ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 189 ท้องก่อนแต่ง
บทที่ 189 ท้องก่อนแต่ง
เมื่อถึงห้องพักอาจารย์ อาจารย์อาน่าก็บอกให้ลี่หรงนั่งลง “อาจารย์ทุกท่านได้ดูผลงานออกแบบของเธอแล้ว มันดีมากจริง ๆ แต่ก็รู้สึกว่างานออกแบบชิ้นนี้ดูทันสมัยเกินไปหน่อย เมื่อดอกโบตั๋นวาดลงบนกระดาษก็วาดได้สวยและสมบูรณ์แบบอยู่หรอก แต่ถ้าทำออกมาจริง ๆ อาจจะดูไม่สวย หรืออาจจะแย่กว่านั้นก็ได้ เธอว่าไหม?”
ระหว่างทางลี่หรงคิดคำถามไว้หลายข้อ แต่เธอไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้ที่ตนคาดไม่ถึง
ลี่หรงยิ้ม “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาค่ะ อาจารย์วางใจได้เลย ฉันคิดและเขียนแบบออกมาได้ ฉันก็จะทำมันออกมาให้ได้เหมือนกันค่ะ”
“เธอแน่ใจนะ? ตอนนี้เทคโนโลยีการพิมพ์ในประเทศยังทำไม่ได้ งั้นเธอจะใช้การปักแทนเหรอ?”
ลี่หรงพยักหน้ารับ “ใช่ค่ะ ฉันจะใช้การปัก”
อาจารย์อาน่ายิ่งไม่เข้าใจ “พื้นที่ที่ต้องปักไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ ทว่าเวลาในการตัดเย็บมีเพียงยี่สิบวันเท่านั้น จะปักเสร็จทันได้ยังไง แล้วมันก็ต้องใช้ฝีมือด้วยนะ”
“คนคนเดียวคงปักไม่เสร็จ แต่ถ้าสองหรือสามคนล่ะคะ”
อาจารย์อาน่าได้แต่ทำหน้าสงสัยและกำลังจะพูดบางอย่าง แต่ลี่หรงก็พูดออกมาก่อน “ไม่ได้มีกฎห้ามให้คนอื่นช่วยปักนี่คะ”
นั่นเป็นความจริง แต่จะหาช่างปักที่มีฝีมือเยี่ยมยอดได้จากที่ไหนกัน
แต่เมื่อเห็นสีหน้ามั่นใจของลี่หรง อาจารย์อาน่าก็รู้สึกว่าตัวเองคงกังวลมากเกินไป “ได้สิ ถ้ามีปัญหาก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อนะ ผลงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ ฉันเองก็อยากเห็นของจริงเหมือนกันว่าจะสวยขนาดไหน”
คำพูดของอาจารย์อาน่าแฝงไปด้วยคำชื่นชมต่อลี่หรง และยังเป็นการบอกใบ้ว่าหากต้องการความช่วยเหลือก็มาหาเธอได้ มันเป็นการเปิดทางลัดเล็ก ๆ ให้แก่ลี่หรง
อาจารย์อาน่าไม่ใช่อาจารย์ในคณะของลี่หรง แต่กลับให้ความช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดี ทำให้เธอซาบซึ้งใจมาก “ค่ะ ถ้ามีอะไรให้ช่วยฉันจะบอกอาจารย์แน่นอนเลยค่ะ”
ลี่หรงรับปาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องการความช่วยเหลือจากอาจารย์อาน่า เธอแค่รับปากเผื่อไว้เป็นทางเลือกเท่านั้น
อาจารย์อาน่าไปเรียนต่อต่างประเทศมานานหลายปี อีกทั้งยังสามารถเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัยชิงหัวได้ ไม่ต้องคิดเลยว่าเธอจะมีประสบการณ์และความรู้มากมายขนาดไหน และแน่นอนว่าเธอต้องรู้จักผู้คนอย่างกว้างขวาง
ถ้าในอนาคตลี่หรงทำอาชีพออกแบบเสื้อผ้าจริง ๆ เธออาจจะต้องพึ่งพาอาจารย์อาน่าก็ได้
ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องปฏิเสธน้ำใจที่อาจารย์มอบให้
หลังจากลาอาจารย์อาน่าแล้ว ลี่หรงก็กลับมาที่บ้านล้อมลาน และพบว่าเสิ่นรั่วหนิงนั่งรออยู่ที่หน้าบ้านของตนเอง
เธอดูเศร้าและน้อยใจเหมือนกับมะเขือม่วงที่โดนน้ำค้างแข็งกัด*[1] บรรยากาศรอบกายดูเหี่ยวเฉา ไร้ชีวิตชีวา ต่างจากเธอคนเดิมที่สดใสร่าเริง
ไม่รู้ว่าเธอไปเจอเรื่องอะไรมา ลี่หรงรู้สึกกังวลใจจึงรีบเดินเข้าไปหาทันที “รั่วหนิง เป็นอะไรเหรอ? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมไม่เข้าไปในบ้านล่ะ เธอมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไมกัน”
“ฮือ ๆ ๆ ลี่หรง ในที่สุดเธอก็กลับมาแล้ว!” เสิ่นรั่วหนิงลุกขึ้นพร้อมโผเข้ามากอดลี่หรงและส่งเสียงสะอื้น “ไม่มีใครอยู่ที่บ้าน”
ประโยคหลังนั้นเธอตอบคำถามลี่หรงว่าทำไมไม่เข้าไปในบ้าน ลี่หรงคิดทบทวนแล้วจึงนึกออกว่าตอนนี้พ่อจ้าวกับแม่จ้าวน่าจะไปรับเด็กน้อยที่เลิกเรียน
ดังนั้นจึงไม่มีใครอยู่บ้าน ลี่หรงลูบหลังเสิ่นรั่วหนิง “เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ”
หลังจากเข้ามาในบ้าน ลี่หรงก็เทชาร้อนให้เสิ่นรั่วหนิง จากนั้นก็มองอีกฝ่ายถือถ้วยชาอย่างเหม่อลอย “มีอะไรเกิดขึ้นกันแน่? ตอนนี้เล่าให้ฉันฟังได้แล้วใช่ไหม”
“พี่สามของเธอจะไปที่เมืองเสิน”
“หืม? เมืองเสิน” ลี่หรงเงียบไป “ไปทำธุรกิจเหรอ?”
“ใช่! เขาบอกว่าตอนนี้เมืองเสินมีกระแสการเริ่มต้นธุรกิจและนโยบายที่ดี เพื่อนร่วมรบของเขาที่ลงไปทางใต้เมื่อสองปีก่อนทำเงินได้เยอะ เขาเลยอยากจะไปลองดูบ้าง”
ในฐานะเขตเศรษฐกิจพิเศษ เมืองเสินเอื้อต่อการทำธุรกิจในหลาย ๆ ด้าน
“ก็เป็นเรื่องที่ดีนี่ แล้วทำไมเธอถึงเศร้าล่ะ”
ลี่หรงนึกว่าเสิ่นรั่วหนิงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นที่บ้าน
“ดีตรงไหนล่ะ เขาไปทางใต้ ใครจะรู้ว่าจะกลับมาเมื่อไหร่ แล้วฉันจะทำยังไง …พวกเราจะทำยังไง ฉันรอเขาจนเรียนจบแล้วนะ เขาบอกว่าจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่กับฉัน แต่ตอนนี้กลับบอกให้รอหาเงินให้ได้เยอะ ๆ ก่อน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ลี่หรงก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี หากพิจารณาจากมุมมองของครอบครัวลี่และตัวลี่หรงเอง เธอคิดว่าการออกไปท่องโลกเป็นเรื่องที่ดีมาก เธอสนับสนุนอย่างเต็มที่
แต่ในฐานะเพื่อนสนิทของเสิ่นรั่วหนิง เธอก็เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ตอนนี้เสิ่นรั่วหนิงเรียนจบแล้ว ทว่าคนรักกลับจะไปอยู่ในสถานที่ห่างไกล คนสองคนอยู่คนละที่แบบนี้ คงต้องใช้เวลารอกันอีกนาน และแน่นอนว่ามันสร้างความอึดอัดใจให้กับคนทั้งคู่
“พวกเธอคุยเรื่องนี้กันหรือยัง”
“คุยแล้ว เขาบอกว่าถ้าไปบ้านของฉันตอนนี้ พ่อฉันคงไม่ชอบใจเขาแน่ เขาเลยอยากรอให้ตัวเองพร้อมก่อน แล้วค่อยไปเจอพ่อกับแม่ของฉัน”
ลี่หรงคิดว่าความคิดของลี่รุ่ยจือสอดคล้องกับความเป็นจริง
ฐานะทางบ้านของตระกูลเสิ่นนั้นสูงส่งอยู่แล้ว แม้ลี่รุ่ยจือจะเป็นทหารปลดประจำการ แต่เขาไม่ได้ทำงานในกองทัพต่อ และเงินในมือก็มีไม่มากนัก คาดว่าพ่อของเสิ่นรั่วหนิงคงจะไล่เขาออกจากบ้านจริง ๆ
พี่ใหญ่และพี่รองของตระกูลลี่นั้นดีมาก ก่อนหน้านี้ลี่ข่ายจือได้รับเชิญให้มาที่บ้านของตระกูลเสิ่นเพื่อร่วมงานวันเกิดของเสิ่นรั่วหนิงด้วย ซึ่งหมายความว่าพ่อของเสิ่นรั่วหนิงยอมรับและคุ้นเคยกับลี่ข่ายจืออยู่บ้าง
น่าเสียดายที่ลี่รุ่ยจือก็คือลี่รุ่ยจือ ไม่ว่าลี่ข่ายจือจะเก่งกาจแค่ไหน สุดท้ายอีกฝ่ายก็เป็นแค่พี่ชายของเขาเท่านั้น
ดูเหมือนถ้าลี่รุ่ยจืออยากได้สาวงามมาครอง เขาคงต้องพยายามอีกไม่น้อยเลย!
“ความจริงแล้วฉันเข้าใจความคิดของพี่ชายของฉันนะ…” เมื่อพูดมาได้ครึ่งประโยค ลี่หรงก็เห็นว่าเสิ่นรั่วหนิงกำลังจะร้องไห้ เธอจึงรีบพูดต่อว่า “แต่พี่ชายของฉันก็ไม่ค่อยนึกถึงความรู้สึกของเธอจริง ๆ พวกเธอเคยคิดจะไปเจอพ่อแม่ของกันและกันบ้างไหม”
“เคยคิดสิ จะไม่คิดได้ยังไง เพราะแบบนั้นพี่ชายของเธอถึงบอกว่าพ่อของฉันคงไล่เขาออกจากบ้านไงล่ะ”
“ถ้าพวกเธอรักกันจริง ๆ ก็ลองไปพบพ่อแม่ของฉันก่อนดีไหม?”
“พี่ชายเธอนั่นแหละที่ไม่ยอมพาฉันกลับบ้าน”
ลี่หรงขมวดคิ้ว เธอรู้สึกไม่เข้าใจความคิดของลี่รุ่ยจือนัก
เรื่องที่ลี่รุ่ยจือคบหากับเสิ่นรั่วหนิงไม่เคยปกปิดจากคนในบ้านมาก่อน พ่อลี่และแม่ลี่ต่างรู้ว่าเขามีแฟน แม่ลี่จึงไม่ได้เร่งรัดให้ลี่รุ่ยจือไปหาคู่ดูตัวในช่วงสองปีที่ผ่านมา
อีกอย่าง ลี่รุ่ยจือก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าชอบเสิ่นรั่วหนิง แล้วทำไมเขาถึงไม่ยอมพาเธอกลับบ้าน?
ลี่หรงตัดสินใจหาโอกาสถามความจริงจากลี่รุ่ยจือ ถ้าเขาไม่ชอบเสิ่นรั่วหนิง เธอจะได้ตัดใจเสียตั้งแต่ตอนนี้ และเพื่อป้องกันให้เขาไม่เป็นคนเจ้าชู้ที่ทำร้ายความรู้สึกของผู้หญิง
“คือ ฉันคิดว่า…” ลี่หรงถามอย่างระมัดระวัง “ถ้าพี่ชายฉันต้องไปทางใต้จริง ๆ เธอเคยคิดจะไปกับเขาไหม แต่การเริ่มต้นธุรกิจมันลำบากนะ หากเธอไปก็ต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเขาด้วย”
“ฉันเต็มใจ” เสิ่นรั่วหนิงหยุดคิดครู่หนึ่ง “แต่เขาไม่เต็มใจ ฮือ ๆ เขาบอกว่าการทำธุรกิจมันลำบาก และบอกให้ฉันรออยู่บ้านเฉย ๆ ดีกว่า!”
ลี่หรงกำลังจะพูดบางอย่าง ทว่าเสิ่นรั่วหนิงกลับเอ่ยประโยคหนึ่งที่ราวกับเป็นระเบิดออกมา “ตอนนี้ฉันท้องแล้ว!”
“อะไรนะ!?” ลี่หรงลุกพรวดขึ้น
“เธอท้องเหรอ?” เธอถามย้ำอีกครั้ง
เสิ่นรั่วหนิงพยักหน้า
นี่มันเป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ
ลี่หรงเป็นคนที่กลับมาเกิดใหม่ ดังนั้นเรื่องท้องก่อนแต่งเธอจึงเคยเห็นมาไม่น้อย
แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคหลัง ในยุคนี้ แม้จะอยู่ในเมืองหลวง ทว่าก็ยังมีคนที่คอยนินทาเรื่องท้องก่อนแต่งของคนอื่นเสมอ
… คราวนี้ได้เกิดปัญหาจริง ๆ แล้ว
[1] มะเขือม่วงที่โดนน้ำค้างแข็งกัด เป็นคำอุปมาหมายถึง ไม่มีชีวิตชีวาและดูขาดพลังงานในการใช้ชีวิต