ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 199 สายโทรศัพท์ตอนเช้า
บทที่ 199 สายโทรศัพท์ตอนเช้า
แม่จ้าวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่ค่อยรู้ด้วยสิ เธอลองไปคุยกับลูกสะใภ้รองของฉันดูก่อนก็ได้นะ อ้อ… หรือไม่ก็บอกปัดไปว่าที่ร้านได้คนแล้ว”
“จริงด้วย! เดี๋ยวฉันจะรีบไปบอกเดียวนี้เลย เธอก็ไปบอกลูกสะใภ้เธอด้วยนะ”
หงเซี่ยกลับไปบอกผู้หญิงคนนั้นตามนั้น แต่เธอดึงดันไม่เชื่อ “ที่จริงแล้วเธอไม่ได้ไปถามให้ใช่ไหมล่ะ กระดาษสีแดงยังแปะอยู่หน้าร้านก็แสดงว่ายังไม่ได้คนสิ!”
หงเซี่ยทำสีหน้าเรียบเฉย “ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามเองสิ”
ผู้หญิงคนนั้นยังบ่นหงเซี่ยอีกยืดยาว แต่เธอไม่สนใจทำเป็นไม่ได้ยินแล้วเข้าห้องตัวเองไป
พอแม่จ้าวกลับถึงบ้านก็รีบบอกเรื่องนี้ให้ลี่หรงฟัง
“แล้วเธอชื่ออะไรเหรอคะ เวลาเธอมาหนูจะได้บอกปัดได้ถูกคน”
“ไอ้หยา! แม่ลืมถามชื่อไปเลย”
ลี่หรงเห็นแม่จ้าวจะเดินออกไปก็รีบรั้งไว้ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แม่กลับไปพักเถอะ ถ้ามีคนมาเดี๋ยวก็รู้เอง คนขี้เกียจแกล้งขยันได้ไม่นานหรอกค่ะ”
“แม่ครับ! คืนนี้อันอันอยากนอนกับแม่”
ลี่หรงมองลูกชายด้วยความสงสาร ช่วงนี้เผลอละเลยเขาไปเยอะ เธอเอื้อมมือไปจับมืออันอัน “ได้สิจ๊ะ คืนนี้อันอันนอนกับแม่นะ”
“แม่ครับ เมื่อไหร่อันอันจะปิดเทอม”
ลี่หรงลูบหลังเขาเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “กลางเดือนมกราคมจ้ะ อีกไม่นานแล้ว อันอันถามทำไมจ๊ะ”
“คิดถึงพ่อครับ อยากคุยโทรศัพท์กับพ่อ”
ลี่หรงอึ้งไป เธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน เธอไม่ใช่แค่ละเลยเจ้าตัวเล็ก แต่ยังทิ้งให้จ้าวชิงซงลอยไปถึงสวรรค์เก้าชั้นฟ้าแล้ว
ช่วงนี้ลี่หรงงานยุ่งมาก จ้าวชิงซงโทรมาสองสามครั้งแล้ว โทรมาที่ร้านขายของชำในซอย ทุกครั้งที่โทรมาลี่หรงก็ดันไม่อยู่
โทรศัพท์ที่โทรมาถ้าไม่ใช่พ่อจ้าวก็แม่จ้าวที่เป็นคนรับสาย แม้แต่หลานชายตัวน้อยก็ยังแทบไม่ได้พูดคุยกับจ้าวชิงซงเลย
หลังจากที่บ้านติดตั้งโทรศัพท์แล้ว เธอก็ควรโทรหาจ้าวชิงซง
แต่สุดท้ายลี่หรงกลับลืมไปเสียสนิท ไม่มีใครเตือนเธอเรื่องนี้เลย
ลี่หรงกอดอันอันไว้ “ตอนนี้ที่บ้านเราติดโทรศัพท์แล้ว พรุ่งนี้ตื่นมาจะโทรหาพ่อให้นะจ๊ะ”
อันอันถามด้วยความตื่นเต้น “ตื่นนอนแล้วโทรเลยเหรอครับ?”
“จ้ะ ตอนนี้ที่บ้านเรามีโทรศัพท์แล้วต่อไปอยากจะโทรตอนไหนก็โทรได้” ลี่หรงลูบหน้าเขา “พรุ่งนี้ยังต้องไปโรงเรียน รีบนอนได้เเล้วจ้ะ”
เมื่อตื่นนอนลี่หรงก็พบว่าข้าง ๆ ว่างเปล่าแล้ว เธอตื่นมาเห็นแม่จ้าวกำลังขะมักเขม้นอยู่ในสวนจึงถามหาอันอัน
แม่จ้าวพยักพเยิดหน้าไปทางห้องทำงานของลี่หรง “อยู่ในนั้นตั้งแต่เช้าแล้ว ตื่นเช้าก็วิ่งเข้าไปเลยไม่รู้ไปทำอะไร”
“อันอัน” ลี่หรงตะโกนเรียกพลางเดินไปที่ห้องทำงาน
ทันทีที่เข้าไปในห้อง เธอก็เห็นอันอันยืนอยู่ข้างโทรศัพท์ กำลังก้มหน้ามอง
ลี่หรงหัวเราะ “ไปยืนอยู่ตรงนั้นทำไมล่ะจ๊ะ?”
“โทรหาพ่อ”
“หนูใช้พลังจิตโทรเหรอ ทำไมไม่ปลุกแม่ล่ะจ๊ะ?”
“ห้ามส่งเสียงดังปลุกแม่ตื่น”
ลี่หรงรู้สึกเอ็นดูกับการพูดที่ดูจริงจังของเขาและปลื้มใจเป็นอย่างมาก เจ้าตัวเล็กอายุยังไม่ถึงเจ็ดขวบ แต่แทบไม่เคยทำให้ลี่หรงโกรธเลย
น่ารักจนเกินจะบรรยาย
ลี่หรงบีบแก้มเขาเบา ๆ “ตอนนี้เพิ่งหกโมงกว่าเอง ไม่รู้ว่าพ่อของลูกจะตื่นหรือยัง ร้านขายของชำก็น่าจะยังไม่เปิด โทรไปตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าจะติดต่อได้นะจ๊ะ”
“อ้าว” เจ้าตัวเล็กมีสีหน้าผิดหวัง “แล้วจะทำยังไงล่ะครับ”
“อืม เดี๋ยวแม่ลองโทรให้ถ้าไม่มีคนรับสายตอนนี้ เดี๋ยวรอเลิกเรียนแล้วโทรไปอีกทีได้ไหมจ๊ะ?”
เจ้าตัวเล็กพยักหน้าอย่างแรง “อืม!”
ลี่หรงถือหูโทรศัพท์แนบหูเจ้าตัวเล็กแล้วกดหมุนเบอร์โทร
อันอันรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เขากำมือข้างหนึ่งไว้ ตอนแรกก็จับหูโทรศัพท์ไว้ด้วยมือข้างเดียว แต่พอเอามืออีกข้างเช็ดเสื้อเสร็จก็เปลี่ยนมาเป็นจับหูโทรศัพท์ด้วยมือทั้งสองข้าง
ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรับสายนับว่าเจ้าของร้านขายของชำขยันใช้ได้
อันอันได้ยินเสียงถามว่าใคร เสียงใส ๆ ก็ตอบอย่างชัดเจนว่า “อันอันเองครับ กำลังโทรหาพ่อครับ”
“อันอันเหรอ?” อีกฝ่ายอึ้งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกได้ว่าเป็นบ้านของจ้าวชิงซง จากนั้นก็หาวออกมา “ตื่นเช้าจัง งั้นหนูรอแป๊บหนึ่งนะ ลุงจะออกไปตามพ่อหนูให้”
“ขอบคุณครับคุณลุง”
เจ้าของร้านขายของชำซื้อจักรยานมาไว้แล้ว ไม่นานก็มาถึงหน้าบ้านตระกูลจ้าวและตะโกนเรียกจ้าวชิงซง
หกโมงกว่าฟ้ายังมืดอยู่
เสียงไก่ขันแข่งกับเสียงชาวบ้านที่กำลังหุงหาอาหาร เสียงตะโกนเรียกของคนคนหนึ่งก็ดังขึ้น
เขาตกใจตื่นรีบหยิบเสื้อมาใส่แล้ววิ่งไปที่ประตู “ใครน่ะ?”
“ฉันเอง ลูกชายโทรมาหาน่ะ”
“อะไรนะ? ลูกชายผมเหรอ มีคนโทรผิดหรือเปล่า นี่ฟ้ายังไม่สว่างเลยนะ”
“ไม่ผิดหรอก ทั้งหมู่บ้านมีลูกนายที่ชื่ออันอันอยู่คนเดียว แล้วฉันโทรตั้งกี่ครั้งทำไมจะจำไม่ได้”
จ้าวชิงซงได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา แต่เช้าขนาดนี้ อันอันกับลี่หรงจะโทรหาเขาทำไม?
หรือถ้าจะโทรมาทำไมมีแต่อันอันคนเดียวล่ะ?
เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?
เขารีบรับโทรศัพท์ ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกว่าพ่อเขาก็รีบถามกลับทันที “แม่อยู่ไหนครับ”
“แม่อยู่ข้าง ๆ ตรงนี้ครับ”
ไม่ได้ยินเสียงลี่หรงเขาก็ไม่สบายใจ จึงบอกว่า “ให้แม่มารับสายหน่อยครับ”
โทรศัพท์ในยุคแปดศูนย์ไม่ต้องเปิดลำโพงก็ดังมาก ลี่หรงที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินเสียงที่เขาพูดชัดเจน เธอสัมผัสได้ว่าเขาร้อนใจ คงเข้าใจอะไรผิดแล้วแน่
“ฉันอยู่นี่ค่ะ ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกค่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้นเขาถึงได้โล่งใจ “แล้วทำไมโทรมาเช้าขนาดนี้กันล่ะครับ”
เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มทำให้ลี่หรงรู้สึกผ่อนคลายเป็นพิเศษ เธอจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ที่บ้านเพิ่งติดตั้งโทรศัพท์ อันอันอยากโทรหาคุณตั้งแต่เมื่อคืน พอตื่นมาก็อยากจะโทรหาคุณทันทีเลย”
ปลายสายหัวเราะเบา ๆ “จริงเหรอครับอันอัน?”
เมื่อได้ยินพ่อเรียกชื่อของตัวเองอันอันรู้ว่าตอนนี้กำลังพูดกับตัวเองแล้ว จึงตอบด้วยเสียงเด็ก ๆ ว่าคิดถึงพ่อ และยังถามว่าพ่อคิดถึงเขาไหม
แน่นอนว่าจ้าวชิงซงตอบว่าคิดถึง พูดกับเขาไม่กี่ประโยคแล้วก็ถามว่า “ลูกรบกวนจนแม่ตื่นหรือเปล่าอันอัน”
จ้าวชิงซงจำได้ว่าลี่หรงไม่ใช่คนตื่นเช้าอยู่แล้ว
ตอนนี้เธอเรียนจบและย้ายมาอยู่บ้านแล้วก็ยิ่งไม่น่าจะตื่นเช้ากว่าเดิม
“เปล่านะครับ อันอันไม่ได้ปลุก” อันอันตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เขาไม่ได้ปลุกหรอกค่ะ ฉันตื่นเอง” ลี่หรงพูดแทรกในจังหวะที่เหมาะเจาะ
ทุกวันนี้เธอมีงานที่ต้องทำเยอะมาก ในหัวก็คิดเรื่องต่าง ๆ มากมายด้วย ตอนกลางคืนไม่มีอะไรให้ทำก็เลยนอนเร็วจนทำให้บางครั้งก็ตื่นเช้า
เจ้าตัวเล็กพูดพึมพำกับพ่อ ถามว่าหมูที่บ้านออกลูกหรือยัง ลูกแพร์บนต้นโตหรือยัง
“โตแล้วครับ โตแล้ว ลูกแพร์ปีนี้ลูกใหญ่และหวานมากเลยนะ”
คำพูดของเจ้าตัวเล็กไม่มีความหมายที่ชัดเจนอะไรมาก คิดอะไรก็ถามอย่างนั้น
ดีที่จ้าวชิงซงอดทนกับเขามาก ถามอะไรก็ตอบ แต่เวลาไม่ได้ปล่อยให้พวกเขาคุยกันเพลิน ๆ แบบนี้
แม่จ้าวทำกับข้าวเสร็จแล้วก็เดินมาเรียก “อันอันมากินข้าวได้แล้วจ้ะเดี๋ยวสายนะ”
อันอันไม่อยากไป “รอเลิกเรียนกลับมาก็โทรได้เหมือนกัน ถ้าไปสายจะโดนทำโทษนะจ๊ะ”
“พ่อครับ เลิกเรียนอันอันจะโทรหาใหม่นะครับ” อันอันไปกินข้าวอย่างไม่เต็มใจนัก
ลี่หรงรับโทรศัพท์มาพูดกับจ้าวชิงซงต่อ
เมื่อโทรศัพท์มาถึงมือลี่หรง น้ำเสียงของจ้าวชิงซงก็เปลี่ยนไปทันที เขาถามลี่หรงว่าหนาวไหม