ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 191 ปลอบ
บทที่ 191 ปลอบ
ลี่รุ่ยจือรีบโยนบุหรี่ทิ้งลงตรงนั้นทันที โดยไม่สนใจว่าจะถูกลี่หรงดุด่า
เมื่อเห็นเสิ่นรั่วหนิงร้องไห้ หัวใจของเขาพลันปวดแปลบขึ้นมาทันที ชายหนุ่มรีบเดินเข้าไปกอดเธอไว้ในอ้อมแขน แล้วถามอย่างร้อนใจว่า “ร้องไห้ทำไมกัน?”
“พี่ …พี่ไม่ต้องการฉันกับลูกแล้วใช่ไหม?” เสิ่นรั่วหนิงสะอื้น หลังจากลี่รุ่ยจือได้ยินเธอบอกว่าท้อง เขาก็ออกไปสูบบุหรี่ข้างนอกโดยไม่พูดอะไรเลย
หญิงสาวคิดว่าเขาไม่ยอมรับเด็กในท้องของตัวเอง และยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจ จึงอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา
ลี่รุ่ยจือเช็ดน้ำตาให้เธอ “พี่ไม่ได้บอกว่าไม่ต้องการซะหน่อย อย่าร้องไห้ เลยนะ มันไม่ดีต่อร่างกาย”
“แล้วทำไมเมื่อกี้นี้พี่ถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ ฉันก็คิดว่า….”
“พี่ผิดเอง พี่ดีใจจนพูดไม่ออกน่ะ ขอโทษนะ”
ลี่รุ่ยจือพยายามปลอบเธอ เมื่อเสิ่นรั่วหนิงมั่นใจเเล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้ไม่ต้องการตนอย่างที่คิด จึงสบายใจแล้วค่อย ๆ หยุดร้องไห้
ลี่รุ่ยจือจูบหน้าผากของเสิ่นรั่วหนิง แล้วปัดผมชื้นเหงื่อให้เธอเบา ๆ “รู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหม? เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่จะพาเธอไปกินข้าวที่บ้านนะ”
เสิ่นรั่วหนิงหลุบตาลง “เมื่อกี้พี่บอกว่ายังไม่ถึงเวลาไม่ใช่เหรอ?”
“ก่อนหน้านี้พี่กลัวว่าแม่จะรีบให้เราแต่งงานกันเร็ว ๆ แต่พี่อยากเก็บเงินให้ได้เยอะ ๆ ก่อน ทว่าตอนนี้เรามีลูกแล้ว งั้นก็ต้องถึงเวลาแล้วสิ”
เสิ่นรั่วหนิงหยุดร้องไห้แล้วเปลี่ยนมาหัวเราะ “แล้วพี่คิดว่าจะไปเจอพ่อกับแม่ฉันเมื่อไหร่ล่ะ?”
“ไปเจอพ่อกับแม่พี่ก่อน แล้วเรื่องนั้นค่อยว่ากันอีกทีนะ” ลี่รุ่ยจือรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ เขารู้สึกราวกับว่าตนเองขึ้นรถแล้วยังไม่ได้ซื้อตั๋ว คราวนี้เขาคงโดนว่าที่พ่อตาตีตายแน่
แล้วยังมีพี่เขยที่ทำงานในสถานีตำรวจอีก เรื่องนี้ทำให้ลี่รุ่ยจือหนักใจไม่น้อยเลย
ลี่รุ่ยจือไม่ได้กลัวเจ็บตัว แต่กลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมยกเสิ่นรั่วหนิงให้มากกว่า
“แล้วพี่ยังจะไปเมืองเสินอยู่ไหม? หรือถ้าไปพี่พาฉันไปด้วยได้หรือเปล่า?”
“ไป แต่ยังไงพี่ก็ไม่พาเธอไปด้วยแน่ ๆ ที่นั่นสภาพอากาศไม่ค่อยดี ถ้าพี่ยุ่งจนดูแลเธอไม่ได้ ลูกของเราจะลำบากนะ” เมื่อลี่รุ่ยจือเห็นเสิ่นรั่วหนิงทำหน้าเศร้า จึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที “เอาไว้ถามพ่อกับแม่ดูก่อนก็แล้วกัน”
“ค่ะ!”
ขณะนี้อาหารทำเสร็จแล้ว เมื่อลี่หรงเข้ามาดูก็พบว่าลี่รุ่ยจือกำลังปอกส้มให้เสิ่นรั่วหนิงอยู่ ดูเหมือนพวกเขาจะดีกันแล้ว และลี่รุ่ยจือก็ไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น
“มากินข้าวได้แล้ว”
บนโต๊ะอาหาร ลี่รุ่ยจือคอยคีบอาหารให้เสิ่นรั่วหนิงอยู่ตลอด คนที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยสังเกตเห็นสายตาของแม่จ้าวและลี่หรงที่มองมา จึงรู้สึกเขินอาย
เธอเอื้อมมือไปดึงเสื้อของลี่รุ่ยจือและพูดเบา ๆ ว่าพอแล้ว
ลี่รุ่ยจือพยักหน้าขณะที่กำลังคีบขาไก่ให้เสิ่นรั่วหนิง หลังคีบชิ้นนี้เสร็จเขาก็เลิกคีบแล้ว
ไม่คาดว่าอันอันจะเลื่อนชามมาไว้ตรงหน้าลี่รุ่ยจือ “คุณลุงครับ อันอันก็อยากกินขาไก่”
ขาไก่มีแค่สองชิ้น และเมื่อครู่อันอันก็กินไปแล้วชิ้นหนึ่ง
เขาเห็นว่าลี่รุ่ยจือคีบขาไก่ไว้ ดังนั้นจึงคิดจะกินอีก
ลี่รุ่ยจือชะงัก เขาไม่คิดว่าหลานชายจะทำแบบนี้
ลี่หรงหัวเราะ “เมื่อกี้อันอันกินไปแล้วชิ้นหนึ่ง เปลี่ยนไปกินอย่างอื่นดีกว่านะจ๊ะ”
แม่จ้าวเองก็พูดว่า “ให้รั่วหนิงกินเถอะ ถ้าให้อันอันกินอีกชิ้นก็คงไม่หมดหรอก พอเลี่ยนเด็กคนนี้ก็ไม่กินอีกแล้ว”
เมื่อแม่จ้าวพูดแบบนั้นก็ทำให้เสิ่นรั่วหนิงถึงกับหน้าแดง อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าลี่รุ่ยจือคีบไก่ให้เธอ
เธอรู้สึกอายเล็กน้อยที่แย่งขาไก่กับเด็ก “ให้อันอันกินเถอะค่ะ”
แต่ลี่รุ่ยจือกลับพูดกับอันอันว่า “คุณป้าของอันอันกำลังท้อง ให้คุณป้ากินได้ไหมครับ?”
“คุณป้าก็คือคุณน้าหนิงหนิงเหรอ?”
“อืม”
“น้าหนิงมีน้องแล้วเหรอครับ?” เจ้าตัวน้อยเบิกตาโต เมื่อเห็นลี่รุ่ยจือพยักหน้า เจ้าตัวน้อยก็ดีใจและรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้
เขาวิ่งไปยืนข้าง ๆ เสิ่นรั่วหนิง เอามือไพล่หลังอย่างเขินอายแล้วพูดว่า “คุณป้าครับ เด็กน้อยเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง?”
เสิ่นรั่วหนิงยิ้ม “ยังไม่รู้จ้ะ ต้องรอให้น้องคลอดออกมาก่อนถึงจะรู้”
“แล้วเมื่อไหร่น้องจะออกมาล่ะครับ?”
“อืม …อีกนานเลยจ้ะ”
เจ้าตัวน้อยผิดหวังเล็กน้อย ทว่าทันใดนั้นลี่หรงก็พูดว่า “อันอันมากินข้าวดีกว่าจ้ะ”
หลังจากแม่จ้าวได้ยินว่าเสิ่นรั่วหนิงท้องแล้วก็รู้สึกประหลาดใจมาก เธอรู้ว่าเสิ่นรั่วหนิงกับลี่รุ่ยจือคบกัน และรู้ด้วยว่าคนทั้งสองยังไม่ได้แต่งงาน
แต่ตอนนี้เธอท้องแล้วเหรอ?
นั่นหมายความว่าเธอท้องก่อนแต่งงานไม่ใช่เหรอ?
คนในเมืองเปิดกว้างขนาดนี้เลย?
แต่นั่นก็เป็นเรื่องของคนอื่น แม่จ้าวไม่ได้มองพวกเขาด้วยสายตาแปลกแยก อีกทั้งยังพูดข้อควรระวังตอนตั้งครรภ์อย่างเอาใจใส่ด้วย
ลี่หรงเหลือบมองลี่รุ่ยจือ “สามเดือนแรกยังไม่ควรบอกให้ใครรู้มากนักนะคะ”
นั่นเป็นสิ่งที่เธอเคยได้ยินมาตอนอยู่หมู่บ้านต้าเจียง
แม่จ้าวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แต่บอกคนในครอบครัวได้ แค่ไม่บอกคนนอกก็พอ”
หลังมื้อเย็นลี่รุ่ยจือก็บอกว่าจะไปส่งเสิ่นรั่วหนิงกลับบ้าน
“ฉันบอกที่บ้านแล้วค่ะว่าคืนนี้จะนอนค้างที่นี่ พรุ่งนี้พี่ค่อยมารับฉันก็แล้วกันนะคะ”
ประโยคหลังเป็นการเตือนลี่รุ่ยจือว่าพรุ่งนี้ต้องมารับเธอไปพบพ่อกับแม่ของเขา ลี่รุ่ยจือพยักหน้าแล้วพูดกับลี่หรง “พรุ่งนี้พี่จะพาหนิงหนิงกลับบ้าน เธอเองก็กลับด้วยนะ”
ลี่หรงพลันแซวอย่างขี้เล่น “ในที่สุดก็ยอมพาหนิงหนิงกลับบ้านแล้วเหรอ?”
ลี่รุ่ยจือลูบหลังคอแล้วหัวเราะ ทว่าไม่ได้โต้แย้งอะไร
หลังจากรู้ว่าเสิ่นรั่วหนิงท้อง ลี่รุ่ยจือก็อยากจะอยู่กับเธอตลอดเวลา แต่ถ้าอยู่ เขากับเสิ่นรั่วหนิงก็ไม่ควรนอนห้องเดียวกัน เพราะทั้งคู่ยังไม่ได้แต่งงานกัน
เขาหันไปมองลี่หรงแล้วฝากฝัง “ช่วยดูแลหนิงหนิงด้วยนะ”
ลี่หรงส่งเสียงฮึดฮัด “รู้แล้วน่า”
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์ ครอบครัวลี่อยู่พร้อมหน้าพอดี เขาจึงคิดจะพาเสิ่นรั่วหนิงกลับบ้านในวันนั้น
ลี่รุ่ยจือนำรถไปคืนให้ลี่ข่ายจือและบอกว่าพรุ่งนี้จะพาแฟนสาวกลับบ้าน พร้อมบอกให้ลี่ข่ายจือพาภรรยากับหลาน ๆ กลับไปกินข้าวที่บ้านด้วยกัน
ลี่ข่ายจือตกใจมาก “คนที่คบมาสองปีนั่นน่ะเหรอ? นายยอมพากลับบ้านแล้ว หมายความว่าจะจดทะเบียนกันแล้วใช่ไหม”
ลี่รุ่ยจือพยักหน้า
ลี่ข่ายจือมองน้องชายวัยยี่สิบแปดซึ่งยังไม่ได้แต่งงานอย่างปลื้มใจ แล้วจิบชาร้อน ๆ อย่างสบายใจ “เป็นลูกสาวบ้านไหนล่ะ ตอนนี้พูดได้แล้วไม่ใช่เหรอ”
“พี่รู้จักเสิ่นรั่วหนิงใช่ไหมครับ ผู้หญิงจากตระกูลเสิ่นที่พี่พาผมไปงานวันเกิดนั่นไง”
พรวดด!!!
ลี่ข่ายจือตกใจจนพ่นชาที่เพิ่งกลืนเข้าไปออกมาแล้วสำลัก
“แค่ก ๆ! แกบอกว่าใครนะ? แกกำลังพูดถึงลูกสาวคนเล็กของเสิ่นหย่วนเทาใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
ลี่ข่ายจือสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปมา พร้อมชี้ไหน้าลี่รุ่ยจือ
“แกนี่มันจริง ๆ เลย! ทำไมถึงไม่ทำตามที่ฉันบอกตั้งแต่แรก ตอนบอกให้รับราชการก็ไม่เอา ตอนนี้จะสามสิบแล้ว ทว่าไม่มีอำนาจอะไร ทั้งยังไม่มีเงินอีก แกคิดว่าเสิ่นหย่วนเทาจะยอมยกลูกสาวให้แกง่าย ๆ เหรอ!”
“มีสิครับ ผมมีเงินนะ” ลี่รุ่ยจือแย้ง
เขามีเงินจริง ๆ ก่อนหน้านี้เขาเคยทำธุรกิจขายส่งผลไม้และขายของกับจ้าวชิงซง หลังจากอีกฝ่ายกลับไป เขาก็รับช่วงต่อธุรกิจแถบนี้เกือบทั้งหมด มันทำให้เขามีเงินมากกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกัน
แต่เสิ่นหย่วนเทาเป็นคนแบบไหนกัน? เงินของลี่รุ่ยจือในสายตาของเขาไม่ต่างจากเศษดิน
“มีเงินบ้าบออะไร แม้แต่บ้านแกก็ยังไม่มี!”
“ผมกำลังจะซื้อบ้านครับ” ลี่รุ่ยจือยกขาขึ้นมาไขว่ห้าง “ผมเก็บเงินครบแล้ว แต่ผมตั้งใจจะไปเมืองเสินเพื่อทำธุรกิจก่อน ดังนั้นเลยยังไม่ได้ซื้อ”
ลี่ข่ายจือขมวดคิ้ว “ต่อให้มีบ้าน แต่แกคิดว่าคนอย่างเสิ่นหย่วนเทาจะยอมยกลูกสาวให้แกง่าย ๆ อย่างงั้นเหรอ”