ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 201 ลี่หรงซื้อจักรเย็บผ้าสี่หลัง
บทที่ 201 ลี่หรงซื้อจักรเย็บผ้าสี่หลัง
หลังจากวางสาย ลี่หรงก็เดินออกจากบ้านมองดูท้องฟ้าที่สว่างแล้ว รู้สึกว่าบ้านเงียบสงบดี
แม่จ้าวไปส่งอันอันที่โรงเรียน ส่วนพ่อจ้าวไม่อยู่บ้านคงไปที่ร้านผลไม้แล้ว
ลี่หรงเดินไปที่ห้องครัว ในหม้อมีข้าวโพดร้อน ๆ และโจ๊ก
ลี่หรงทานข้าวเสร็จไม่นานคุณยายโม่และคนอื่น ๆ ก็มาทำงาน
เธอได้แบ่งงานไว้ให้ทุกคนล่วงหน้าแล้ว สั่งงานอีกนิดหน่อยลี่หรงก็ออกไปข้างนอก
ห้างสรรพสินค้า
ลี่หรงเดินเข้าไปในร้านขายจักรเย็บผ้า
จักรเย็บผ้าที่เมื่อหลายปีก่อนคนทั่วไปยากจะเอื้อมถึง เคยเป็นหนึ่งในสี่สิ่งของสำคัญที่ผู้คนซื้อเพื่อแต่งงาน แต่ปัจจุบัน พ่อค้าแม่ค้าทำธุรกิจจักรเย็บผ้าไม่จำเป็นต้องใช้ใบอนุญาต ไม่จำกัดการซื้อ ทำให้คนในเมืองหลวงสามารถซื้อจักรเย็บผ้าได้มากขึ้น
มีร้านที่ขายจักรเย็บผ้าโดยเฉพาะ
แต่สิ่งที่แตกต่างของสินค้าประเภทจักรเย็บผ้าเครื่องใหญ่นี้ก็คือ ในแต่ละวัน ลูกค้าจะมีไม่มากนัก เพราะไม่ใช่ของใช้จำเป็น เมื่อซื้อแล้วจะต้องอยู่กับเจ้าของไปจนถึงสามชั่วอายุคนเลยทีเดียว ไม่เหมือนกับข้าวสาร แป้ง ธัญพืชและน้ำมันพวกนั้น
ในร้านไม่มีลูกค้า เมื่อลี่หรงเดินเข้ามา เถ้าแก่ร้านขายจักรเย็บผ้าก็ยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร แล้วรีบเดินตรงเข้าไปต้อนรับเธอทันที
เถ้าแก่พลางลูบมือ “คุณมาซื้อจักรเย็บผ้าเหรอครับ?”
ลี่หรง “ฉันว่าจะมาดูก่อนค่ะ”
“เตรียมไว้แต่งงานหรือใช้เองเหรอครับ?” เถ้าแก่ถามและเริ่มพูดจาโอ้อวด “วันนี้คุณได้เข้ามาในร้านของผม คุณมาถูกที่แล้วจริง ๆ ร้านของผมมีจักรเย็บผ้าสามยี่ห้อ ทั้งราคาแพงและราคาถูกล้วนใช้งานได้ดีมากเลยล่ะ”
“ร้านใหญ่จังเลยนะคะ” ลี่หรงยิ้ม “มียี่ห้ออะไรบ้างคะ แล้วแต่ละยี่ห้อราคาเท่าไหร่บ้าง?”
“จักรเย็บผ้ายี่ห้อเฟยเหรินตัวนี้ ราคาร้อยสี่สิบห้าหยวน ส่วนตัวข้าง ๆ นี้คือยี่ห้อตงฟางหง ราคาร้อยหกสิบแปดหยวน อันนี้ดูทันสมัยกว่าหน่อย เป็นยี่ห้อหูเตี๋ย ราคาร้อยแปดสิบห้าหยวนครับ”
ที่บ้านของลี่หรงใช้จักรเย็บผ้ายี่ห้อมี่เฟิง ซึ่งเธอใช้แล้วถนัดมือจึงถามเจ้าของร้านว่า “ไม่มียี่ห้อมี่เฟิงเหรอคะ”
เถ้าแก่เจ้าของร้านหัวเราะอย่างเกรงใจ “เพิ่งขายตัวสุดท้ายไปเมื่อกี้เอง ของยี่ห้อตงฟางหงนี่ก็ดีไม่แพ้กันนะครับ ราคาพอ ๆ กับมี่เฟิงเลย บอกตามตรงว่าเดี๋ยวนี้คนซื้อยี่ห้อมี่เฟิงน้อยลงมาก ผมเลยไม่ได้สั่งของมาเพิ่มน่ะครับ”
“ตงฟางหงหลังละร้อยหกสิบแปดหยวนใช่ไหมคะ?” ลี่หรงถามซ้ำอีกครั้ง
เธอไม่อยากได้จักรเย็บผ้าที่แพงที่สุดเพราะอยากลดต้นทุน แต่ก็ไม่ได้อยากได้ตัวถูกสุดอย่างยี่ห้อเฟยเหรินเพราะเสื้อผ้าที่ทำออกมานั้นถือเป็นหน้าเป็นตาของเธอ เธอจะมางกซื้อของถูกที่สุดไม่ได้ เดี๋ยวจักรเย็บผ้าใช้ไม่ดี เสื้อผ้าที่ทำออกมาไม่สวยจะไม่คุ้มทุนเอา
“ใช่แล้วครับ ร้อยหกสิบแปดหยวน”
“ลดได้ไหมคะ” ลี่หรงลองต่อราคา
เถ้าแก่ทำหน้างอ “โธ่…คุณก็ พวกเราทำมาหากินแบบเล็ก ๆ น้อย ๆ ของชิ้นใหญ่ ๆ อย่างนี้ก็กินทุนไปเยอะ กำไรก็ไม่ได้มากมายอะไรหรอกนะครับ…”
“ฉันซื้อสี่หลังค่ะ”
สายตาของเถ้าแก่เจ้าของร้านเป็นประกายขึ้นมา “คุณจะเอาราคาเท่าไหร่ล่ะครับ?”
“ร้อยห้าสิบหยวน”
เจ้าของร้านทำหน้ายู่เหมือนกินมะระขม “โอ๊ย ไม่ได้หรอกครับ ราคาทุนก็ไม่ไหวอยู่แล้ว ร้อยหกสิบแปดหยวนก็แล้วกันนะ”
ลี่หรงลดราคาลงมาสิบแปดหยวน แต่ก็ไม่ได้หวังให้เจ้าของร้านตกลงในทันทีถ้าอีกฝ่ายตกลงในคำเดียว ลี่หรงก็คงจะเป็นฝ่ายที่รู้สึกไม่สบายใจแทน
“มากสุดก็ร้อยห้าสิบห้าหยวนค่ะ” ลี่หรงก็เล่นละครเหมือนกัน เธอทำหน้างอ “ฉันซื้อทีเดียวสี่หลังเลยนะคะ ช่วยลดให้ฉันหน่อยเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นฉันก็ต้องไปดูร้านอื่นแล้วล่ะค่ะ”
ลี่หรงทำทีจะเดินจากไป เถ้าแก่เจ้าของร้านรีบรั้งเธอไว้ “เดี๋ยวก่อนครับ ร้อยหกสิบได้ไหมล่ะ ลดไปตั้งหลายหยวนแล้วนะครับ ไหนจะค่าแรงค่าเช่าร้าน ผมก็ต้องได้กำไรบ้างสิ”
ลี่หรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า “แล้วถ้าให้ทางร้านเอาไปส่งให้ที่บ้านจะได้ไหมคะ?”
“ถ้าให้เอาไปส่ง ก็คิดค่าบริการเพิ่มอีกหลังละห้าหยวนครับ”
“โอ๊ะ ซื้อตั้งสี่หลังก็ยังไม่มีส่งฟรีเหรอเนี่ย” ลี่หรงผิดหวังเล็กน้อย
สุดท้ายก็ตกลงกับเจ้าของร้านที่ราคาหลังละร้อยหกสิบสองหยวน พร้อมกับให้ส่งไปให้ที่บ้าน
เถ้าแก่เจ้าของร้านถามลี่หรงว่าสะดวกให้ส่งไปเมื่อไหร่
“ตอนนี้เลยก็ได้ค่ะ”
เจ้าของร้านกำลังจะไปตามคนมาขนของ
“เอ๊ะ คุณคะ!”
“คุณคือลี่หรงใช่ไหมคะ?”
ลี่หรงกำลังจะพูดแต่ก็ถูกขัดจังหวะ มองไปเห็นผู้หญิงสาวสองคนจูงมือกันเดินเข้ามา
ทั้งสองแต่งตัวดูดีมาก ผมก็ดัดเป็นลอนเก๋ ๆ ตามสมัยนิยม แล้วยังมีโบว์ติดที่ผมด้วย
ไม่รู้ว่าพวกเธอมาซื้อจักรเย็บผ้าหรือเปล่า แต่ดูเหมือนจะสนใจลี่หรงมากกว่า
ลี่หรงมั่นใจมากว่าไม่เคยรู้จักพวกเธอ แต่พวกเธอกลับพูดชื่อเธอออกมาได้อย่างถูกต้อง เธอขมวดคิ้วครุ่นคิดแล้วถามว่า “พวกคุณเป็นใครคะ”
“ฉันชื่อหวังอ้ายเจิน คนนี้ชื่อฉีไฉ่หลาน” ยุวชนสาวคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลพูดก่อน “พวกเราเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ”
ที่แท้พวกเธอทั้งสองคนก็คือรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของลี่หรง เธอมั่นใจว่าไม่ได้รู้จักสองคนนี้แน่ ๆ จึงได้แต่ตอบกลับด้วยความสุภาพ และไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น “อ้อ สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีค่ะรุ่นพี่” ทั้งสองคนกล่าวทักทายกลับ
ก่อนที่ลี่หรงจะพูดอะไร หวังอ้ายเจินก็กะพริบตาและยิ้มอย่างร่าเริงแล้วพูดว่า “พี่คงไม่รู้จักพวกเรา พวกเราเป็นนักศึกษาจากคณะออกแบบ สาขาออกแบบเสื้อผ้าค่ะ พวกเราเข้าร่วมการแข่งครั้งนี้เหมือนกันค่ะ พอรู้มาว่าพี่มาจากคณะอื่นและยังเข้ารอบอีกด้วย พวกเราคิดว่าพี่เก่งมาก แถมยังสวยสุด ๆ ใคร ๆ ก็รู้จักพี่กันทั้งนั้นค่ะ”
ลี่หรงรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังพูดจาแปลก ๆ แต่บอกไม่ถูกว่ามีตรงไหนที่แปลก
ลี่หรงถามกลับไปว่า “จริงเหรอ?”
จากนั้นเธอก็พูดต่อโดยไม่รอคำตอบราวกับว่าเป็นคำถามที่เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ “แล้วพวกเธอมาที่นี่เพื่อซื้อจักรเย็บผ้าหรือแค่ผ่านมาเฉย ๆ กันล่ะ?”
ร้านขายจักรเย็บผ้าไม่เหมือนร้านขายอาหารหรือเสื้อผ้าที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าไปดูได้ทุกเมื่อตามใจชอบ โดยทั่วไปแล้วคนที่เข้าร้านขายจักรเย็บผ้า มักจะมีความคิดและความต้องการที่จะซื้ออยู่แล้ว
ฉีไฉ่หลานตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตร “เรามาซื้อจักรเย็บผ้าค่ะ”
รอยยิ้มนั้นทำให้ลี่หรงรู้สึกคุ้นเคยมาก
“ที่มหาวิทยาลัยก็มีจักรเย็บผ้าไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมพวกเธอถึงจะต้องซื้อจักรเย็บผ้าอีกล่ะ”
หวังอ้ายเจินรู้สึกภูมิใจเล็กน้อย “เธอจะเอาเงินที่ไหนมาซื้อจักรเย็บผ้าได้ล่ะคะ ราคาจักรเย็บผ้าตัวหนึ่งแทบจะพอ ๆ กับค่าใช้จ่ายสำหรับทั้งเทอมแล้ว! แต่พอดีว่าเดือนหน้าเป็นวันเกิดฉันแล้ว พ่อแม่บอกว่าไหน ๆ ฉันก็เรียนออกแบบเสื้อผ้า ก็เลยจะซื้อจักรเย็บผ้าให้เป็นของขวัญวันเกิด วันนี้ว่างพอดีก็เลยมาดูน่ะค่ะ”
ลี่หรงพูดด้วยความสุภาพว่า “สุขสันต์วันเกิดล่วงหน้าด้วยนะคะ”
“ขอบคุณค่ะรุ่นพี่ แต่ว่ารุ่นพี่ก็มาซื้อจักรเย็บผ้าเหมือนกันเหรอคะ?”
ลี่หรงพยักหน้า
“รุ่นพี่คงจะลำบากน่าดูเลยนะคะ เพราะว่าไม่ได้เรียนออกแบบตั้งแต่แรก เพื่อที่จะเข้าร่วมการแข่งขันถึงกับต้องมาซื้อจักรเย็บผ้า แต่ฉันว่ามันค่อนข้างจะสิ้นเปลืองไปหน่อยไหมคะ เพราะไหน ๆ รุ่นพี่ก็คงไม่ได้ทำอาชีพออกแบบเสื้อผ้าอยู่แล้ว”
“อีกอย่างในอนาคตรุ่นพี่ก็คงต้องไปทำอาชีพอื่น คงไม่ค่อยได้ใช้จักรเย็บผ้าหรอก ถ้าไม่รังเกียจก็ไปยืมจักรเย็บผ้าของมหาวิทยาลัยกับอาจารย์อาน่าได้นะคะ”
ลี่หรงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันจะไม่ทำงานด้านออกแบบในอนาคต?”
รอยยิ้มบนใบหน้าหวังอ้ายเจินก็แข็งค้างราวกับมีอะไรมาหยุดไว้ “อ้าว รุ่นพี่จะทำงานด้านออกแบบเสื้อผ้าเหรอคะ”
แค่เพียงรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยคนหนึ่งซึ่งลี่หรงไม่รู้จักมาเจอระหว่างทาง ลี่หรงก็คงไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองทั้งหมด เธอตอบแบบเลี่ยง ๆ “ก็อาจจะมั้งนะ ค่อยคิดดูอีกที”
“ถ้ายังไม่แน่นอน รุ่นพี่ก็อย่าเพิ่งซื้อจักรเย็บผ้าเลยค่ะ คงไม่จำเป็น แล้วราคาก็แพงด้วย รุ่นพี่แค่ใช้จักรเย็บผ้าของมหาวิทยาลัยก็ได้ค่ะ”
ลี่หรงหรี่ตาลงในใจรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ปากของหวังอ้ายเจินช่างน่ารำคาญจริง ๆ!
“คุณครับ คนส่งของกำลังจะมา จักรเย็บผ้าทั้งสี่หลังนี้จะให้ไปส่งที่เดียวกันเลยไหม?”
“ใช่ค่ะ ขอบคุณค่ะเถ้าแก่”
“รุ่นพี่ซื้อจักรเย็บผ้าถึงสี่หลังเลยเหรอคะ?” หวังอ้ายเจินยิ้มไม่ออกแล้ว ตัวเองยังอาศัยเงินจากที่บ้านแล้วก็ยังต้องพูดโน้มน้าวอยู่นานกว่าจะขอให้ซื้อจักรเย็บผ้าให้ แต่ไม่คิดว่าลี่หรงจะซื้อเองทีเดียวถึงสี่หลัง!