ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 211 ไปเสียเที่ยว
บทที่ 211 ไปเสียเที่ยว
คุณลุงซุนเงียบไปครู่หนึ่ง อาจารย์หยวนก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาพูดว่า “เสี่ยวหรงตั้งใจอยากจะซื้อจริง ๆ เหล่าซุน ทั้งคู่ลองปรึกษากันดี ๆ อีกทีดีกว่าไหม?”
คุณลุงซุนพูดด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้า “พวกหนุ่มสาวอย่างพวกเธอทำธุรกิจต้องดีกว่าฉันที่เป็นแค่คนแก่เท่านั้น แปดหมื่นห้าพันหยวนที่จริงแล้วไม่ได้แพงเกินไปเลย”
เสี่ยวหรงกลั้นหัวเราะ เธอรู้ว่าคุณลุงซุนกำลังเข้าใจผิด เธอก็เลยยิ้มตาม
อาจารย์หยวนพูดกลั้วหัวเราะ “นี่เหล่าซุน สามีเสี่ยวหรงไม่อยู่บ้าน พวกเขาเป็นพี่น้องกัน แกเข้าใจผิดแล้วล่ะ”
“อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง” ลุงซุนเพิ่งจะรู้ตัวว่าเข้าใจผิดและทำให้ตัวเองขายหน้า เขาจึงพูดกับเสี่ยวหรงว่า “แม่หนู ฉันดูออกว่าเธอตั้งใจจะซื้อจริง ๆ บ้านหลังนี้สิทธิ์การเป็นเจ้าของของฉันชัดเจน อย่างนั้นเธอลองเสนอราคามาก็ได้ แต่อย่าต่อเยอะเกินไปล่ะ”
“เจ็ดหมื่นหยวน แพงสุดแล้วค่ะ”
ลุงซุนขมวดคิ้ว นี่มันต่างจากที่เขาคาดไว้เยอะเลย
ลดไปหนึ่งหมื่นห้าพันหยวนเลยทีเดียว
เขาไม่ค่อยพอใจนัก เขาจึงบอกว่า “แปดหมื่นสาม”
“เจ็ดหมื่นเท่านั้นค่ะ คุณลุงซุนลองพิจารณาดูดี ๆ นะคะ นี่เบอร์โทรของฉันค่ะ ถ้าคุณลุงตัดสินใจจะขายก็โทรบอกฉัน หรือจะไปที่บ้านฉันเลยก็ได้ค่ะ ถ้าเจ็ดหมื่นฉันจะซื้อบ้านหลังนี้ทันทีเลยค่ะ”
เธอเหลือบตามองลี่รุ่ยจือ “เรากลับกันเถอะ”
ลุงซุนพยักหน้า เขาไม่ได้ขวางเสี่ยวหรงกับลี่รุ่ยจือไว้
อาจารย์หยวนก็บอกลาลุงซุนแล้วจากไป เขายังต้องไปกินข้าวที่บ้านล้อมลาน
เงินเก็บของลี่รุ่ยจือมีประมาณหนึ่งแสน แปดหมื่นห้าถือว่ารับได้ แต่เสี่ยวหรงบอกราคาเจ็ดหมื่น ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขากลับรู้สึกว่าบ้านหลังนั้นมีค่าแค่เจ็ดหมื่นเท่านั้น
โชคดีที่เขาฟังคำพูดของเสี่ยวหรง ไม่ได้พูดอะไรไม่งั้นเขาคงควักเงินซื้อไปแล้ว
“แล้วตอนนี้จะทำยังไงต่อล่ะ” ลี่รุ่ยจือรู้สึกร้อนรนอยากจะรีบไปรับ เสิ่นรั่วหนิงกลับบ้านแล้ว ถ้ายังซื้อบ้านไม่ได้ คุณพ่อตาคงไม่อยากจะยกลูกสาวให้เขาแน่นอน
“รีบอะไรนักล่ะ จะกินของอร่อยหมดในทีเดียวไม่ได้หรอกนะ นี่มันซื้อบ้านนะ ไม่ใช่ซื้อผัก” ลี่หรงไม่รู้ว่าตอนนี้บ้านขายได้เยอะแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ คนซื้อบ้านไม่ได้เยอะขนาดนั้น
แล้วลี่หรงก็เชื่อว่าในช่วงสองปีแรกหลังเปิดประเทศ ใครจะสามารถควักเงินออกมาเจ็ดแปดหมื่นได้ทันทีคงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ
ที่ลี่หรงมีเงินเก็บมากมายขนาดนี้ เป็นเพราะเริ่มหาเงินตั้งแต่ก่อนที่นโยบายจะเปิดประเทศแล้ว
ถ้าเกิดคุณเป็นคนร่ำรวย บ้านเกิดของคุณอยู่ในเมืองหลวง คงมีบ้านเป็นของตัวเองตั้งนานแล้ว ไม่เหมือนลี่หรงที่รู้ว่าจะต้องมีการปรับขึ้นราคาเลยซื้อมาเพื่อการลงทุน ถึงแม้ว่าจะมีเงินอยู่แล้วก็ตาม พวกเขาก็คงไม่คิดที่จะไปซื้อบ้านหลังใหม่หรอก
พูดตามตรงเธอชอบบ้านของลุงซุนมาก บ้านในละแวกนั้นต่อให้จะปล่อยเช่า ก็ยังได้ค่าเช่าที่งามอยู่
แต่เธอก็เต็มใจจ่ายแค่เจ็ดหมื่นเท่านั้น
เพิ่มอีกสักหยวนก็ไม่ได้
เรื่องซื้อบ้านรีบไม่ได้หรอก เอาเป็นว่าเธอก็ไม่ได้จะไปต่างประเทศอยู่แล้ว เงินก็มีซื้อของใครก็ได้ทั้งนั้น
ถ้าลุงซุนขายให้คนอื่นไปลี่หรงก็ได้แค่คิดว่า เธอกับบ้านหลังนัันคงไม่มีวาสนาต่อกัน
“ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะรีบร้อนอะไรเลยนะ ตอนนั้นเธอก็เห็นนี่ พ่อของหนิงหนิง ทำท่าว่าถ้าฉันไม่ซื้อบ้านก็คงไม่ให้หนิงหนิงแต่งงานกับฉันแน่ ๆ”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ บ้านน่ะต้องมีอยู่แล้ว ส่วนหนิงหนิงก็ต้องแต่งงานกับพี่อยู่แล้ว” ลี่หรงหัวเราะแล้วพูดว่า “บ่ายนี้เราไปห้างหนานเฉิงกันเถอะ”
ลี่รุ่ยจือไม่ได้ถามว่าไปห้างทำไม คงจะไม่ได้ให้เขาไปเป็นลูกหาบหรอกนะ
เขาไม่ถาม เพราะถ้าถามสุดท้ายเขาก็ต้องทำอยู่ดี
เขากินอิ่มแล้วก็รู้สึกง่วง บิดขี้เกียจแล้วก็หาวพร้อมกับพูดออกมาว่า “ฉันขอไปงีบก่อนแล้วค่อยไปนะคะ”
อาจารย์หยวนกินข้าวเสร็จก็กลับไปแล้ว แม่จ้าวห่อข้าวใส่ปิ่นโตแล้วฝากอาจารย์หยวนไปให้พ่อจ้าวที่ร้าน
แบบนี้เธอจะได้ไม่ต้องไปส่งเอง
เจิ้งเยี่ยนหง และคนอื่น ๆ กำลังพักเที่ยง บ้านล้อมลานก็เงียบสงบลงทันที
ห้างสรรพสินค้าหนานเฉิง สาขาเจี้ยนเส้อ
ลี่รุ่ยจือเห็นว่าเธอตรงมาที่ธนาคารก็ถามด้วยความประหลาดใจ “มาธนาคารทำไมเหรอ? จะมาถอนเงินไปซื้อบ้านเหรอ? แต่ก็ยังตกลงกันไม่ได้นี่”
“เปล่าค่ะ ฉันมาหาเพื่อนเก่าคนหนึ่งน่ะ”
เคาน์เตอร์ธนาคารในยุคแปดศูนย์นั้น เรียกได้ว่าเรียบง่ายสุด ๆ
เคาน์เตอร์ทำจากไม้ มีแฟ้มข้อมูลลูกค้าที่เขียนด้วยลายมือวางซ้อนกันอยู่ตรงนั้น
ลูกค้ากับพนักงานธนาคารมีราวเหล็กกั้นอยู่ หากต้องการจะเดินเข้าไปก็ยังมีประตูเหล็กอีกบาน
ถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่ก็เป็นมาตรการป้องกันความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในตอนนี้แล้ว
สิ่งเดียวที่ทำให้ลี่หรงรู้สึกโล่งใจก็คือ เวลาที่เธอคุยกับคนข้างในไม่ต้องก้มหน้าพูดกับโทรโข่งหรือช่องเล็ก ๆ เหมือนอนาคต
และเธอยังรู้สึกว่าพนักงานเคาน์เตอร์ในเวลานี้บริการดีกว่ามาก ๆ
เมื่อเห็นลี่หรงเดินเข้ามาพนักงานเคาน์เตอร์ก็จัดแว่นกรอบทอง แล้วเอ่ยถาม “คุณต้องการจะฝากเงินหรือถอนเงินคะ”
ลี่หรงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “พอดีฉันอยากจะพบเฉิงอิง ที่เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยชิงหัวค่ะ ในปีนี้เธอทำงานที่นี่ใช่ไหมคะ?”
พนักงานคนนั้นพยักหน้า “ใช่ค่ะ แต่ว่าวันนี้เธอไม่ได้มาทำงาน คุณต้องมาใหม่พรุ่งนี้นะคะ”
“อ้อ ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันค่อยมาใหม่อีกที” ลี่หรงก็อยากถามพนักงานคนนี้เหมือนกันว่าถ้ามีคนมาจำนองบ้านจริง ๆ พนักงานคนนี้ก็คงจะรู้
แต่ลี่หรงก็เปลี่ยนความคิด ไว้มาวันหลังดีกว่าถึงจะยุ่งยากกว่าหน่อย แต่ก็จะได้ทำความรู้จักกับเฉิงอิง
ถ้าเธอไปถามพนักงานคนนี้ ก็ไม่ต่างกับการเปลี่ยนไปใช้บริการกับธนาคารอื่นเลย
ถ้าเฉิงอิงรู้ว่าลี่หรงมาที่นี่ แต่สุดท้ายเธอกลับไปหาคนอื่นแทน เมื่อธุรกิจนี้สำเร็จ ทว่าเฉิงอิงไม่ได้เป็นคนจัดการเรื่องให้ เธออาจจะไม่พอใจลี่หรงก็ได้
เพื่อนร่วมชั้นในห้องเรียน นอกจากเพื่อนที่อยู่หอด้วยกันแล้ว ลี่หรงก็มีเฉิงอิงที่พอจะจำได้
เธออยากจะสนิทกับเฉิงอิง เลยตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่
พอออกจากธนาคาร ลี่หรงก็บอกลี่รุ่ยจือว่า “ฉันมาที่นี่เพื่อมาหาเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยคนหนึ่งค่ะ จะถามว่ามีคนมาขายบ้านที่ฝูเจี้ยนหรือเปล่า ถ้ามีเราจะไปดูกันอีกที”
ลี่รุ่ยจือเป็นคนเมืองหลวง ส่วนฝูเจี้ยนเมื่อก่อนมีแต่พวกขุนนางหรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ บ้านที่นั่นใหญ่โตและทำเลดีด้วย เขาถึงกับตกใจ “เธอจะซื้อบ้านที่เมืองฝูเจี้ยนเหรอ นั่นมันแพงมากเลยนะ แล้วก็ได้ยินมาว่าข้างในสร้างไว้หรูมาก ใครจะยอมขายให้ล่ะ”
“ก็เลยต้องหานี่ไงคะ” ลี่หรงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วก็พูดขึ้นอย่างกะทันหัน “ถ้าพี่ซื้อบ้านที่เมืองฝูเจี้ยนได้สักหลัง ไม่แน่ว่าคุณลุงเสิ่นอาจจะให้พี่กับรั่วหนิงไปจดทะเบียนพรุ่งนี้เลยก็ได้นะ”
“จริงเหรอ?” ลี่รุ่ยจือลองจินตนาการภาพนั้นขึ้นมา แล้วก็ยิ้มเหมือนคนบ้า พอได้สติก็พบว่าลี่หรงเดินนำหน้าไปแล้ว
เขาจึงวิ่งตามไป “งั้นเธอรีบ ๆ หาบ้านที่ฝูเจี้ยนให้ฉันหน่อยนะ”
“บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งรีบไงคะ รอฉันหาข้อมูลก่อน แล้วจะโทรเรียกให้ไปดูบ้านด้วยกัน แต่พี่ก็ค้าขายมานานแล้วนะ ไม่มีรู้เรื่องบ้านสักนิดเลยเหรอ?” ลี่หรงบอกให้เขากลับไปสืบหาข้อมูลด้วย “ถ้ามีคนขายบ้าน ไม่ว่าจะที่ไหนขอแค่ในเขตวงแหวนสี่ถึงห้าให้บอกฉันด้วยนะคะ”
ลี่รุ่ยจือถอนหายใจ “ไม่มีจริง ๆ ถามไปทั่วแล้ว พวกพ่อค้าส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนในพื้นที่ เขาไม่ค่อยรู้จักบ้านในเมืองหลวงหรอก”
“งั้นพี่ก็กลับไปรอที่บ้านก่อน ได้เรื่องแล้วฉันจะโทรบอกค่ะ” ลี่หรงย้ำเตือนเขาอีกเรื่อง “พี่น่ะ จะว่างหรือไม่ว่างก็ต้องไปที่บ้านตระกูลเสิ่นให้บ่อย ๆ มีโอกาสก็สร้างความประทับใจให้กับว่าที่พ่อตาแม่ยายเข้าไว้”