ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 194 คุณยายโม่
บทที่ 194 คุณยายโม่
ลี่รุ่ยจือไปบ้านตระกูลเสิ่นเพื่อพบว่าที่พ่อตากับแม่ยาย
ลี่หรงไม่ได้ไปด้วย เพราะเธอกำลังยุ่งอยู่กับการตัดชุด นอกจากนั้นยังต้องหาช่างตัดเย็บและช่างปักด้วย
ตั้งแต่เริ่มรับตัดชุดส่วนตัวให้เหล่าภรรยาของผู้มีอำนาจเมื่อสองปีก่อน จนถึงตอนนี้ เธอก็มีเงินเก็บไม่น้อยแล้ว แต่ถ้าเธออยากได้เงินมากกว่านี้ เธอก็ไม่สามารถทำคนเดียวได้
ลี่หรงทำทุกอย่างด้วยตัวเองมาตลอด ตั้งแต่เขียนแบบไปจนถึงการตัดเย็บ ทำให้รับงานได้จำกัดมาก
เมื่อหาคนมาช่วยงานได้ ลี่หรงก็จะได้ทำงานเขียนแบบอย่างเดียว โดยให้ช่างตัดเย็บรับผิดชอบการตัดเย็บเสื้อผ้าไป
เนื่องจากเธอยังไม่พร้อมที่จะก่อตั้งบริษัทและยังเรียนอยู่ด้วย เรื่องการหาพนักงานจึงถูกเลื่อนมาจนถึงตอนนี้
ก่อนเขียนแบบร่างประกวด ลี่หรงได้ติดต่อบริษัทโฆษณาและหนังสือพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลการรับสมัครงานไว้แล้ว
จนถึงตอนนี้เธอได้สัมภาษณ์ผู้ที่ต้องการหางานทำไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบคน
ส่วนใหญ่เป็นพนักงานจากโรงงานผลิตเสื้อผ้าของรัฐที่เลิกกิจการไปแล้ว ซึ่งมีอายุประมาณสามสิบหรือสี่สิบปี
ทักษะการใช้จักรเย็บผ้าถือว่าใช้ได้ เพราะอยู่ในโรงงานกันมาสิบกว่าปีหรือยี่สิบปี
แต่มีน้อยคนที่ถูกใจลี่หรง
บางคนดูฉลาด แต่สายตากลับดูถูกร้านของลี่หรงว่าที่นี่ก็เป็นแค่ ‘โรงงานเล็ก ๆ’ เท่านั้นเอง
พวกเธอคิดแค่ว่าตอนที่อยู่ในโรงงานผลิตเสื้อผ้าของรัฐ เวลาเข้าและเลิกงานตรงเวลา มีสวัสดิการในช่วงเทศกาลและวันหยุด ถ้าไม่ลาออกก่อนเกษียณก็จะมีเงินบำนาญ
แต่คนพวกนี้ฝีมือก็ไม่ได้ดีอะไร ยังมาโอ้อวดอีกว่าทำงานในโรงงานผลิตเสื้อผ้ามายี่สิบปี
แค่เหยียบจักรเย็บผ้าก็ยังทำไม่ได้เรื่อง
ลี่หรงถึงได้รู้ว่าทำไมคนพวกนี้ถึงไม่ได้ทำงานจนเกษียณ
ตอนนี้โรงงานผลิตเสื้อผ้าของเอกชนกำลังเป็นที่นิยม เจ้าของเหล่านั้นยอมควักเงินซื้อเครื่องจักรนำเข้าราคาแพง ใช้การย้อมสีที่ทันสมัย ผลิตเสื้อผ้าออกมาได้เยอะแถมยังราคาถูก
โรงงานของรัฐก็เลยเริ่มซบเซา แต่ก็ยังไม่ถึงกับต้องปิดตัวลง พนักงานที่ออกมาจากโรงงานผลิตเสื้อผ้าของรัฐส่วนมากก็เพราะโดนไล่ออกทั้งนั้น
ดูเหมือนว่าคนไม่กี่คนนี้จะโดนไล่ออก พอออกมาข้างนอกก็ยังมาดูถูก ‘โรงงานเล็ก ๆ’ ของลี่หรง พูดจาโอ้อวดราวกับว่าตัวเองสูงส่งนักที่ได้งานในโรงงานของรัฐ
จะให้ลี่หรงพูดก็คงพูดได้ว่าคนพวกนี้ดีแต่เปลือก คิดว่าตัวเองเก่ง แต่พอออกมาข้างนอกก็ยังมองไม่เห็นความจริง อย่าว่าแต่ ‘โรงงานเล็ก ๆ’ ของเธอจะไม่รับคนพวกนี้เลย ต่อให้ไปที่โรงงานผลิตเสื้อผ้าของเอกชน คนอื่นก็คงไม่รับพวกเธอเหมือนกัน
ลี่หรงยังคงยิ้มและส่งแขกออกไป
แม่จ้าวเดินเข้ามาเติมน้ำร้อนให้ลี่หรง “ไม่ถูกใจสักคนเลยเหรอ?”
ลี่หรงจิบน้ำชาแล้วถอนหายใจ “ไม่เลยค่ะ มีแต่คนดูถูกร้านของหนูทั้งนั้นเลย”
แม่จ้าวสงสารลี่หรง “แล้วจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ?”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูยังไม่ได้รีบขนาดนั้น แต่เรื่องที่ต้องหาช่างปักคงต้องรีบหน่อย”
งานเร่งด่วนตอนนี้คือต้องหาช่างปักที่เหมาะสมมาช่วยลี่หรงทำชุดประกวดให้เสร็จ
“ช่างปักเหรอ? แม่เหมือนจะรู้จักอยู่คนหนึ่งนะ”
ลี่หรงแปลกใจเล็กน้อย “จริงเหรอคะ เขาอยู่ที่ไหนคะ?”
“ก็บ้านในซอยข้าง ๆ นี่ไง เธอไม่รู้เหรอ แม่น่ะชอบไปคุยกับเพื่อนบ้านที่หน้าปากซอย รู้จักอยู่คนหนึ่งเธอเคยเป็นช่างปักที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวง แล้วก็ยังเคยเป็นครูสอนงานปักให้คุณหนูจากตระกูลใหญ่ด้วย” แม่จ้าวลดเสียงลง พลางทำท่าประกอบ “เธอยังพันเท้าเล็กขนาดนี้เลยนะ ลวดลายบนเสื้อผ้า เธอก็ปักเองทั้งนั้น”
ลี่หรงดีใจมาก หากเรื่องที่คนนั้นเล่าเป็นความจริง นั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากเลย
เธอจึงถาม “บ้านเธอคนนั้นอยู่ที่ไหนคะ แม่ช่วยถามเธอได้ไหมคะว่าอยากหางานทำไหม”
“ได้ รอก่อนนะ เดี๋ยวแม่ไปถามให้”
ลี่หรงก็ไปสัมภาษณ์ช่างตัดเย็บสองคนที่เพิ่งมาสมัครงาน ผลปรากฏว่าไม่ผ่าน เธอจึงให้กลับไป หลังจากผ่านไปไม่นานแม่จ้าวก็กลับมา
ด้านหลังแม่จ้าวมีหญิงชราตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ท่าทางการเดินยังคงกระฉับกระเฉงอยู่ ลี่หรงนึกถึงเรื่องที่เธอพันเท้าจนเล็กที่แม่จ้าวเล่าไว้ จึงเผลอเหลือบมองเท้าของอีกฝ่าย
รองเท้าผ้าสีดำที่สวมอยู่นั้นเล็กจริง ๆ
ลี่หรงรินน้ำให้หลังจากที่ยายคนนั้นนั่งลงแล้ว “คุณยายสุขภาพแข็งแรงจังเลยนะคะ”
“ก็ดีจ้ะ” หญิงชราตากับหูยังดีอยู่ เธอรับแก้วน้ำไปด้วยความไม่มั่นใจและมองแม่จ้าวด้วยสายตาที่เป็นกังวล
หญิงชราดูตึงเครียด ลี่หรงจึงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “คุณยายชื่ออะไรเหรอคะ แล้วตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้วคะ?”
“ฉันนามสกุลโม่ ทุกคนเรียกฉันว่ายายโม่ อีกสองปีก็จะอายุหกสิบแล้วจ้ะ” พูดจบคุณยายโม่ก็เงียบลงอีกครั้ง เพราะหลังจากตอบคำถามเสร็จก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก
ห้าสิบแปดปี ถือว่าอายุมากตามเกณฑ์อายุขัยโดยเฉลี่ยในปัจจุบัน
ลี่หรงเริ่มกังวลว่าอีกฝ่ายจะสอดด้ายเข้าเข็มได้หรือเปล่า ยังไม่ต้องพูดถึงการปักลวดลายเลย
“ได้ยินแม่จ้าวบอกว่าคุณยายเคยเป็นช่างปักชื่อดังเหรอคะ?”
คุณยายโม่มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ใช่แล้ว ตอนที่สาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้ง ร้านปักของเราโด่งดังมากแถมยังมีคนมาให้ฉันสอนลูกสาวพวกเขาปักลายดอกไม้ด้วยนะ”
“แล้วคุณยายยังปักได้อยู่ไหมคะ”
คุณยายโม่ไม่ได้ตอบคำถาม แต่กลับถามกลับว่า “ถ้าฉันทำงานปักให้หนู หนูจะไปฟ้องทางการไหม”
ลี่หรงตกใจเล็กน้อย “เรื่องนี้คุณยายวางใจได้เลยค่ะ จะไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
ลี่หรงเห็นคุณยายโม่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ เธอเดาว่าคุณยายโม่น่าจะเคยถูกคนอื่นทำร้ายมาก่อน และไม่ต้องรอเธอถามอีกฝ่ายก็พูดขึ้น
“เฮ้อ! หลังจากตอนนั้นมาถึงตอนนี้ร้านปักของฉันก็ไม่เหลือแล้ว พวกเขาออกกฎหมายว่าไม่ให้รับงานเอง แต่ก็มีบางคนที่รู้ว่าฉันฝีมือดี ก็พากันมาหา ไม่ได้คิดเงินพวกนั้นเลยแม้แต่หยวนเดียว รับแต่ไข่และแป้งข้าวโพดเท่านั้น หลังจากนั้นก็มีคนไปแจ้งความบอกว่าฉันทำผิดกฎหมายรับงานด้วยตัวเองแล้วก็รับเงินเองด้วย”
“หลังจากนั้นฉันก็ถูกจับไปประจาน กลับมาก็ไม่กล้ารับงานเองอีกแล้ว”
คุณยายโม่เป็นคนแก่ที่ได้รับบาดแผลจากนโยบายในยุคนั้น
แม่จ้าวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ฟังเรื่องราวของคุณยายโม่แล้วก็อดสงสารไม่ได้ ดวงตาแดงก่ำน้ำตาคลอเบ้า “พี่โม่ ต่อไปนี้ลืมเรื่องราวในอดีตไปเสีย แล้วมองแค่อนาคตข้างหน้าก็พอนะคะ”
ลี่หรงยิ้มปลอบโยน “เรื่องนี้คุณยายวางใจได้เลยค่ะ ตอนนี้บ้านเมืองเราเปิดกว้างแล้ว ไม่ต้องพูดถึงรับงานส่วนตัว ถ้าคุณยายอยากเปิดร้านปักผ้าอีกก็เปิดได้แล้วนะคะ ตอนนี้ประเทศของเราก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ค่ะ”
“จริงเหรอจ๊ะ” คุณยายโม่ยิ้ม แต่ก็ต้องหุบยิ้มแล้วเงียบไปครู่หนึ่ง “ตอนนี้ฉันเองก็แก่แล้ว จะเปิดร้านปักผ้าไปทำไมกัน ฟางหงบอกว่าหนูต้องการช่างปักผ้า ฉันก็เลยมาดู ถ้าหนูรับได้ฉันก็จะทำ”
คุณยายโม่อายุห้าสิบแปดแล้ว แม้แต่คนกวาดถนนข้างนอกก็ยังไม่ต้องการเธอเลย
ถ้าลี่หรงรับเธอ อย่างน้อยก็คงจะได้ค่าจ้างบางส่วนมาช่วยเหลือครอบครัวบ้าง
“ตอนนี้หนูต้องการรับช่างปักจริงค่ะ แต่ว่าคุณยายยังพอจะใช้เข็มได้อยู่หรือเปล่าคะ? เอ่อ…คือ หนูไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกคุณยายนะคะ”
“ได้สิ ได้! มีเข็มก็บด้ายไหม? ให้ฉันทำให้หนูดูตอนนี้เลยก็ได้นะ”
คุณยายโม่กลัวว่าลี่หรงจะไม่รับเพราะเห็นว่าเธออายุมากเเล้ว จึงพูดออกมาอย่างร้อนรน
ลี่หรงเดินไปหยิบเข็มกับด้ายมาพร้อมกับเศษผ้าฝ้าย
คุณยายโม่ลูบเศษผ้าอย่างเสียดาย “ผ้าผืนนี้สวยดีจังเลยนะ หนูมีผืนที่แย่กว่านี้ไหม?”
เดิมทีลี่หรงรับงานตัดเสื้อผ้าส่วนใหญ่ก็มักจะใช้ผ้าดี ๆ ผ้าที่แย่กว่านี้แทบจะไม่มีเลย
“นี่ก็แย่ที่สุดแล้วค่ะ ยังไงก็เป็นเศษผ้าที่ไม่ใช้แล้วคุณยายจะปักยังไงก็ได้ค่ะ” ลี่หรงตอบพลางยิ้มให้ด้วย