ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 200 ลี่รุ่ยจือถูกตีจนต้องเข้าโรงพยาบาลสามวัน
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 200 ลี่รุ่ยจือถูกตีจนต้องเข้าโรงพยาบาลสามวัน
บทที่ 200 ลี่รุ่ยจือถูกตีจนต้องเข้าโรงพยาบาลสามวัน
“นิดหน่อยค่ะ” ลี่หรงไม่ค่อยได้แสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้ชายคนนี้
“ใส่เสื้อผ้าให้หนา ๆ หน่อย ช่วงนี้คุณยุ่งมากเลยเหรอ โทรศัพท์หาก็ไม่ว่างเลยนะครับ”
“ยุ่งจนหัวหมุนเลยล่ะค่ะ” ลี่หรงบ่นเรื่องราวช่วงนี้ให้เขาฟัง
หลังจากที่จ้าวชิงซงฟังเธอเล่าจบ เขาก็ถามว่า “ทุกคนอยู่ในบ้านล้อมลานของเราหมดเลยเหรอ คนจะเยอะเกินไปไหมครับ?”
“ไม่ได้จ้างคนเยอะเท่าไหร่ บ้านเราหลังใหญ่ออกนี่คะ” ลี่หรงหัวเราะ แล้วพูดต่อว่า “ฉันกำลังคิดว่าจะซื้อบ้านเพิ่มอีกหลาย ๆ หลัง แต่ก็ไม่มีเวลาไปดูบ้านเลยค่ะ”
เรื่องการซื้อบ้านลี่หรงไม่ได้พูดเล่น ๆ เธอคิดจะซื้ออสังหาริมทรัพย์ใน เมืองหลวงจริง ๆ
แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ แต่การเก็บไว้เก็งกำไรผลตอบแทนที่ได้ก็ย่อมเกินคาด
ช่วงที่ลี่หรงเรียนมหาวิทยาลัยเมื่อเจ็ดแปดปีก่อน จ้าวชิงซงก็ซื้อบ้านที่เมืองหลวงเพราะลี่หรงเรียนอยู่ที่นี่และทั้งคู่ก็มีความคิดที่จะปักหลักที่นี่อยู่พอดี บวกกับตอนนั้นมีเงินเก็บ จึงซื้อบ้านล้อมลานที่อยู่ปัจจุบันนี้ด้วยเงินหนึ่งหมื่นกว่าหยวน
แต่ตอนนั้น แม้แต่เศรษฐีเงินล้านก็ยังมีไม่กี่คน นโยบายก็ยังไม่มีการเปิดกว้าง
ตอนนี้ปี 1982 นโยบายมีการเปิดกว้างมากแล้ว
เศรษฐีเงินล้านกลายเป็นเรื่องปกติ ชาวบ้านที่มีเงินก็อยากเข้าเมืองหลวง ชาวเมืองหลวงก็อยากไปอยู่เมืองที่ใหญ่กว่า
ผู้คนที่เข้ามาในเมืองหลวงบางคนก็เช่าบ้าน บางคนก็ซื้อบ้านไม่เช่นนั้นจะอาศัยอยู่ที่ไหน
ราคาบ้านในเมืองหลวงตอนนี้สองสามพันหยวน ซื้อบ้านสักหลังคงต้องใช้งบอย่างน้อยหลายหมื่น
ลี่หรงมีเงินเก็บกว่าสี่หมื่นหยวน ในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นเงินก้อนโต!
ถ้าพูดออกไปคนอื่นคงอิจฉาจนร้องไห้
จ้าวชิงซงมีเงินอยู่ในมืออยู่แล้วอย่างแน่นอน ลี่หรงไม่เคยถามเลย เงินของทั้งคู่รวมกันก็ยังสามารถซื้อบ้านสักหลังได้แน่
แต่ลี่หรงก็ไม่มีเวลาไปดูบ้าน จึงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับจ้าวชิงซงเลย
อย่างไรก็ตามการซื้อบ้านนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างแน่นอน
ตอนนี้กัดฟันซื้อบ้านไว้ก่อนสองหลัง เมื่อผ่านไปอีกสามสิบปีข้างหน้าราคาบ้านในเมืองหลวงจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นสิบล้าน
ได้ยินมาว่าราคาบ้านในเมืองหลวงในอีกสิบปีข้างหน้า บ้านล้อมลานหลังหนึ่งสามารถขายได้ถึงหนึ่งร้อยล้าน
ในชาติก่อนลี่หรงเป็นนักเขียนเกี่ยวกับอาหารในเมืองทางตอนใต้ เพิ่งจะใช้หนี้ค่าเล่าเรียนต่างประเทศหมด บ้านก็ยังไม่มีโอกาสได้ซื้อ พอได้ยินว่าราคาบ้านในเมืองหลวงแพงมาก ตอนนี้เธอมีโอกาสที่จะสัมผัสกับสิ่งนี้ และอยากรู้ว่าจะขายได้ราคาสูงขนาดนั้นจริงหรือเปล่า
“จะซื้อบ้านเหรอ?” จ้าวชิงซงถามซ้ำ “ทำไมถึงคิดจะซื้อบ้านล่ะครับ? แต่ถ้าคุณจะซื้อผมก็จะสนับสนุนนะ ราคาบ้านในเมืองหลวงในอนาคตจะต้องสูงขึ้นอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นน่าจะมีคนไม่น้อยที่ย้ายมาที่เมืองหลวง เพราะว่าเมืองใหญ่มีทรัพยากรที่ดี”
ลี่หรงต้องทึ่งในการมองการณ์ไกลของผู้ชายคนนี้อีกครั้ง โดยที่เธอไม่ต้องพูดอะไรมากมาย เขาก็สามารถคิดถึงสิ่งเหล่านี้ได้หมด ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมในนิยายต้นฉบับจ้าวชิงซงถึงจะร่ำรวยได้
“ใช่แล้วค่ะ จะต้องซื้อแน่นอน แต่ตอนนี้ในมือฉันมีเพียงสี่หมื่นกว่าหยวน ได้ยินคนพูดกันว่า ตอนนี้บ้านล้อมลานหลังหนึ่งก็มีราคาถึงเจ็ดแปดหมื่นหยวนแล้ว”
จ้าวชิงซงฟังแล้วก็ตกใจ จากนั้นก็หัวเราะ “โห นั่นเยี่ยมไปเลย เราก็ได้กำไรจากการซื้อบ้านล้อมลานหลังนั้นตั้งหลายหมื่นหยวนเลยสิครับ”
แน่นอนว่าตอนที่จ้าวชิงซงซื้อบ้านหลังนั้นก็เพื่ออยู่อาศัย ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้กำไรจากการที่ราคาบ้านสูงขึ้นแต่อย่างใด
ต่างจากลี่หรงที่ตอนนี้เธออยากจะซื้อบ้านล้อมลานให้ได้สักหลาย ๆ หลัง
ถ้าเป็นไปได้ เธออยากจะให้คนที่เธอรู้จักทุกคนซื้อบ้าน แล้วก็รอให้ราคาบ้านสูงขึ้น
แม้ในภายหลังจะไม่ได้ขายบ้านไป แต่ค่าเช่าก็น่าจะทำให้สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ตลอดชีวิต
แต่เธอคิดดูอีกทีแล้วก็ไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใคร คนอื่นจะสามารถหาเงินมากขนาดนั้นออกมาได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย แล้วสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ ใครจะควักเงินเก็บทั้งหมดออกมาซื้อบ้านอีกหลังโดยไม่มีเหตุผลล่ะ?
แต่บางทีเธออาจแนะนำคนใกล้ชิดได้บ้างเช่นคนบ้านตระกูลลี่
พอดีกับที่ลี่รุ่ยจือก็ต้องการซื้อบ้านอยู่ ถึงเวลานั้นก็ยุให้เขาซื้อบ้านล้อมลานก็แล้วกัน
พูดถึงลี่รุ่ยจือลี่หรงก็หัวเราะขึ้นมาทันที จ้าวชิงซงถามเธอว่าหัวเราะอะไร
ลี่หรงก็กระแอม “ก็พี่สามไงล่ะคะ พี่ใหญ่ให้เขาเข้ากรมก็ไม่ยอมเข้า สองปีมานี้ก็ไปร่วมหุ้นทำธุรกิจกับคนอื่น แล้วก็กำลังคุยเรื่องแต่งงานกับรั่วหนิงอยู่ ช่วงก่อนไปที่บ้านรั่วหนิงเพื่อไปพูดจาสู่ขอ พี่สามของฉันไม่มีอำนาจ ไม่มีบารมี มีแค่เงินไม่กี่หยวน ครอบครัวรั่วหนิงไม่ชอบเขาก็เลยถูกตีจนต้องนอนโรงพยาบาลไปสามวัน
จ้าวชิงซงก็หัวเราะตาม “แล้วยังไงต่อครับ?”
“หลังจากนั้นก็ไม่ได้ไปหาเขาเลยค่ะ เอาไว้ว่าง ๆ ฉันจะไปถามดู” ลี่หรงรู้สึกเศร้าใจอยู่เล็กน้อย “เฮ้อ ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่พี่สามของฉันจะได้แต่งงาน”
“พี่สามของคุณจะได้แต่งงานเมื่อไหร่ไม่รู้ ตอนนี้ผมรู้แค่ว่าผมไม่ได้กอดภรรยาตัวเองนานแล้วนะครับ”
“เตรียมตัวไว้เลยค่ะ ใกล้จะถึงตรุษจีนแล้วนี่คะ”
“อืม ปีนี้ผมว่าจะไปเมืองหลวงเอง คุณไม่ต้องลำบากพาพ่อกับแม่กลับบ้านหรอกนะครับ”
แววตาของลี่หรงมีรอยยิ้มเล็กน้อย “ได้ค่ะ”
“เมื่อกี้คุณบอกว่ามีเงินเก็บแค่สี่หมื่นกว่าคงไม่พอซื้อบ้านสินะครับ ตอนนี้ผมมีอยู่ห้าหมื่น คุณเอาไปซื้อบ้านก่อนก็ได้นะครับ”
“หืม ทำไมคุณถึงมีเงินเยอะขนาดนี้ล่ะคะ”
ลี่หรงรู้สึกประหลาดใจ เธอทำงานตัดชุดได้กำไรสูงมาก ยังเก็บได้แค่สี่หมื่นกว่า
แล้วจ้าวชิงซงล่ะ เขาเก็บเงินเยอะขนาดนั้นได้อย่างไร
รายได้จากฟาร์มสุกรหรือ?
ต้นลูกแพร์จะออกผลและสร้างรายได้เร็วที่สุดก็ปลายปีนี้
ในช่วงแรกต้องลงทุนกับปุ๋ยและค่าแรงงานทั้งหมด
ลี่หรงรู้ว่าเขาจะลงทุนจึงไม่เคยซักถามถึงเงินที่ได้จากฟาร์มสุกรเลย
เงินจากฟาร์มสุกร คงไม่เพียงพอที่จะลงทุนกับต้นลูกแพร์ทั้งหมด แต่หากฟาร์มสุกรสร้างรายได้ได้เพียงพอ ต่อให้ลงทุนกับต้นลูกแพร์เหล่านั้นก็ยังมีเงินเหลือเก็บ แสดงว่าฟาร์มสุกรแห่งนี้คงทำกำไรได้มหาศาล
“สองปีที่ผ่านมามีคนกินเนื้อหมูมากขึ้นน่ะ ผมก็เลยขยายกิจการฟาร์มสุกร ทำกำไรได้ดีทีเดียว บวกกับธุรกิจขายส่งผลไม้เดิมที่มีอยู่ ทำให้ติดต่อร้านค้าในเมืองได้ ผมก็เลยพอมีเงินเก็บอยู่บ้างครับ”
จ้าวชิงซงหัวเราะ “สามีของคุณจะไม่ยอมอยู่เฝ้าเขาต้นลูกแพร์ให้เสียเปล่าหรอกนะครับ แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากหลายปีที่ผ่านมาก็ผ่านพ้นไปได้แล้ว ปีนี้ก็จะได้ผลผลิตแล้ว มาลุ้นกันว่ารายได้ก้อนแรกจะออกมาเป็นยังไง ดูสิว่าชายผู้โดดเดี่ยวที่เฝ้าดูแลภูเขาแห่งนี้เพื่อหาเลี้ยงชีพจากต้นลูกแพร์ จะสามารถหาเงินได้หรือเปล่า”
แต่พอคิดอีกทีจ้าวชิงซงก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองอยู่ว่าง ๆ ในหมู่บ้านเลย ลี่หรงจึงรู้สึกเป็นห่วงแล้วบอกให้สามีดูแลสุขภาพตัวเอง “ถ้าคุณทำให้ตัวเองเจ็บป่วย ฉันจะหาพ่อใหม่ให้อันอัน”
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะครับ สามีคุณยังแข็งแรงดีอยู่นะ” จ้าวชิงซงหัวเราะ
“แล้วก็เก็บความคิดที่ไม่ดีของคุณไปเลยนะ ถึงตรุษจีนเมื่อไร่ผมจะไปจัดการคุณเอง!”
ไม่รู้ว่าทั้งสองคุยกันไปนานแค่ไหน แต่รู้ตัวอีกทีก็ฟ้าสว่างแล้ว
ลี่หรงเป็นฝ่ายโทรไป ทางร้านของชำจึงไม่ได้คิดเงินกับจ้าวชิงซง ปกติแล้วฝ่ายที่โทรจะต้องเป็นฝ่ายเสียเงิน
แต่ตอนนี้ค่าไฟแพง ชาวบ้านจะรีบทำอาหารตอนเย็นก่อนฟ้ามืด เพื่อประหยัดค่าไฟ
จ้าวชิงซงใช้โทรศัพท์ของคนอื่นนานขนาดนั้น แน่นอนว่าต้องใช้ไฟด้วย
แม้ว่าจะไม่คิดเงินแต่จ้าวชิงซงก็ไม่ได้ลุกไปเฉย ๆ
เขาซื้อเกลือสองถุง ซีอิ๊วหนึ่งขวด ไข่ที่เหลือสองถาดจากร้านขายของชำ แล้วก็ไปคุยกับเจ้าของร้านขายของชำอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมกับสูบบุหรี่ไปด้วยเท่านั้นเขาก็กลับบ้าน
ไหน ๆ เขาก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้ว ตอนนี้ฟ้าสว่าง พ่อจ้าวกับแม่จ้าวคงจะไปเปิดร้าน ส่วนอันอันก็คงไปโรงเรียน จ้าวชิงซงจึงหาอะไรกินเล็กน้อยแล้วก็ออกไปทำงาน