ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 190 ใจเย็น ๆ ก่อน
บทที่ 190 ใจเย็น ๆ ก่อน
ถ้าจัดการเรื่องนี้ได้ไม่ดี แล้วถูกคนในตระกูลเสิ่นรู้เข้า ลี่รุ่ยจือคงกลายเป็นคนไร้ความรับผิดชอบในสายตาคนในตระกูลเสิ่นแน่
ทำไมลี่รุ่ยจือถึงไม่บอกคนในครอบครัวล่ะ? แล้วทำไมถึงไม่ยอมพาเสิ่นรั่วหนิงกลับบ้านด้วย
ลี่หรงไม่เข้าใจ และรู้สึกราวกับว่าเธอพลาดสิ่งสำคัญไปบางอย่างไป
เธอคว้าถ้วยชาจากมือของเสิ่นรั่วหนิงไปทันที แล้วหยิบแอปเปิลส่งให้อีกฝ่ายลูกหนึ่ง “ไม่ต้องดื่มชาแล้ว กินผลไม้แทนเถอะ”
เสิ่นรั่วหนิงไม่มีอารมณ์จะกินอะไรทั้งนั้น เธอถามลี่หรงด้วยความกังวลว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี
ทันใดนั้นลี่หรงก็คิดถึงประเด็นสำคัญได้ “พี่ชายของฉันยังไม่รู้เรื่องที่เธอท้องใช่ไหม?”
เสิ่นรั่วหนิงได้แต่ก้มหน้าและไม่ตอบอะไร “เขายังไม่รู้หรอก?”
ถ้าลี่รุ่ยจือยังไม่รู้ งั้นก็อธิบายได้ทุกอย่าง
“ทำไมเธอถึงไม่บอกพี่ชายของฉัน แต่เลือกที่จะมาบอกฉันก่อนล่ะ? เธอคิดอะไรอยู่น่ะ”
เสิ่นรั่วหนิงพลันน้ำตาไหลออกมา “ฉัน… ฉันไม่รู้ว่าควรต้องทำยังไงดี”
เมื่อวันก่อนเธอเพิ่งทะเลาะกับลี่รุ่ยจือ เรื่องที่เขาไม่ยอมพาเธอไปด้วย
แล้วเมื่อวานเธอก็เพิ่งพบว่าตัวเองท้อง
เสิ่นรั่วหนิงไม่กล้าบอกลี่รุ่ยจือ เธอคิดอยู่นาน ก่อนจะตัดสินใจมาหาลี่หรง เพราะในสายตาเธอลี่หรงนั้นดีไปหมดทุกอย่าง และอาจจะมีความคิดดี ๆ ที่พอจะช่วยเธอได้
หลังจากตัดสินใจมาหาลี่หรง เสิ่นรั่วหนิงก็รู้สึกสบายใจเล็กน้อย เธอไม่กังวลมากเท่ากับตอนที่อยู่คนเดียวแล้ว
“ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว” ลี่หรงถอนหายใจ “ลูกเป็นของพวกเธอสองคน เรื่องนี้พวกเธอต้องคุยกันเอาเอง และความจริงแล้วก็ต้องบอกพ่อกับแม่ของทั้งสองฝ่ายให้รับรู้ด้วย แต่ตอนนี้เธอควรบอกพี่ชายของฉันก่อน”
เมื่อเห็นเสิ่นรั่วหนิงไม่พูดอะไร ลี่หรงจึงถามว่า “เธอคิดอะไรอยู่ก็พูดออกมาได้เลย แม้พี่สามจะเป็นพี่ชายของฉัน แต่เธอก็เป็นเพื่อนที่ดีของฉันเหมือนกัน ดังนั้นฉันจึงเข้าใจเธอด้วย ถ้าเธอไม่อยากมีลูกฉันก็จะช่วย แต่ฉันอยากให้เธอคิดทบทวนให้ดีก่อน”
“ฉันอยากมีลูก”
“เธอไม่กล้าบอกพี่ชายฉันหรอ? ให้ฉันช่วยพูดแทนไหม?”
เสิ่นรั่วหนิงกัดฟันแล้วเงยหน้ามองลี่หรง “ฉัน… ฉันจะพูดเอง!”
“ถูกแล้ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ควรพูดกันให้เข้าใจก่อน เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะโทรตามพี่ชายของฉันมาคุยกันที่นี่เลยดีไหม?”
เสิ่นรั่วหนิงคิดว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้พ่อกับแม่ของทั้งสองฝ่ายรับรู้ก่อนได้ และไม่ต้องไปหาสถานที่อื่นเพื่อพูดคุย
เธอพยักหน้า “ฉันจะไปด้วย จะได้โทรบอกที่บ้านว่าคืนนี้ฉันจะนอนค้างที่นี่”
บ้านของลี่หรงไม่มีโทรศัพท์ จึงต้องไปโทรที่ร้านขายของชำในตรอก
“ก็ได้ ถ้าเธออยากกลับบ้านเมื่อไหร่ค่อยบอกพวกเขา”
ไม่มีโทรศัพท์ก็ไม่สะดวกจริง ๆ ลี่หรงตัดสินใจว่าจะต้องหาเวลามาติดตั้งสายโทรศัพท์ มันนับว่าไม่แพงสำหรับเธอ เพราะทุกสัปดาห์เธอต้องโทรคุยกับจ้าวชิงซงอยู่แล้ว และค่าโทรศัพท์นั้นก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลย
ลี่หรงไม่ได้บอกเรื่องของเสิ่นรั่วหนิงให้ลี่รุ่ยจือรู้ เขาจึงรีบมาบ้านโดยไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้น และรู้แค่ว่าลี่หรงบอกให้ตนไปหาที่บ้าน
ลี่รุ่ยจือกำลังยุ่งอยู่ แต่เมื่อได้ยินก็คิดว่าลี่หรงมีเรื่องด่วน จึงหยุดงานที่กำลังทำอยู่ แล้วยืมรถของพี่ชายขับไปที่บ้านล้อมลานของลี่หรง
หลังจากมาถึงบ้านล้อมลาน พ่อจ้าวกับแม่จ้าวก็พาหลานชายตัวน้อยกลับเข้าบ้านไปแล้ว
แม่จ้าวกำลังทำอาหาร เมื่ออันอันเห็นลุงก็รีบเข้ามากล่าวทักทายอย่างเรียบร้อย
ลี่รุ่ยจืออุ้มหลานชายขึ้นมา “อันอัน เลิกเรียนแล้วเหรอ?”
“ครับ!” อันอันพยักหน้า “ลุงจะพาผมไปยิงปืนเมื่อไหร่เหรอครับ?”
ลี่รุ่ยจือหัวเราะ “รอลุงว่างก่อนนะครับ”
หลังจากเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่น ลี่รุ่ยจือถึงได้เห็นว่าเสิ่นรั่วหนิงที่นั่งอยู่บนโซฟา รอยยิ้มของเขาพลันหุบลง “หนิงหนิง”
เสิ่นรั่วหนิงไม่พูดอะไร
ลี่หรงตรงเข้าไปอุ้มเด็กน้อยออกมา แล้วส่งสายตาให้กับลี่รุ่ยจือ “มีอะไรก็คุยกันดี ๆ”
ลี่หรงบอกพ่อจ้าวให้พาอันอันออกไปเดินเล่นก่อน
ปกติลี่หรงไม่ค่อยขอร้องอะไรแบบนี้ พ่อจ้าวเองก็เห็นว่ามีแขกสองคนเข้ามาในบ้าน ดังนั้นจึงคิดว่ามีเรื่องราวอะไรต้องคุยกัน และหากที่บ้านมีเด็กอยู่ด้วยก็คงไม่สะดวก เขาพยักหน้ารับแล้วจับมือเด็กน้อยเพื่อพาออกไปข้างนอก
ลี่หรงไม่ได้เข้าไปในห้องนั่งเล่น เธอปล่อยให้คนทั้งคู่ได้อยู่กันตามลำพัง ส่วนตนไปที่ห้องครัวเพื่อช่วยแม่จ้าวเตรียมอาหาร
ในห้องนั่งเล่น
ลี่รุ่ยจือเดินไปนั่งข้างหน้าเสิ่นรั่วหนิง เขาเห็นว่าดวงตาของเธอแดงก่ำ “อย่าโกรธเลยนะ”
“ฉันไม่ได้โกรธ ฉันจะโกรธเรื่องอะไรล่ะ”
“เป็นความผิดของพี่เอง แต่การไปทางใต้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ชีวิตที่นั่นยากลำบากมาก เธอควรจะอยู่ที่บ้านและเป็นไข่มุกในฝ่ามือ*[1]แบบนี้ต่อไป และไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไร พี่ก็จะไม่พาเธอไปด้วยเด็ดขาด”
เสิ่นรั่วหนิงไม่พูดอะไร
ลี่รุ่ยจือจับมือหญิงสาว “พี่ผิดเอง อย่าเสียใจไปเลยนะ”
“พี่จะไปทางใต้ แล้วเคยคิดบ้างไหมว่าฉันต้องรอพี่นานแค่ไหน ถ้าที่บ้านบังคับให้ฉันแต่งงานกับคนอื่นล่ะ”
เสิ่นรั่วหนิงกำมือแน่นขึ้น เธอคิดในใจว่า ดีแล้ว ให้ลี่รุ่ยจือรู้จักกังวลบ้าง
“พี่คงไปไม่นานหรอก ไม่ได้จะไปตั้งรกรากอยู่ที่นั่นซะหน่อย ยังไงก็ต้องกลับมาอยู่ดี พี่สัญญาเลยว่าจะไม่ให้เธอต้องรอนานแน่นอน ไม่ว่าปีหน้าจะหาเงินมาได้เท่าไหร่ พี่ก็จะรีบไปสู่ขอเธอทันที ต่อให้ต้องเสี่ยงโดนพ่อเธอไล่ออกมา พี่ก็จะไปสู่ขอเธอให้ได้”
เสิ่นรั่วหนิงพลันน้ำตาคลอ “ฉันรอได้ แต่ลูกในท้องคงรอไม่ได้หรอก ถ้าพี่กล้าทิ้งฉันไป ฉันจะให้ลูกเรียกคนอื่นว่าพ่อ!”
ในที่สุดเธอก็พูดออกไปแล้ว!
ลี่รุ่ยจือตกใจจนใบหน้าแข็งค้าง เขาอ้าปากแต่พูดไม่ออก ราวกับว่าศีรษะของตนโดนกระบองทุบอย่างแรงจนสมองว่างเปล่า
หลังจากตั้งสติได้ก็พูดออกมาอีกครั้งว่า “เธอท้องแล้วเหรอ?”
หลังจากพูดประโยคนี้ ลี่รุ่ยจือก็รีบลุกขึ้นแล้วหยิบซองบุหรี่ออกมาจากกระเป๋า ขณะเอาบุหรี่ม้วนหนึ่งมาคาบไว้ในปาก มือของเขาก็สั่นเล็กน้อย และพลันนึกได้ว่าตอนนี้เสิ่นรั่วหนิงแพ้กลิ่นบุหรี่ จึงรีบเดินออกจากห้องนั่งเล่นไป
เขาเดินออกไปที่ลานบ้าน จุดบุหรี่แล้วสูบเข้าไปจนเต็มปอด
เมื่อควันบุหรี่พ่นออกมา ลี่รุ่ยจือก็มองควันสีขาวราวกับเห็นสถานการณ์ในปัจจุบันของตัวเอง
เขามีความสุขที่รู้ว่าเสิ่นรั่วหนิงท้องลูกของตน ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก
แต่หลังจากนี้คงมีเรื่องอื่น ๆ ตามมามากมายแน่
เขาต้องใจเย็น ๆ และจัดการความคิดของตนเองก่อน
ลี่หรงเห็นลี่รุ่ยจือยืนอยู่ที่ลานบ้าน จึงเดินออกมาพิงเสาประตูแล้วถามว่า “พี่รู้เรื่องทั้งหมดแล้วใช่ไหม?”
ลี่รุ่ยจือสูบบุหรี่อีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
หลังจากนั้นลี่รุ่ยจือก็หันไปมองน้องสาวอย่างหงุดหงิด “แล้วเธอรู้ก่อนฉันได้ยังไงเนี่ย ทำไมหนิงหนิงไม่บอกฉันก่อน!”
ลี่หรงยักไหล่แล้วเงยหน้ามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันว่าพี่ควรถามตัวเองมากกว่านะ”
ลี่รุ่ยจือยังไม่ทันพูดอะไร ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากห้องนั่งเล่น
เป็นเสิ่นรั่วหนิง
สีหน้าของลี่หรงเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอกำลังจะก้าวออกไป แต่ทันใดนั้นก็หยุดชะงัก แล้วหันไปพูดกับลี่รุ่ยจือว่า “ยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ? รีบเข้าไปปลอบเธอสิ!”
[1] ไข่มุกในฝ่ามือ หมายถึง เป็นคนที่ถูกทะนุถนอมเป็นอย่างดี หรือเป็นแก้วตาดวงใจ