ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 202 ลี่ข่ายจือ ฉันไม่ไปตระกูลเสิ่นเพื่อให้ตัวเองขายหน้า
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 202 ลี่ข่ายจือ ฉันไม่ไปตระกูลเสิ่นเพื่อให้ตัวเองขายหน้า
บทที่ 202 ลี่ข่ายจือ ฉันไม่ไปตระกูลเสิ่นเพื่อให้ตัวเองขายหน้า
ลี่หรงไม่ได้ตอบคำถามของรุ่นน้องคนนั้น เธอหันไปตรวจสอบที่อยู่กับเถ้าแก่เจ้าของร้านก่อนจะเดินออกจากร้านไป
ก่อนออกไปเธอเหลือบไปเห็นสีหน้าไม่พอใจของหวังอ้ายเจินเข้าพอดี เธอพูดจาเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ฉันคงไม่ต้องรบกวนไปใช้จักรเย็บผ้าที่สาขาออกแบบแล้วล่ะ เพราะฉันมีจักรเย็บผ้าตั้งสี่หลังเลย ฉันคงต้องขอตัวก่อนนะ”
“โอ๊ย เจ็บนะอ้ายเจิน” ฉีไฉหลานร้องออกมาด้วยความเจ็บเพราะตอนนี้หวังอ้ายเจินกำลังบีบมือเธออยู่
หวังอ้ายเจินมองตามหลังลี่หรงอย่างโกรธแค้น “น่าหงุดหงิดจริง ผู้หญิงคนนั้นไม่อายเลยหรือไงที่กล้ามาประกวดในสาขาพวกเรา แล้วนี่ยังจะมาทำตัวอวดดีอีก”
ฉีไฉ่หลานเคยชินกับนิสัยของหวังอ้ายเจินมานานแล้ว เพราะเธอมีเงินติดตัว เธอจึงเกลียดใครก็ตามที่ทำให้เธอไม่พอใจ เธอเงียบลงโดยไม่พูดอะไร
บ้านล้อมลาน
เมื่อลี่หรงกลับถึงบ้าน นอกจากคนงานแล้วที่บ้านยังมีลี่รุ่ยจืออยู่ด้วย
เขานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้นวมหวายบนระเบียงและสูบบุหรี่อยู่
เมื่อเดินไปถึงตรงหน้าเขา เธอก็เห็นรอยแดงจาง ๆ บนใบหน้าของพี่ชาย อาจเป็นเพราะตอนที่ไปบ้านตระกูลเสิ่นคงโดนทำร้ายมาแล้วแผลยังไม่หายดี
ลี่หรงเบ้ปาก รู้สึกว่าเขาสมควรโดนซ้อมสักที เธอเตะขาของลี่รุ่ยจือ “พี่มาทำไมที่นี่ ทำให้ที่นี่เป็นมลพิษหมดแล้ว!”
ลี่รุ่ยจือโยนก้นบุหรี่ลงบนพื้นแล้วเหยียบดับ ก่อนจะยิ้มให้ลี่หรง “น้องสาวของพี่ พี่สามมีเรื่องอยากให้ช่วยหน่อย”
“เรื่องของรั่วหนิงใช่ไหม?”
“ถูกแล้ว ไม่เสียแรงที่เป็นน้องสาวคนเก่งแถมฉลาดของพี่” ลี่รุ่ยจือเดินไปหาลี่หรงแล้วนวดไหล่ให้เธออย่างเอาใจ
“เล่าเรื่องที่อยู่บนหน้าพี่ให้ฉันฟังก่อน”
“วันนั้นที่พี่ไปส่งหนิงหนิงกลับบ้าน พ่อแม่ของเธอเห็นพอดี พวกเขาซักถาม พี่ก็เผลอพูดเรื่องที่เธอท้อง นับแต่วันนั้นก็ไม่กล้าเข้าบ้านเลย พอไปถึงหน้าบ้านยังไม่ทันได้เข้าไป ก็โดนพี่ชายของเธอพาคนมาซ้อมจนพี่ไม่มีโอกาสได้อธิบายอะไรเลย”
“โอ๊ะ” ลี่หรงกลั้นหัวเราะ “นั่นแสดงว่าพี่ยังไม่ได้เข้าไปถึงแม้กระทั่งหน้าประตูบ้านเลยสินะ”
“อย่าหัวเราะเยาะกันสิ เธอเป็นน้องสาวพี่นะ” ลี่รุ่ยจือปวดหัว “เธอช่วยคิดหาวิธีให้หน่อยสิ”
ลี่หรงยักไหล่ “ฉันจะไปมีวิธีอะไรได้ ในเมื่อพี่ยังเข้าไปในบ้านไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
“จักรเย็บผ้ามาส่งแล้ว ใช่ที่นี่หรือเปล่าครับ!” มีผู้ชายคนหนึ่งตะโกนถามที่หน้าประตู
“ใช่แล้วค่ะ เข้ามาข้างในเลยค่ะ” ลี่หรงหันไปต้อนรับคนส่งของเข้ามาในบ้าน บอกขอบคุณแล้วก็ส่งช่างกลับไป ก่อนจะเดินกลับเข้ามาในห้องนั่งเล่น
ลี่รุ่ยจือทรุดตัวลงบนโซฟาด้วยท่าทางสิ้นหวัง แต่ก็ลุกพรวดขึ้นมาในทันที “เสี่ยวหรง หนิงหนิงเคยบอกว่าคุณป้าสวีเอ็นดูเธอมากนี่ แล้วคุณลุงเสิ่นก็ชื่นชมพี่ใหญ่มากเหมือนกัน ถ้าพวกเธอสองคนไปกับฉันที่บ้านตระกูลเสิ่น ฉันคงไม่ถูกไล่ออกมาแน่ ๆ!”
ลี่หรงยิ้มเยาะ “นี่มันใช่เรื่องไปเยี่ยมเยียนปกติที่ไหนกัน ถึงฉันกับพี่ใหญ่จะไปด้วย ก็ไม่แน่ เผลอ ๆ พวกเราอาจถูกจับโยนออกมาด้วยกันทั้งสามคนเลยก็ได้ ไม่เชื่อพี่ก็ลองไปคุยกับพี่ใหญ่ดูสิ”
“จะให้ไปคุยกับพี่ใหญ่งั้นเหรอ ให้เขาไปขายหน้าฉันกลัวว่าเขาจะเอาสายเข็มขัดมาฟาดฉันให้ตายก่อนน่ะสิ” ลี่รุ่ยจือถอนหายใจออกมา
“โอ๊ย แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ตอนนี้หนิงหนิงก็โดนขังไว้ที่บ้านแล้ว ก็เลยมาเจอกันไม่ได้”
“ใครใช้ให้พี่รีบร้อนล่ะ สมควรแล้ว” ลี่หรงถามขึ้นมาทันใด “แล้วพี่ซื้อบ้านหรือยัง?”
“ยังเลย ตอนแรกตั้งใจว่าจะรอให้ทุกอย่างลงตัว แล้วค่อยไปดูกับหนิงหนิง บ้านที่จะซื้อก็ต้องเป็นแบบที่หนิงหนิงชอบด้วย”
“ตอนรั่วหนิงอยู่บ้านก็มีคนคอยรับใช้คอยทำให้ทุกอย่าง พอเธอออกมาอยู่กับพี่ แล้วจะให้เธอซักผ้าทำกับข้าวเองงั้นเหรอ?”
“ไม่หรอก” ลี่รุ่ยจือตอบด้วยท่าทีอับอายนิด ๆ “แม่บอกว่าก่อนคลอดก็ให้อยู่ที่บ้านก่อนก็ได้ ฉันก็เลยคิดไว้แล้วว่าเวลาที่เราย้ายเข้าบ้านใหม่ ฉันจะหาแม่บ้านมาเพิ่ม รับรองว่าจะไม่ให้หนิงหนิงต้องลำบาก”
“ถือว่าเป็นความคิดที่ดี” ลี่หรงพยักหน้า “เรื่องพวกนี้พี่ควรไปคุยกับพ่อแม่ของรั่วหนิงมากกว่านะ”
หัวข้อก็วนกลับมาอีกแล้ว ลี่รุ่ยจือรู้สึกขมขื่นใจมาก “แต่พี่ก็ยังไม่ได้เจอพ่อแม่เธอเลย พี่ของหนิงหนิงก็ด้วยน่ากลัวจะตาย สมกับเป็นตำรวจ แค่เจอหน้าเอะอะก็จะควักปืนออกมายิงอย่างเดียวเลย”
“งั้นฉันจะช่วยพูดกับพี่ใหญ่ให้ก็แล้วกัน ฉันเองก็กลัวจะถูกไล่ออกมาเหมือนกันถ้าไปคนเดียว”
ลี่รุ่ยจือซาบซึ้งจนแทบร้องไห้ออกมา “เธอช่างเป็นน้องสาวที่แสนดีของพี่สามจริง ๆ ชาตินี้พี่สัญญาว่าจะปกป้องและดูแลน้องสาวของพี่ให้ดีที่สุด”
ลี่หรงไปห้องทำงานเพื่อโทรหาลี่ข่ายจือ
ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในบ้าน ลี่รุ่ยจือก็สำรวจห้องนี้ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างมากจากตอนที่เขามาก่อนหน้านี้ ใกล้ ๆ กันมีคนกำลังปักผ้าอยู่ด้วย เขาทักทายนิดหน่อยแล้วก็มายืนข้าง ๆ ลี่หรง
เมื่อมีคนรับสาย ลี่หรงจึงเอ่ยเรียกชื่อพี่ชาย ลี่ข่ายจือถามเธอว่าเกิดอะไรขึ้น
“ก็เรื่องของพี่สามน่ะสิคะ” ลี่หรงถอนหายใจ “พี่ใหญ่ก็คงจะรู้เรื่องที่พี่สามโดนทำร้ายจนเข้าโรงพยาบาลไปตั้งสามวัน พอออกมาก็กลับเข้าบ้านตะกูลเสิ่นไม่ได้อีกแล้ว”
ปลายสายพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาออกมา “ใครใช้ให้มันก่อเรื่องล่ะ ถ้าเป็นลูกสาวพี่ พี่ยิงมันทิ้งไปแล้ว โดนตีแค่นี้ยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ”
ลี่รุ่ยจือมีสีหน้าเศร้าลงเล็กน้อย พร้อมกันนั้นก็มองไปทางลี่หรงเพื่อขอความช่วยเหลือ
“เอ่อ พี่ใหญ่ใจเย็น ๆ ฟังฉันก่อนนะคะ” ลี่หรงกลอกตาใส่ลี่รุ่ยจือ แล้วพูดกับลี่ข่ายจือว่า “ถึงเรื่องนี้จะเป็นความผิดของพี่สามจริง แต่ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว พวกเราคนในครอบครัวก็ต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเรามีน้ำใจและพร้อมที่จะรับผิดชอบด้วยใจจริง ไม่งั้นตระกูลเสิ่นจะคิดว่าเราไม่เห็นคุณค่าของรั่วหนิงเอาได้นะคะ”
ลี่ข่ายจือเงียบไปครู่หนึ่ง “พี่สามเธอไปขอให้เธอช่วยสินะ”
“ใช่แล้วค่ะ แต่ถึงเขาจะไม่มาหาฉัน ยังไงเรื่องนี้ฉันก็ต้องช่วยเขาอยู่ดีค่ะ ฉันเป็นเพื่อนกับรั่วหนิง ฉันไม่อยากเห็นพวกเขาเลิกกัน พี่ใหญ่ถ้าเราไปด้วยกันคนตระกูลเสิ่นคงไม่กล้าไล่เราออกมาหรอก พรุ่งนี้พี่ว่างไหม? ฉันว่าพรุ่งนี้เราไปที่บ้านตระกูลเสิ่นด้วยกันเถอะนะคะ”
ลี่ข่ายจือไม่อยากไปตระกูลเสิ่นให้ขายหน้าเลย ความสัมพันธ์ที่เขามีกับเสิ่นหย่วนเทามาหลายปี เขาคิดว่ามันเทียบอะไรไม่ได้กับเรื่องไร้สาระที่ลี่รุ่ยจือทำไว้ครั้งนี้
แต่อย่างไรลี่รุ่ยจือก็เป็นน้องชาย อายุจะสามสิบแล้วก็ยังไม่ได้แต่งงาน กว่าจะหาแฟนได้ก็ยากเย็น แต่กลับมาทำให้เรื่องราวเป็นแบบนี้ไปอีก
เขาเพิ่มระดับเสียงขึ้นเล็กน้อย ชัดเจนว่าพูดกับลี่รุ่ยจือ “นี่ไอ้เด็กเวร แกไปเตรียมซื้อของเพื่อขอโทษในวันพรุ่งนี้มาด้วย แล้วก็มาหาฉัน!”
ลี่รุ่ยจือรับคำเสียงดังฟังชัด “รับทราบครับ ผู้บัญชาการ!”
เมื่อวางสาย ลี่หรงก็มองลี่รุ่ยจืออย่างขบขัน “พรุ่งนี้อาจจะโดนตีอีกนะคะ”
“ก็ต้องเป็นแบบนั้น ถึงโดนตีก็ต้องยอมแค่ให้พี่ได้เจอกับหนิงหนิงก็พอ”
ลี่หรงมองเขาด้วยสายตาตำหนิ “ยังไม่รีบไปซื้อของอีก”
“ก็กำลังจะไปเดี๋ยวนี้แหละ แต่ว่าพรุ่งนี้เธอจะไปด้วยกันไหม” ลี่รุ่ยจือถาม “เธอไปเอาใจว่าที่แม่ยายให้พี่หน่อย ส่วนพี่ใหญ่ก็ไปเอาใจว่าที่พ่อตาให้ เท่านี้เรื่องก็จบแล้ว”
ลี่หรงมองเขาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน “แล้วเสิ่นหมิงโจวล่ะ”
พอพูดถึงเสิ่นหมิงโจว ลี่รุ่ยจือก็รู้สึกเจ็บแผลบนร่างกายขึ้นมาทันที “ฮ่า ๆ ให้เขาตีอีกสักทีก็ได้ ฉันเป็นว่าที่น้องเขยนี่นะ โกรธบ้างก็สมควรแล้ว”
เมื่อนัดเวลาที่จะมารับลี่หรงพรุ่งนี้เรียบร้อยแล้ว ลี่รุ่ยจือก็บอกลาเธอแล้วรีบไปซื้อของ
แม่จ้าวเพิ่งจะซื้อกับข้าวกลับมาพอดีเห็นลี่รุ่ยจือกำลังจะกลับก็พูดรั้งเอาไว้ “อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนสิจ๊ะ แล้วค่อยกลับก็ได้”
“ไม่เป็นไรครับผมยังมีธุระอยู่ เอาไว้คราวหน้านะครับ”
“มีเรื่องอะไรกันนะที่สำคัญกว่าการกินข้าวอีก” แม่จ้าวบ่นพึมพำ
ลี่หรงยิ้ม “เรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตเขาเลยล่ะค่ะ”
พอแขกไปแล้ว หลี่เสี่ยวอ้ายก็เดินเข้ามา “พี่ลี่หรงคะ เมื่อเช้ามีผู้หญิงคนหนึ่งมาถามหา บอกว่าอยากมาสมัครเป็นแม่ครัว ฉันบอกว่าพี่ไม่อยู่ เธอก็บอกว่าจะกลับมาใหม่ค่ะ”
“ไม่ได้บอกชื่อเหรอ?”
“ไม่ได้บอกค่ะ”
“ไม่เป็นไร” ลี่หรงพูด “ถ้าตั้งใจจะมาหางานทำจริงก็คงจะกลับมาอีก”
พอพูดจบลี่หรงก็เดินเข้าไปในครัวช่วยแม่จ้าวทำอาหาร
………………………………………………………………………………………………………………..
EWKQJTMJ