ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 198 เรื่องยุ่ง
บทที่ 198 เรื่องยุ่ง
ปักดอกโบตั๋นบนชุดประกวดเสร็จแล้ว ลี่หรงไม่ได้รีบเย็บต่อแต่กลับวางมันไว้ข้าง ๆ
ยังมีเวลาเหลือเฟือ เธอแบ่งงานที่ง่าย ๆ ส่งให้เจิ้งเยี่ยนหงทำ ส่วนงานปักลาย เธอแบ่งให้คุณยายโม่ทำ ส่วนเธอเองก็เริ่มจัดการห้องว่างที่อยู่ข้างห้องด้านตะวันออก
ลี่หรงตั้งใจจะนำจักรเย็บผ้าสามสี่เครื่องมาวางที่ห้องใหม่ที่เธอเพิ่งจัดเสร็จ จากนั้นก็จะรับช่างตัดเย็บเพิ่ม เพื่อให้ร้านตัดชุดของเธอเดินหน้าไปได้อย่างเต็มที่
ไม่สิ ยังมีอีกเรื่อง
แต่เรื่องนั้นต้องรอให้การแข่งขันจบลงก่อน แล้วค่อยคิดอีกที
ถ้าอยากทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ เราจะต้องไม่ประมาทเหมือนเมื่อก่อน จนนหลาย ๆ สิ่งจะถาโถมเข้ามาและควบคุมไม่ได้
ห้องจัดเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้ไปซื้อจักรเย็บผ้า ช่างติดตั้งโทรศัพท์ ช่างทำตู้ และคนก็ดันมาสมัครในวันเดียวกัน
ตอนนี้ที่บ้านมีคนมาเยอะจนวุ่นวายไปหมด
แต่ละอย่างลี่หรงต้องตรวจสอบด้วยตัวเองทั้งนั้น
ตอนแรกลี่หรงตั้งใจจะออกไปซื้อจักรเย็บผ้าแต่ก็ต้องเลื่อนออกไปก่อน เธอเรียกเจิ้งเยี่ยนหงมาช่วยให้รีบจัดมุมหนึ่งของห้องไว้ แล้วให้ช่างมาติดตั้งโทรศัพท์
เธอติดตั้งโทรศัพท์ในห้องทำงานเพราะส่วนใหญ่เธอจะอยู่ที่นี่ คราวหลังจะรับโทรศัพท์ก็จะสะดวกขึ้นเยอะ
พอจัดการตรงนี้เสร็จลี่หรงก็รีบเดินไปที่ห้องถัดไป ช่างทำตู้เพิ่งวัดขนาดห้องเสร็จ “จะให้ทำเป็นตู้ไม้ทั้งหมดเลยหรือเปล่าครับ?”
ลี่หรง “เว้นด้านหน้าต่างไว้สำหรับวางจักรเย็บผ้าสี่เครื่อง ส่วนที่เหลือทำเป็นตู้ไม้ที่ด้านบนยกสูง ๆ หน่อยเพื่อให้แขวนชุดยาว ๆ ได้ คุณพอจะเข้าใจไหมคะ?”
“เข้าใจครับ เราเคยทำ แต่ห้องนี้ไม่ค่อยสูงนัก ทำสูงสุดได้แค่หนึ่งเมตรแปดสิบเซน ตกลงไหมครับ?”
“แล้วทำลิ้นชักสำหรับใส่เสื้อผ้าบริเวณใต้ตู้ได้ไหมคะ?”
“ไม่ได้ครับ ถ้าจะทำตู้เสื้อผ้าต้องบีบเหลือประมาณหนึ่งเมตรครึ่งครับ” ช่างไม้ยืนยันกับลี่หรง “แต่ฝาผนังข้าง ๆ นี้ก็พอจะทำตู้เล็ก ๆ ได้อยู่นะครับ ทำได้ยาวตลอดแนวกำแพงนี้เลย”
ลี่หรงหารือกับช่างไม้อยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ แต่ต้องรอให้ช่างทำเสร็จแล้วค่อยส่งมาติดตั้ง ยังไงก็ต้องใช้เวลาสิบกว่าวัน
ไม่เป็นไร ตู้ไม่ใช่ของที่ต้องใช้เร่งด่วนอะไร อย่างไรก็ยังไม่ได้รับคนมาเพิ่มในตอนนี้
ส่วนข้อมูลรับสมัครงานที่ลงในหนังสือพิมพ์ เธอไม่ใส่รวมกับการรับสมัครแม่ครัวด้วย เพราะการจัดเตรียมอาหารกลางวันให้พนักงานก็เพิ่งจะมาตัดสินใจกันทีหลัง
พอยิ่งทำงานเยอะ ก็ยิ่งมองข้ามรายละเอียดเล็กน้อยได้ง่าย
สำหรับแม่ครัว ลี่หรงต้องการเพียงคนเดียวในการทำอาหารมื้อต่อวัน เธอเลยไม่ได้ลงโฆษณาใหม่ให้ยุ่งยาก แค่ติดกระดาษสีแดงไว้ที่หน้าประตู เขียนด้วยหมึกสีดำว่า
‘รับสมัครแม่ครัว 1 คน ค่าแรงเดือนละ 35 หยวน คุณสมบัติอายุ 38 – 50 ปี ทำอาหารกลางวัน ซื้อของและล้างจาน’
แม่จ้าวไม่เห็นด้วยกับการจ้างแม่ครัวในครั้งนี้ เธอบอกว่า “ก็แค่เพิ่มชามกับตะเกียบในตอนเที่ยงเท่านั้นเอง แม่ทำเพิ่มอีกนิดหน่อยก็ได้ ไม่เห็นต้องสิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุแบบนั้น”
หลังจากอยู่เมืองหลวงนานวันเข้า พ่อจ้าวกับแม่จ้าวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนสำเนียงชนบทไปมาก โดยเฉพาะคำสรรพนาม แทบไม่เคยใช้คำว่า ‘ฉัน’ อีกแล้ว
ตอนกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงปีใหม่ ชาวบ้านที่คุยกับแม่จ้าวยังชมว่าเธอพูดจาและวางตัวเหมือนคนเมืองหลวงไปแล้ว
ลี่หรงหัวเราะ “แค่วันสองวันก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะแม่ แต่ทำทุกวันมันเหนื่อยนะคะ แม่ก็แค่ช่วยเลี้ยงอันอันให้ก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอาหารกลางวันก็ทานรวมกันไปเลย แม่จะได้พักผ่อนบ้าง หนูเคยบอกไว้แล้วว่าจะให้แม่มาอยู่ที่นี่สบาย ๆ แต่สองปีมานี้ให้แม่ช่วยรับส่งอันอัน แถมยังต้องดูแลร้านผลไม้แล้วก็ทำกับข้าวอีก แค่นี้แม่ก็เหนื่อยจะแย่แล้วนะคะ”
“พูดอะไรแบบนั้นน่ะ แม่ไม่เหนื่อยหรอกแล้วเรื่องร้านผลไม้ก็ให้พ่อเขาดูแลไปก็ได้”
ลี่หรงตัดสินใจแล้วจะไม่เปลี่ยนใจ เธอจึงยิ้มและพูดว่า “ไว้ค่อยคุยกันอีกทีแล้วกันนะคะ”
เมื่อแม่จ้าวเห็นว่าเธอไม่ฟังก็ไม่อยากพูดอะไรมากมาย ลูกสะใภ้รองของเธอกำลังยุ่งมากในช่วงนี้ แม่จ้าวรู้ดีว่าสิ่งที่เธอพอทำได้ก็คือดูแลอันอันให้ดี
ตอนเย็นหลังทานข้าวพ่อจ้าวกับแม่จ้าวก็พาอันอันออกไปเล่นที่หน้าปากซอย
“ฟางหงพาหลานออกมาเดินเล่นเหรอ?”
“อ้าวหงเซี่ย เธอก็มาเดินเล่นเหรอ? ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้วฉันว่าจะกลับพอดีน่ะ”
“เปล่าหรอก ฉันแค่เดินผ่านมาน่ะ” หงเซี่ยจับมือแล้วดึงแม่จ้าวให้เข้าไปใกล้ ๆ “ฉันเห็นที่หน้าบ้านเธอติดป้ายรับสมัครแม่ครัวเหรอ? แล้วตอนนี้ได้คนแล้วหรือยังล่ะ?”
“อืม… เรื่องนี้ฉันก็ยังไม่แน่ใจนะ เธอสนใจเหรอ?”
แม่จ้าวคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ครอบครัวของหงเซี่ยมีลูกชายลูกสะใภ้ตั้งหลายคน ทุกคนก็ทำงานประจำคงไม่ปล่อยให้แม่ที่มีอายุห้าสิบกว่าออกไปเป็นแม่ครัวให้คนอื่นหรอก
“ไม่ใช่ฉันหรอก ลำพังแค่ทำอาหารให้คนในบ้านฉันยังไม่มีเวลาเลย”
“มีคนฝากมาถามใช่ไหม?”
“ไอ้หยา! เธอนี่เดาเก่งจริง ๆ เลยนะ” หงเซี่ยถอนหายใจ “ฉันมีญาติคนหนึ่งมาจากชนบท เธอบอกว่าอยากจะหางานทำในเมืองหลวง อายุสี่สิบกว่า ๆ หึ แต่อย่างเธอจะหางานอะไรทำได้เล่า ก็แค่ไม่อยากกลับบ้านนอกเฉย ๆ แต่พอได้ยินมาว่าลี่หรงรับสมัครแม่ครัว ผู้หญิงคนนั้นรู้ว่าฉันกับเธอมักจะไปซื้อของด้วยกันก็เลยให้ฉันมาถาม”
แม่จ้าว “หมายถึงผู้หญิงคนนั้นที่เรื่องเยอะแถมยังขี้เกียจ และเป็นแม่ของลูกสะใภ้เธอน่ะเหรอ?”
ฟังแค่นี้แม่จ้าวก็รู้แล้วว่าคงต้องมีเรื่องยุ่งวุ่นวายเกิดขึ้นแน่นอน
หงเซี่ยมีลูกชายคนเล็กตอนนี้ก็น่าจะอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกได้ ปีที่แล้วเพิ่งสอบเข้ามหาวิทยาลัยและได้กลับมาอยู่เมืองหลวง
ลูกชายคนเล็กของเธอเป็นคนที่มีการศึกษาสูง แต่กลับเลือกแต่งงานกับหญิงสาวชนบท
ลูกสะใภ้หน้าตาสะสวย ขยันขันแข็ง และซื่อสัตย์
เขาพาเธอกลับมาบ้าน หงเซี่ยก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก แต่ทำอะไรไม่ได้เนื่องจากพวกเขากำลังมีหลานให้เธอถึงสองคน
แต่ว่าแม่ของเธอเป็นคนเรื่องมาก ปีนี้ก็วนเวียนมาหาอยู่หลายครั้งแล้ว
ทุกครั้งที่มาก็มาตัวเปล่าบอกว่าจะมาหางานทำไม่กี่วันก็กลับไป
ตอนกลับก็ขนของกลับเป็นกระเป๋าใหญ่
คนที่ไม่รู้คงคิดว่าเธอกลับบ้านเกิด
อายุก็มากแล้วทำไมถึงไม่รู้จักอายบ้าง
ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะมาอีก
เห็นว่าใกล้จะถึงวันตรุษจีนแล้ว แต่ว่าตอนนี้แม่ของลูกสะใภ้คนนนั้นก็ยังอยู่ที่บ้านเธอ ถ้าเป็นคนที่นิสัยดีหน่อย หงเซี่ยคงจะไม่หงุดหงิดขนาดนี้
แต่ผู้หญิงคนนี้ชอบเอาแต่ใจ วัน ๆ บ่นนู่นบ่นนี่ พูดทั้งวันว่าให้ลูกชายเธอช่วยหางานให้หน่อย ไม่เคยช่วยงานบ้าน หลานก็ไม่เคยช่วยเลี้ยง แต่พอกับข้าวขึ้นโต๊ะกลับวิ่งไปกินก่อนคนอื่น
หงเซี่ยหงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว
ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่รู้ไปได้ข่าวมาจากไหนว่าบ้านลี่หรงรับสมัครแม่ครัว คิดว่าทั้งวันทำอาหารแค่มื้อเดียวก็ได้เงินเดือนสามสิบห้าหยวน นี่มันเหมือนกับโชคหล่นทับชัด ๆ
เธอก็เลยมาเกาะติดหงเซี่ยเพื่อขอให้เธอช่วยพูดให้
ไม่สิ จะพูดให้ถูกเลยก็คือผู้หญิงคนนั้นขอให้หงเซี่ยฝากเธอเข้าไปทำงานเลยต่างหาก
ตอนนั้นหงเซี่ยก็ได้หัวเราะในใจ ใครเขาจะรับเธอ คนที่รับเธอคงมีแค่คนที่ตาบอดเท่านั้นแหละ
แต่ความเป็นจริงหงเซี่ยไม่ได้พูดอะไรแบบนั้นออกมา เธอแค่ยิ้มแห้ง ๆ “ไว้ว่าง ๆ จะถามให้ แต่ก็ไม่รับปากนะ”
อีกฝ่ายพอได้ยินหงเซี่ยพูดแบบนั้นก็คิดว่าต้องได้งานนี้แน่ ๆ
เธอยิ้มหน้าบานจนปากแทบจะฉีกจนถึงรูหูแล้ว “ต้องได้อยู่แล้ว คุณสนิทกับคนบ้านนั้นอยู่แล้วนี่ ไว้ฉันจะรอฟังข่าวดีนะ!”
พอหงเซี่ยนึกถึงรอยยิ้มนั้นก็อดรู้สึกขนหัวลุกไม่ได้ “เอ่อ ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ ฉันก็แค่มาถามเฉย ๆ ไม่ต้องรับเพราะเห็นแก่หน้าฉันก็ได้นะ แต่ถ้ากลับบ้านไปฉันก็ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามผู้หญิงคนนั้นว่ายังไงเหมือนกัน น่ารำคาญจริง!”