ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 195 เหมือนของจริง
บทที่ 195 เหมือนของจริง
คุณยายโม่พยักหน้า
ลี่หรงหยิบเข็มกับด้ายที่ยังไม่ได้ร้อยมาให้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เห็นใจคนแก่ แต่เดิมทีที่เธอคิดจะจ้างช่างปักก็เพื่อให้มาทำงาน หากอีกฝ่ายร้อยเข็มไม่ได้เพราะอายุมาก และต่อให้คุณยายโม่ปักสวยแค่ไหน ลี่หรงก็ยังคิดให้ดีว่าจะรับไว้ไหม
เพราะการจ้างช่างปักมาไม่ใช่สักแต่จะจ้างมาเฉย ๆ
ลี่หรงไม่มีเวลาช่วยร้อยเข็ม
“คุณยายจะปักอะไรคะ?” ลี่หรงถามพลางยื่นเข็มกับด้ายให้
คุณยายโม่ตอบว่า “คุณบอกมาได้เลยฉันทำได้หมด”
ลี่หรงนึกถึงตอนออกแบบเสื้อผ้า จำได้ว่ามีดอกโบตั๋นอยู่ เธอคิดครู่หนึ่งจึงถาม “คุณยายรู้จักดอกโบตั๋นไหมคะ”
“โบตั๋นเหรอ? ฉันรู้จัก ๆ เดี๋ยวฉันจะปักให้ดูนะ”
คุณยายโม่หยิบด้ายขึ้นมาแตะปลายลิ้นแล้วดึงออก ใช้ปลายนิ้วบิดเกลียวด้ายเบา ๆ ก่อนจะร้อยเข้ากับรูเข็ม เพียงชั่วพริบตา ด้ายก็ร้อยผ่านรูเข็มเรียบร้อย
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ยังไม่พูดอะไร
แม่จ้าวอุทานด้วยความแปลกใจ “โอ้โห! ฉันร้อยเข็มยังไม่ไวเท่านี้เลยนะ”
คุณยายโม่เงยหน้าขึ้นมามองแม่จ้าวแล้วยิ้มเล็กน้อย ทันทีที่ก้มหน้าหยิบผ้าเธอก็ตั้งใจปักผ้าอย่างจริงจัง
หลังจากไม่เห็นว่ามีอะไรแล้ว แม่จ้าวกลัวว่าจะรบกวนจึงขอตัวออกไป
ลี่หรงเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเอง ตัดผ้าที่ร่างเส้นไว้ก่อนหน้านี้
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ลี่หรงยังตัดผ้าไม่เสร็จ คุณยายโม่ก็ปักดอกโบตั๋นเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เธอเห็นลี่หรงก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ จึงไม่กล้าเรียก
จนกระทั่งลี่หรงรู้สึกเมื่อยคอแล้วเงยหน้าขึ้นมา เธอถึงเห็นว่าคุณยายโม่ทำเสร็จแล้ว เธอวางกรรไกรในมือแล้วเดินเข้าไปหา
“ปักเสร็จแล้วเหรอคะ?”
คุณยายโม่พยักหน้า “แค่ดอกไม้ดอกเดียวเอง นี่เป็นแค่พื้นฐานน่ะ”
เมื่อเห็นดอกโบตั๋นที่เสมือนของจริงบนผืนผ้าฝ้าย ลี่หรงก็ตาเป็นประกาย “คุณยายโม่คะ ฝีมือคุณยายสุดยอดมากเลยค่ะ สมแล้วที่เป็นช่างปักชื่อดัง”
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจมาก เพราะช่างปักหลายคนต้องใช้ดินสอถ่านวาดโครงร่างก่อน หรือไม่ก็ใช้เข็มกับด้ายเย็บตรึงตำแหน่งไว้ก่อน
แต่คุณยายโม่กลับปักออกมาได้โดยไม่ต้องร่างไว้ก่อนเลย
และฝีเข็มก็ยังประณีตมาก เดินเส้นด้ายได้โดยไม่ผิดเพี้ยนเลยก็ว่าได้ นับว่าเป็นปรมาจารย์ด้านการปักของโลกเลยทีเดียว
ลี่หรงคิดว่าฝีมือการปักของตัวเองยังสู้เธอไม่ได้ สมแล้วที่เป็นช่างปักของร้านปักที่มีชื่อเสียง
“คุณคิดว่าฉันพอจะได้ทำงานที่นี่ไหม?” แม้จะมั่นใจในฝีมือการปักของตัวเอง แต่คุณยายโม่ก็ยังกังวลว่าลี่หรงจะปฏิเสธเธอเพราะอายุที่มากแล้ว
“อะไรกันคะ คุณยายเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ของหนูเลยนะคะ จะเรียกว่า ‘คุณ’ ทำไมกัน เดี๋ยวหนูก็อายุสั้นกันพอดีค่ะ”
ลี่หรงเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ “ฝีมือคุณยายโม่ดีกว่าหนูเยอะเลยค่ะ ถ้าคุณยายสะดวกก็มาทำงานกับหนูได้เลยนะคะ หนูจะจ่ายค่าจ้างต่อชิ้นงานค่ะ”
คุณยายโม่ยิ้มจนใบหน้าที่ย่นอยู่แล้วย่นกว่าเดิม “ดีใจจริง ๆ ดีใจจนไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว”
เธอถูมือที่หัวเข่า “แล้วจะให้เริ่มงานได้เมื่อไหร่ล่ะจ๊ะ?”
“ถ้าเป็นไปได้ หนูอยากให้คุณยายมาพรุ่งนี้เลยได้ไหมคะ?”
รีบทำงานก็จะได้รับค่าแรงเร็ว “ได้ ๆ พรุ่งนี้ยายจะมาจ้ะ”
ลี่หรงรู้ว่าเธออยู่ใกล้ ๆ เกรงว่าจะมาเร็วเกินไป จึงพูดว่า “คุณยายกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ค่อยมาหลังแปดโมงนะคะ”
คุณยายโม่รับปากแต่ก็ยังไม่ลุกไป ลี่หรงจึงถามว่า “มีอะไรหรือเปล่าคะ?”
“เอ่อ หนูยังต้องการคนอยู่ไหมจ๊ะ?”
ลี่หรงชะงักไปเล็กน้อย “คุณยายหมายถึงช่างปักใช่ไหมคะ?”
เห็นคุณยายโม่พยักหน้า ลี่หรงจึงตอบว่า “ต้องการสิคะ ต้องการมากด้วยค่ะ คุณยายรู้จักใครอีกไหมคะ?”
“มีพี่น้องอีกสองคน แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกเธอจะเต็มใจมาไหมนะจ๊ะ”
ลี่หรงยิ้มแสดงความขอบคุณ “ถ้าเป็นไปได้ คุณยายช่วยถามให้หน่อยได้ไหมคะ บอกตามตรงว่าที่นี่ขาดช่างปักมากเลยค่ะ”
……
เช้าของอีกวัน ยังไม่ถึงเวลาที่คุณยายโม่จะมา ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาสมัครงานเพิ่ม
ผู้หญิงคนนั้นสวมชุดทำงานสีน้ำเงินตามแบบฉบับสาวโรงงานในสมัยนี้ เธอมาเดินวนอยู่หน้าร้านพักหนึ่งแล้วแต่ยังไม่เดินเข้าไป
แม่จ้าวกลับจากซื้อของก็เห็นผู้หญิงมาเดินด้อม ๆ มอง ๆ อยู่แถวหน้าร้าน จึงเข้าไปถามดู “มาสมัครงานกันเหรอจ๊ะ?”
ผู้หญิงคนนั้นอายุประมาณสามสิบ เธอหันไปมองแม่จ้าวแล้วพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“ทำไมไม่เข้าไปล่ะจ๊ะ?” ประตูบ้านเปิดทำการตั้งแต่ประมาณแปดเก้าโมงเช้าจนถึงเย็น ปกติแล้วลี่หรงจะจัดการเรื่องนี้
วันนี้แม่จ้าวตื่นเช้า พ่อจ้าวเลยไม่ได้ไปซื้อของด้วย แต่เขาเข้าไปนั่งเล่นในห้องรับแขกโดยเปิดประตูบ้านทิ้งไว้
ผู้หญิงคนนั้นพูดว่า “ดูเหมือนจะเป็นบ้านคนนะคะ ที่นี่รับสมัครงานหรือเปล่าคะ”
แม่จ้าวชี้ไปที่ป้ายหน้าประตู “รับจ้ะ ไม่เห็นหรือที่มีป้ายบอกไว้ รีบเข้ามาเถอะ”
แม่จ้าวพาเธอเข้าไปในห้องรับแขก แล้วรินน้ำให้เธอแก้วหนึ่ง “รอสักครู่นะ เจ้าของร้านยังไม่ตื่น คุณมาเร็วเกินไป เดี๋ยวฉันต้องไปทำอาหารเช้าแล้ว คุณกินอะไรมาหรือยังล่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้า “ขอบคุณค่ะ แต่เดี๋ยวฉันรออยู่ที่นี่ดีกว่าค่ะ”
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แม่จ้าวก็ไปทำอาหารในครัว อาหารเสร็จไปได้ครึ่งหนึ่ง ลี่หรงก็ตื่นแล้วทั้ง ๆ ที่ยังไม่ถึงแปดโมงด้วยซ้ำ
ลี่หรงเห็นผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งนั่งอยู่ในห้องรับแขก เมื่อเข้ามาในครัวแล้วเธอจึงถามแม่จ้าวว่าเป็นใคร
“อ้อ ลืมถามชื่อไปเลยน่ะ เห็นบอกว่าจะมาสมัครงาน แม่ไปซื้อของตอนเช้ากลับมาก็เห็นว่ามายืนรอที่หน้าบ้านตั้งแต่เช้า ดูแล่วน่าจะขยันนะ”
ลี่หรงพยักหน้าแล้วเดินไปที่ห้องรับแขก ผู้หญิงคนนั้นชื่อเจิ้งเยี่ยนหง อายุสามสิบเอ็ดปี
“มาคุยกันข้างในดีกว่าค่ะ” ในห้องรับแขกอันอันกำลังเล่นอยู่ ลี่หรงจึงพาเธอไปที่ห้องทางทิศตะวันออก
ซึ่งเป็นห้องที่ลี่หรงใช้ตัดเสื้อ
หญิงสาวเดินตามลี่หรงเข้าไปในห้องตัดเสื้อ แล้วรอให้เธอเชิญนั่งจึงค่อยนั่งลงบนโซฟา
ลี่หรงมองหญิงสาวที่ก้มหน้าดูแล้วเหมือนคนที่ไม่ค่อยชอบพูด แต่เสื้อผ้าบนตัวสะอาดเรียบร้อย เสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน กางเกงผ้าฝ้ายสีดำ รองเท้าผ้าสีดำ
เธอพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “พี่เจิ้ง เอ่อ ฉันขอเรียกคุณว่าพี่เจิ้งนะคะ พอดีว่าคุณอายุมากกว่าฉัน วันนี้มาสมัครงานช่างปักหรือว่าช่างตัดเย็บคะ?”
“ช่างตัดเย็บค่ะ”
ลี่หรงก็ไม่พูดอะไรมาก บอกให้เธอลองงานให้ดูก่อน
เจิ้งเยี่ยนหงพยักหน้า แล้วเหยียบจักรเย็บผ้าให้ลี่หรงดูต่อหน้า ลี่หรงดูการเคลื่อนไหวของเธอ แล้วก็ดูด้ายที่เย็บไว้บนผ้า ฝีมือไม่เลวเลย ดูเป็นคนที่มีประสบการณ์จริง ๆ
เมื่อวางผ้าเรียบร้อย ลี่หรงก็อดสงสัยไม่ได้ “พี่เจิ้งเคยทำงานที่ไหนมาก่อนหรือเปล่าคะ?”
“โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของรัฐค่ะ”
“ในเมืองหลวงเลยเหรอคะ อืม…ดูจากฝีมือแล้วก็ใช้ได้เลยนี่คะ แล้วทำไมถึงออกมาล่ะคะ?”
เจิ้งเยี่ยนหงดูเป็นคนซื่อ ๆ และขยัน แถมยังฝีมือดี ลี่หรงเลยไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ดี ๆ ถึงได้ลาออกจากงานของรัฐ
ในยุคนี้หน่วยงานรัฐยังเป็นงานที่มั่นคง ใคร ๆ ก็ไม่ค่อยอยากลาออก
เรื่องนี้ไม่รู้ว่ามีอะไรที่บอกไม่ได้ ตามหลักแล้วเธอไม่ควรจะซักไซ้ถาม
แต่ลี่หรงในฐานะนายจ้าง เมื่อจะรับคนก็จำเป็นต้องรู้ให้แน่ชัด
เจิ้งเยี่ยนหงเงียบไปไม่นานก่อนจะตอบ “ฉันไม่ได้อยู่เมืองหลวงค่ะ ฉันอยู่ที่เมืองปี้จิน พอดีลูกชายฉันป่วยที่รักษาได้มีแค่ในเมืองหลวงค่ะ ฉันเลยพาลูกมารักษา”
ลี่หรงนิ่งคิดสักครู่ด้วยความกังวลว่าเจิ้งเยี่ยนหงจะลาบ่อยเพราะต้องดูแลลูกชายหรือเปล่า
ราวกับว่าเธอรู้ความกังวลของลี่หรง เจิ้งเยี่ยนหงรีบอธิบายว่า “ที่บ้านมีคุณยายดูแลอยู่ ฉันจะไปหาเขาแค่ในวันหยุด ที่นี่มีวันหยุดใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ หยุดสองวันต่อสัปดาห์”