ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 209 รับสมัครช่างตัดเย็บครบแล้ว
บทที่ 209 รับสมัครช่างตัดเย็บครบแล้ว
ลี่รุ่ยจือสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “นี่คิดจะให้พี่สามของเธอมาเป็นลูกจ้างหรือไง”
“แล้วจะให้ใช้ใครล่ะคะ มีแรงงานฟรีให้ใช้ แล้วจะไม่ให้ฉันใช้ได้ยังไงล่ะ อีกอย่างเมื่อวานฉันยังช่วยพี่ไปตั้งเยอะ”
ลี่รุ่ยจือเบ้ปาก “จริงสิ ฉันบอกแม่ว่าเธอมีโทรศัพท์แล้ว ฉันเลยว่าจะมาขอเบอร์โทรศัพท์น่ะ”
“เดี๋ยวเขียนให้ค่ะ”
ถึงแม้ว่าลี่รุ่ยจือจะอยู่ในเมืองหลวงมาเป็นเวลานานแล้ว และยังทำธุรกิจอีก แต่แท้จริงแล้วเขาไม่รู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์เลย
จนกระทั่งลี่หรงบอกว่าจะซื้อบ้าน เขาก็เลยชวนเธอไปดูด้วยกัน
ลี่รุ่ยจือรู้สึกแปลกใจ “เธอจะซื้อบ้านไปทำไมตั้งเยอะ บ้านล้อมลานยังมีห้องว่างอยู่หลายห้อง แล้วน้องเขยเต็มใจให้เธอทำแบบนี้ด้วยเหรอ”
เมื่อพูดถึงจ้าวชิงซง ลี่รุ่ยจือก็ไม่ได้พบเขาเป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว แต่บางครั้งก็ยังโทรคุยกัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ลี่รุ่ยจือก็รู้สึกว่าน้องเขยคนนี้ฉลาดมาก เวลาที่เขาตัดสินใจอะไรไม่ได้ หรือตอนที่เขามีปัญหาในการทำธุรกิจก็มักช่วยเขาได้เสมอ
เขาไม่เคยโทรหาพี่ใหญ่ที่อยู่ในกองทัพ หรือพี่รองที่อยู่ในโรงงาน แต่กลับโทรหาจ้าวชิงซง น้องเขยที่เลี้ยงหมูปลูกผลไม้ในชนบทแทน
ลี่หรงกำลังคิดว่าจะหาทางโน้มน้าวลี่รุ่ยจือให้ซื้อบ้านที่ค่อนข้างแพงในเมืองหลวงแถว ๆ วงแหวนที่สองและสามนี้
เดิมทีลี่รุ่ยจือซื้อบ้านก็เพื่อแต่งงานแล้วอยู่เอง ไม่เหมือนลี่หรงที่ต้องการลงทุนอสังหาริมทรัพย์
เป็นไปได้มากว่าอีกฝ่ายจะซื้อบ้านในซอยใกล้ ๆ กับลี่หรงแม้ว่าจะไม่ใกล้กับเขตใจกลางเมืองเท่าไหร่ แต่ก็มีพื้นที่สนามหญ้าขนาดใหญ่ และยังไม่แพงนัก
บ้านในเมืองฝูเจี้ยนแถวถนนวงแหวนที่สองมีพื้นที่สนามหญ้าขนาดใหญ่ทว่าราคาค่อนข้างแพง เป็นไปได้สูงที่ลี่รุ่ยจือจะไม่เลือก
เมื่อลี่รุ่ยจือพูดถึงจ้าวชิงซง ลี่หรงก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอทำท่าทางฮึดฮัดออกมา แล้วโยนความคิดนี้ให้จ้าวชิงซง “เขาก็ต้องเต็มใจอยู่แล้วสิคะ เพราะเขาบอกให้ฉันไปเลือกดูบ้านได้เลย แถมยังบอกอีกว่าหลังจากนี้ราคาบ้านในเมืองหลวงจะเพิ่มสูงขึ้น ตอนนี้ถ้ามีเงินก็ซื้อบ้านไว้ก่อน รอขายต่อในภายหลัง”
ลี่รุ่ยจือตกใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าน้องเขยของเขาที่อยู่ในชนบทจะคิดถึงบ้านในเมืองหลวง เขาจึงถามว่า “น้องเขยเป็นคนบอกให้เธอซื้อจริง ๆ เหรอ? แล้วถ้าขายไม่ออกล่ะ?”
เป็นไปไม่ได้ที่จะขายไม่ออก!
ลี่หรงตะโกนอยู่ในใจอย่างบ้าคลั่ง!
แต่เธอพูดไม่ได้ เธอถามลี่รุ่ยจือกลับแทน “ถ้าพี่หาเงินได้ พี่จะเลือกซื้อบ้านในเมืองเพื่อปักหลักอยู่ที่นั่นหรือกลับไปสร้างบ้านในชนบทคะ?”
“ในเมืองแน่นอน ยังต้องถามอีกเหรอ?”
ดีมาก อีกฝ่ายเดินเข้าสู่กับดักของลี่หรงแล้ว
ลี่หรงพอใจมาก จากนั้นก็อธิบายให้เขาฟังอย่างใจเย็น โดยเล่าเนื้อหาที่คุยกับจ้าวชิงซงให้เขาฟังเกือบทั้งหมด “พี่รู้ดีอยู่แล้วว่าหากหาเงินได้ก็อยากอยู่ในเมือง แล้วการที่จะอยู่ในเมืองต้องซื้อบ้านไม่ใช่เหรอ? ที่นี่คือเมืองหลวงนะ ต่อไปคนที่เข้ามาเรียนหรือทำงานที่นี่ต้องมีเยอะขึ้นแน่ ๆ แม้ว่าจะขายบ้านไม่ออก แต่ก็สามารถปล่อยเช่าได้ สรุปแล้วก็คือหากซื้อได้ก็ให้ซื้อไปก่อนค่ะ เรื่องนี้ถ้าพี่กลับบ้านไปแล้ว ก็บอกพี่ใหญ่ไว้ด้วยนะคะ”
“ค่อยว่ากันอีกที” ลี่รุ่ยจือดูไม่ค่อยใส่ใจนัก ไม่รู้ว่าจะพูดถึงตอนกลับบ้านหรือไม่
หากเขาไม่พูด เมื่อมีเวลาลี่หรงจะกลับไปกินข้าวที่บ้านตระกูลลี่แล้วค่อยพูดกับพวกเขา
ช่างไม้ขนตู้มาส่ง
จริง ๆ แล้วไม่ใช่ตู้ แต่เป็นไม้กระดานสำเร็จรูป เมื่อมาถึงที่นี่แล้วค่อยประกอบเข้าไปในบ้านให้ลี่หรง
งานชิ้นนั้นลี่หรงช่วยไม่ไหว ช่างไม้พาลูกศิษย์มาช่วยเป็นลูกมืออีกสองสามคน ทำให้ลี่หรงอดใช้แรงงานฟรีอย่างลี่รุ่ยจือ
ช่างไม้บอกว่า “เราได้รับงานก็ต้องรับผิดชอบ เจ้าของบ้านจะช่วยได้ยังไง? เราทำเองก็ได้ครับ”
ลี่หรงยิ้ม “เพราะคิดว่าหากช่วยกันน่าจะเสร็จเร็วขึ้นน่ะ”
“รีบเหรอครับ?” ช่างไม้เป็นชายชราคนหนึ่ง จิตใจยังคงแข็งแรง ทำงานไปก็สั่งสอนลูกศิษย์ไป แถมคุยกับลี่หรงได้ด้วย “คุณสบายใจได้ ผมทำมานานกว่าสามสิบปีแล้ว จะไม่ทำให้คุณเสียเวลาแน่นอนครับ”
ลี่หรงไม่ได้พูดอะไร ในระหว่างนั้นก็มีคนหลายคนเข้ามาถามว่า ที่นี่คือที่ที่หนังสือพิมพ์ลงประกาศรับช่างเย็บผ้าผู้หญิงหรือเปล่า
“ใช่ค่ะ เข้ามาได้เลยค่ะ”
ผู้หญิงเหล่านี้ดูเหมือนจะอายุสามสิบกว่า ๆ สวมชุดเครื่องแบบผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มที่เรียบง่ายและสะอาด ชุดของพวกเธอเหมือนกัน และพากันมาด้วยกัน ดูเหมือนว่าพวกเธอจะเป็นช่างเย็บผ้าจากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าแห่งหนึ่ง
ลี่หรงให้พวกเธอนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวยาวบริเวณระเบียง และสั่งให้ลี่รุ่ยจือไปยกเตาผิงมาจากห้องทำงานของเธอ
เธอหันไปยิ้มให้กับเหล่าช่างเย็บผ้า “ข้างในกำลังให้ช่างติดตั้งตู้ ขอโทษด้วยนะคะที่ต้องให้มานั่งตากลมกันตรงนี้”
เหล่าช่างเย็บผ้าพยักหน้าด้วยความเข้าใจ จากนั้นหนึ่งในนั้นซึ่งดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อยก็พูดขึ้นมา “คุณเป็นเจ้าของร้านหรือเปล่าคะ”
“ใช่ค่ะ ฉันเอง” ลี่หรงพยักหน้าแล้วยื่นมือไปรับเตาผิงที่ลี่รุ่ยจือยกออกมาวางไว้ตรงกลาง ทุกคนสามารถนั่งผิงไฟได้ จึงทำให้ไม่ถึงกับหนาวมาก แล้วลี่หรงก็ไล่ถามว่าแต่ละคนชื่ออะไร
ผู้หญิงที่พูดไปก่อนหน้านี้แนะนำตัวคนแรก “ฉันชื่อเหมยจีอวี้ คนนี้ชื่อผานซิ่ว เหอเสี่ยวหง เย่เฟิน”
“ก่อนหน้านี้พวกคุณทำงานด้วยกันอยู่ใช่ไหมคะ” ลี่หรงมองชุดของพวกเธอ “เป็นชุดของบริษัทเดียวกันเลย”
เหมยจีอวี้ “ใช่ค่ะ แต่ว่าเจ้าของโรงงานหนีไปแล้ว เขาค้างจ่ายค่าแรงพวกเรามาสองเดือน เราก็เลยต้องออกมาหางานใหม่”
ลี่หรงไม่นึกว่าในยุคนี้ยังจะมีเจ้าของโรงงานหนีไปอีกเหรอ
เธอคิดว่าจะมีแต่ในอนาคตหลังจากนี้เสียอีก
หลังจากนี้จะมีโรงงานจำนวนมาก บางแห่งที่อยู่ไม่ได้ก็หนีไปเยอะแยะ ในอดีตบนถนนในเมืองเล็ก ๆ ยังได้ยินคำกล่าวประมาณว่า
“โรงงานเครื่องหนังเจียงหนานล้มละลายแล้วนะ เจ้าของร้านพาเมียน้อยหนีไปแล้ว ทางโรงงานกำลังลดราคาสินค้าเพื่อนำเงินมาจ่ายค่าแรงให้กับพนักงาน!”
สำหรับพวกเธอแล้ว การที่เจ้าของโรงงานหนีไปพร้อมกับเงินเดือนนั้นไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
ลี่หรงมีสีหน้าจริงจัง เธอถามประโยคที่เธอใช้ถามเหล่าหญิงสาวที่ได้พบอยู่เสมอว่า “ร้านของฉันเป็นแค่ ‘โรงงานเล็ก ๆ’ บางอย่างย่อมเทียบไม่ได้กับโรงงานผลิตเสื้อผ้ารายใหญ่ แต่เห็นพวกคุณยังสาว ๆ อยู่ ทำไมไม่ไปโรงงานผลิตเสื้อผ้าล่ะ”
เหอเสี่ยวหงมีสีหน้าหวาดกลัว “ฉันไม่อยากไปโรงงานผลิตเสื้อผ้าอีกแล้วค่ะ เจ้านายหนีไปโดยที่เราไม่รู้ตัว งานที่ทำก็เปลืองแรงเปล่า”
จริง ๆ แล้ว ‘โรงงานเล็ก ๆ’ ของลี่หรง ก็ไม่สามารถรับรองได้ว่าจะมั่นคงเท่าโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่เป็นทางการ แต่คนตรงหน้าล้วนเพิ่งถูกโรงงานผลิตเสื้อผ้าหลอกมาหมาด ๆ
อีกอย่างพวกเธอก็มีอายุในระดับหนึ่ง เชื่อว่าน่าจะมีประสบการณ์ของตัวเอง
ดังนั้นลี่หรงจึงไม่เถียงกับพวกเธอ
ยิ่งไปกว่านั้น ฝูหรงเป็นร้านที่จดทะเบียนแล้ว ก่อนหน้านี้เธอได้ยื่นขอจดทะเบียนเป็นหน่วยงานเอกชนประเภทอุตสาหกรรมสิ่งทอในนาม ‘ร้านฝูหรง’
บริษัทตั้งขึ้นแล้ว
เพียงแต่ตอนนี้เธอยังคงใช้ห้องสองห้องในบ้านหลังเล็ก ๆ นี้ก่อนเท่านั้น
เธอรับงานสั่งทำจึงไม่จำเป็นต้องใช้สายพานการผลิตขนาดใหญ่ ถ้าอยากให้ร้านเป็นที่รู้จัก งานสั่งทำด้วยมือต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอน
แน่นอนว่าเธอคงไม่พูดเรื่องนี้กับเหล่าคนงาน ดังนั้นเวลาที่ลี่หรงพูดคุยกับคนที่มาสมัครงานทุกครั้ง เธอก็ต้องพูดซ้ำ ๆ กับคำที่คนก่อน ๆ พูดถึง ‘โรงงานเล็ก ๆ’
เหมยจีอวี้เม้มปาก “ในหนังสือพิมพ์บอกว่าที่นี่ให้ค่าจ้างสูง ถ้าค่าจ้างเป็นความจริง ไม่ว่าจะเป็น ‘โรงงานเล็ก ๆ’ หรือ ‘โรงงานใหญ่’ เราก็ทำได้ทั้งนั้นค่ะ”
ลี่หรงพูดคุยกับพวกเธอพักใหญ่ ลองทดสอบฝีมือของพวกเธอ การเดินเส้นด้ายก็ไม่มีข้อผิดพลาดแม้จะเปลี่ยนจักรเย็บผ้าและสภาพแวดล้อม โดยรวมแล้วถือว่าใช้ได้ สุดท้ายจึงรับเข้าทำงานทั้งหมด
ลี่หรงซื้อจักรเย็บผ้าใหม่เพียงสี่ตัว หลังจากรับเจิ้งเยี่ยนหงเข้าทำงาน เธอตั้งใจจะหาคนอีกเพียงสามคน แต่ผู้หญิงทั้งสี่คนที่มาวันนี้ทำให้เธอเลือกได้ยากเนื่องจากพวกเธอมาหางานด้วยกัน ถ้าจ้างคนเดียวแล้วไม่รับคนอื่น ก็คงไม่ได้ เพราะปัญหาไม่อยู่ที่ฝีมือของพวกเธอ
งั้นก็รับทั้งหมดเลยแล้วกัน
อีกสองวันค่อยไปหาซื้อจักรเย็บผ้าเพิ่มอีกตัว