ยวกังไม่ถูกต้อง เขาไม่ควรแย่งดอกไม้สีแดงของคนอื่นนะ ถ้าลูกเจอเหตุการณ์แบบนี้อีก จำเอาไว้ว่าไม่ต้องทะเลาะกับเขา ให้เขาเอาไปเถอะ แต่เมื่อกลับมาที่บ้านแล้วต้องมาบอกแม่”
“ครับแม่” อันอันพยักหน้า “วันนี้ผมเลยให้ดอกไม้สีแดงกับเขาไป ผมบอกเขาว่าต่อไปต้องหยิบดอกไม้สีแดงเอง ดอกไม้ที่แย่งมาจากคนอื่น ไม่ได้เป็นของเขา”
ลี่หรงแปลกใจที่เจ้าตัวเล็กพูดแบบนี้ เธอจึงหัวเราะแล้วชมว่าเจ้าตัวเล็กเก่ง!
แบบที่ร่างใหม่ ลี่หรงใช้เวลาน้อยกว่าที่คิดเอาไว้ ไม่กี่วันก็แบบร่างก็เสร็จ
เธอรีบนำไปให้อาจารย์อาน่าทันที
อาน่ากับอาจารย์ท่านอื่นตรวจผลงานไปแล้วครึ่งหนึ่ง เธอนึกว่าลี่หรงจะรอให้เธอตรวจแบบที่เหลือเสร็จก่อนแล้วค่อยส่ง
ลี่หรงลงมือวาดภาพได้อย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ทำให้อาน่าประหลาดใจมาก “เสร็จแล้วหรอ?”
ลี่หรงพยักหน้า “แค่ร่างภาพงานเก่าขึ้นมาใหม่เท่านั้นเองค่ะ เมื่อไม่ต้องคิดโครงร่างและเลือกสีใหม่ก็เลยเสร็จเร็ว”
หลังจากส่งมอบแบบร่างแล้วลี่หรงก็กลับไป
เหล่าอาจารย์ที่ตรวจผลงานร่วมกับอาน่าเห็นเธอออกไปแล้วกลับมาพร้อมกับผลงานอีกชิ้นหนึ่ง จึงถามด้วยความประหลาดใจว่าทำไมยังมีคนที่ยังไม่ส่งผลงาน
เรื่องที่เฉาเหลียงอวี้ทำนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดี ดังนั้นอาน่าจึงไม่อยากพูดอะไรมากและตอบบ่ายเบี่ยงไป
คณะกรรมการหลายคนล้วนเป็นอาจารย์จากคณะออกแบบ เมื่อไม่คุ้นหน้าลี่หรง ก็รู้ว่าเธอคือนักศึกษาจากคณะอื่นที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้
พวกเขาอยากเห็นหน้านักศึกษาคนนี้มานานแล้ว ประกอบกับที่เธอนำแบบร่างมาส่งช้า จึงยิ่งอยากรู้ว่าผลงานของลี่หรงจะเป็นอย่างไร