ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 197 งานปักและข้อตกลงเพียงข้อเดียว
บทที่ 197 งานปักและข้อตกลงเพียงข้อเดียว
ทั้งสามคนมองดูแบบเสื้อที่วาดเสร็จแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไร
เสื้อผ้าชุดนี้ดูสวยงามก็จริง แต่ก็รู้สึกแปลก ๆ
บอกไม่ได้ว่าแปลกตรงไหน แต่ดูดี
“ชุดแบบนี้ใส่ไปทำอะไรนอกบ้านได้จ๊ะ” คุณยายโม่ถามแทนอีกสองคนที่คิดแบบเดียวกัน
ลี่หรงยิ้มแล้วอธิบายให้พวกเธอฟัง “หนูเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชิงหัว นี่คือผลงานที่ต้องส่งเข้าประกวด ชุดที่ใช้ในงานประกวดออกแบบเสื้อผ้าเน้นที่ความทันสมัยและความแปลกใหม่ค่ะ ส่วนเรื่องใส่ไปที่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องคิด”
ทุกคนทำท่าเหมือนเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้ว่าลี่หรงกำลังทำธุรกิจส่วนตัว รู้เพียงแค่ว่าตัวเองมาเป็นช่างปักผ้าเท่านั้น
ช่างเถอะเดี๋ยวพวกเธอก็คงเข้าใจ
ลี่หรงจึงไม่ได้ตั้งใจจะเสียเวลาอธิบาย
หลี่เสี่ยวอ้ายเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชม “พี่ลี่หรง เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวด้วยเหรอคะ? เก่งจังเลย!”
ลี่หรงยิ้ม “ใกล้จะเรียนจบแล้วล่ะจ้ะ”
“ว้าว! งั้นพี่ก็คงเป็นนักศึกษาที่เข้าสอบมหาวิทยาลัยรุ่นแรก ๆ หลังจากที่ยกเลิกการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยใช่ไหมคะ ในสมัยนั้นถ้าสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวได้ นับว่าเป็นคนที่มีผลการเรียนดีที่สุดสองอันดับแรกในมณฑลเลยนะคะ”
ลี่หรงหลุดหัวเราะออกมา “เรื่องนั้นมันผ่านมานานแล้ว ปัจจุบันก็อยู่ที่ตัวเธอแล้ว ตั้งใจเรียนให้เก่ง ๆ แล้วมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหัวกัน”
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
เธอหัวเราะออกมาพร้อมกับเม้มริมฝีปาก “หนูคงไม่ได้เรียนหนังสือแล้วล่ะค่ะ!”
“อ๋อ” ลี่หรงมองดูยายหลานคู่นี้ที่ไม่มีทีท่าอยากจะพูด
เธอจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงอีก ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้ชุดสำเร็จ
เธอคิดอยู่ในใจว่าถ้ามีโอกาสในภายหลัง ก็จะถามดูว่ามีปัญหาอะไรที่สามารถช่วยได้บ้าง
ลี่หรงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “จริงสิ ทำงานที่นี่เรามีข้าวกลางวันให้ แต่ไม่มีที่พัก และที่นี่จ่ายค่าแรงตามชิ้นงาน โดยชิ้นงานของเสื้อผ้าแต่ละชุดนั้นต่างกัน หนูจะอธิบายให้ฟังละเอียดอีกครั้งในภายหลัง ตอนนี้ถ้าชุดนี้เสร็จแล้ว หนูจะให้พวกคุณยายคนละสามสิบหยวน ซึ่งมากกว่างานสั่งตัดในครั้งหน้า และหวังว่าในภายหลังคงจะไม่รังเกียจหากทุกคนได้เงินน้อยกว่าสามสิบเมื่อทำงานชิ้นอื่นต่อไป”
แม้พวกเธอจะไม่เข้าใจว่าลี่หรงหมายถึงอะไร แต่ก็รู้ว่าเมื่อเสื้อตัวนี้เสร็จแล้วพวกเธอจะได้เงินสามสิบหยวน ซึ่งมากเกินพอที่จะทำให้พวกเธอประหลาดใจ!
“สามสิบหยวน?”
คุณยายโม่ถึงกับตกใจ “ฉันเก็บของเก่าขายทั้งเดือนยังไม่ได้สามสิบหยวนเลย!”
คุณยายจางก็ตกใจเช่นกัน
เดิมทีเธอตามคุณยายโม่มาดูเฉย ๆ ไม่ได้คิดว่าจะได้เงินมากมายขนาดนี้
เธอเพียงคิดหาอะไรทำเพื่อหาเงินเพิ่มเท่านั้น
หลี่เสี่ยวอ้ายแทบจะกระโดดขึ้น “สามสิบ! คุณยาย! หนูปักผ้าได้เงินตั้งสามสิบหยวนแน่ะ!”
ในปี 1982 โรงงานทอผ้าของรัฐบาล จ่ายค่าแรงตามระดับ โดยระดับหนึ่งได้สามสิบหยวนเศษ ๆ ระดับสองได้สามสิบหกหยวน ส่วนระดับสูงสุดคือระดับแปด แต่ไม่แน่ใจว่าได้ค่าแรงเดือนละเท่าไหร่
ตอนนี้ปักดอกไม้บนเสื้อเสร็จแล้ว พวกเธอจะได้เงินสามสิบหยวน!
เป็นค่าจ้างที่สูงมาก!
ลี่หรงรอจนพวกเธอดีใจเสร็จแล้วก็พูดซ้ำอีกครั้ง “นี่เป็นเพียงค่าจ้างของเสื้อตัวนี้เท่านั้น ค่าจ้างชุดอื่นอาจจะได้ไม่กี่หยวน อาจจะประมาณสิบกว่าหยวนได้ แต่แน่นอนว่าบางชุดอาจจะถึงร้อยหยวนก็ได้”
พวกเธอรับผิดชอบแต่การปักดอกไม้บนเสื้อตัวนี้ก็ให้ค่าตอบแทนพวกเธอสามสิบหยวน
ใครเห็นก็ต้องพูดว่าค่าแรงสูง!
แม้จะดูเหมือนว่าเยอะแต่ไม่ได้หมายความว่าลี่หรงเป็นคนใจบุญที่ใช้เงินโดยไม่คิด
ในสายตาของลี่หรงงานที่พวกเธอทำมีค่ามากกว่านั้น และไม่มีเหตุผลที่จะต้องลดค่าแรงของคนงานเพื่อผลกำไร
พวกเธอเป็นช่างฝีมือที่สืบทอดงานปักมาจนปัจจุบัน หากรับงานในราคาถูกแล้วจะมีใครทำอาชีพนี้ต่อไป
ลี่หรงทำร้านตัดชุดขายได้ราคาแพงจึงเต็มใจจ่ายค่าแรงให้กับคนงานสูง
“แต่หนูมีข้อตกลงเพียงข้อเดียว” ลี่หรงเอ่ยขึ้น
คุณยายทั้งสองกับเสี่ยวอ้ายต่างหันมามองเธอพร้อมกัน
ลี่หรงชี้ไปที่แบบชุดที่วาดไว้ “หนูอยากให้ทุกคนปักให้เหมือนกับแบบที่วาดนี้เป๊ะ ๆ หรือสวยกว่านี้ได้ยิ่งดีค่ะ”
ดอกโบตั๋นที่เธอวาด ไม่ใช่สีขาวล้วนแต่มีการผสมสีชมพูและสีม่วง หากช่างปักมีฝีมือไม่ถึงหรือไม่ตั้งใจปักออกมาอาจจะดูแย่ก็ได้
ดังนั้นแม้ว่าเธอจะได้เห็นฝีมือการปักของพวกเธอก่อนแล้วลี่หรงก็ยังคงต้องเตือนซ้ำอีกครั้ง
“ได้อยู่แล้ววางใจได้เลย” คุณยายโม่กล่าว คุณยายจางก็พูดเสริม “รับรองว่าเราจะปักให้สวยงามอลังการ ให้เธอได้เห็นความเก่งกาจของช่างปักชื่อดังแน่นอน”
ภายในห้องยังไม่ได้มีการแบ่งพื้นที่ทำงานอย่างเป็นสัดส่วน ทุกคนจึงนั่งปักบนโซฟา ขณะที่กำลังปักก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยกัน
หลี่เสี่ยวอ้ายถามลี่หรง “การแข่งขันจะจัดขึ้นเมื่อไหร่เหรอคะ? ต้องรีบทำให้เสร็จไหม?”
ลี่หรงครุ่นคิด “งานปักชิ้นนี้ทุกคนคิดว่าจะปักเสร็จภายในกี่วันเหรอ?”
“ประมาณสามถึงสี่วันค่ะ” หลี่เสี่ยวอ้ายกล่าว ดอกโบตั๋นบนไหล่ที่เธอรับผิดชอบ ถึงแม้จะไม่กินพื้นที่มากนัก แต่สีสันที่ละเอียดอ่อนก็ต้องปักให้ประณีตไม่สามารถเร่งให้เร็วขึ้นได้
ลายปักของคุณยายจางใช้พื้นที่มากกว่า แต่เธอก็ให้เวลาประมาณสี่ถึงห้าวันเช่นกัน
ลี่หรงยิ้มอย่างสบายใจ “ถ้าอย่างนั้นทุกคนปักอย่างสบายใจได้เลยค่ะ เวลามีเหลือเฟือ”
รวมเวลาที่เธอเสียไปสองวันนี้ ยังเหลือเวลาอีกประมาณสิบแปดวันก่อนถึงวันแข่งขัน หากทุกคนสามารถปักเสร็จภายในเวลาสี่ถึงห้าวัน ก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ
ลี่หรงจึงย้ำกับแม่จ้าวเป็นพิเศษ “ตอนเที่ยงฝากคุณแม่ซื้อกับข้าวมาเยอะ ๆ หน่อยนะคะ คุณยายโม่กับคนอื่น ๆ จะกินมื้อเที่ยงกับเราด้วยค่ะ”
การทำอาหารไม่ใช่เรื่องยาก แม่จ้าวตอบรับโดยไม่ลังเล
อาหารกลางวันมีเนื้อสองอย่าง ผักสามอย่าง และน้ำแกงหนึ่งอย่าง
ลี่หรงเป็นคนสั่งซื้อโดยเฉพาะ
ถ้าเป็นปกติแม่จ้าวคิดว่าซื้อเนื้อเยอะขนาดนี้หากกินไม่หมดคงเปลืองเงินเปล่า ๆ แต่พอดีวันนี้มีคนมาช่วยงาน แม่จ้าวก็เลยซื้อมากกว่าปกติ
คนชนบทมักจะใจดีกับคนที่มาช่วยงานที่บ้านเสมอ และอาหารที่ทำมักจะมีปริมาณเยอะพอสมควร
พอเตรียมอาหารเสร็จแม่จ้าวก็เดินมาเรียกทุกคนไปกินข้าว
ลี่หรงก็เรียกให้ทุกคนไปกินข้าวด้วยกัน
คุณยายโม่และคนอื่น ๆ ต่างก็พากันแปลกใจ เพราะไม่เคยมีใครกินข้าวร่วมโต๊ะกับเจ้านายมาก่อน
ลี่หรงดึงให้ทุกคนนั่งลง “วันนี้เป็นวันแรกที่ร้านฝูหรงมีสมาชิกใหม่เข้ามา ก็ต้องฉลองกันหน่อยสิคะ ทุกคนก็กินกันได้เต็มที่เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ทุกคนถึงได้นั่งลงอย่างสบายใจ
ถึงแม้ว่าฝีมือการปักผ้าของหลี่เสี่ยวอ้ายจะดีใช้ได้ แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังเป็นแค่เด็กสาวอายุสิบกว่า ๆ
พอเธอมานั่งกินข้าว เธอก็พูดคุยกับเจ้าตัวเล็กได้ถูกคอเป็นพิเศษ ไม่นาน พอเจ้าตัวเล็กจะพูดจะจาอะไรก็เรียกแต่ พี่เสี่ยวอ้าย พี่เสี่ยวอ้าย~
เจ้าตัวเล็กงับขาไก่ไปคำหนึ่งแล้วยื่นมาแบ่งให้หลี่เสี่ยวอ้าย
หลี่เสี่ยวอ้ายทำเสียง “อ้ำ!” เธอแกล้งทำเป็นกัดแล้วบอกให้อันอันกินเอง
“อันอันน่าจะชอบหนูนะ” ลี่หรงพูดแล้วยิ้ม
หลี่เสี่ยวอ้ายเขินเล็กน้อย “อันอันเป็นเด็กดีมากค่ะ”
ลี่หรงกำหนดให้พักเที่ยงได้หนึ่งชั่วโมงครึ่งสำหรับทานข้าวและพักผ่อน
ทานข้าวเสร็จลี่หรงก็อนุญาตให้พวกเธอออกไปเดินเล่นข้างนอกหรือกลับบ้านไปพักผ่อนได้ เพราะงานช่วงเช้าล้วนต้องใช้สายตา จึงจำเป็นต้องพักสายตาบ้าง
เพียงแค่ให้กลับมาทำงานให้ตรงเวลาเท่านั้น
ลี่หรงก็เคยคิดว่าเวลาพักหนึ่งชั่วโมงครึ่งนั้นสั้นเกินไปหรือเปล่า แต่พอได้คิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เวลานี้ก็เหมาะสมแล้ว
พวกเธอคิดค่าจ้างเป็นชิ้น ถ้าหากขยันก็สามารถนำงานกลับไปปักที่บ้านได้
ลี่หรงคิดว่าจะรอให้ได้ช่างตัดเย็บเพิ่มก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องนี้อีกที
อีกไม่กี่วันต่อมาลี่หรงก็มัวแต่ยุ่งอยู่กับการปักดอกโบตั๋น
เมื่อปักดอกโบตั๋นเสร็จ ลี่หรงก็วางแผนที่จะเย็บชุดเข้าด้วยกันให้เรียบร้อย เพื่อให้เป็นชุดที่เสร็จสมบูรณ์
ขณะนี้มีช่างปักผ้าอยู่สามคน ส่วนช่างตัดเสื้อมีเพียงเจิ้งเยี่ยนหงคนเดียว
ลี่หรงจึงค่อย ๆ นำใบสั่งซื้อเดิมออกมาจัดเรียงใหม่อีกครั้ง