ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 212 ของขวัญแต่งงาน
บทที่ 212 ของขวัญแต่งงาน
เฉิงอิงทำงานเป็นพนักงานธนาคารที่สาขาเจี้ยนเส้อ แม้จะทำงานได้ไม่นานนัก แต่เธอก็ได้เรียนรู้ข้อมูลของผู้ฝากเงินจำนวนมาก รวมถึงระดับเงินฝากของพวกเขาด้วย
เฉิงอิงยังรู้จักราคาบ้านในท้องตลาดอีกด้วย บ้านเดี่ยวในฝูเจี้ยนเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีราคาบ้านแพงที่สุดในขณะนี้ ซึ่งคนทั่วไปไม่สามารถซื้อได้
เมื่อเฉิงอิงรู้ว่าลี่หรงต้องการซื้อบ้านเดี่ยวในเมืองฝูเจี้ยน เธอจึงรู้สึกประหลาดใจจนพูดไม่ออก
“เธอจะซื้อเองเหรอ?”
ลี่หรงพยักหน้า “ประมาณนั้น พี่ชายฉันก็อยากซื้อด้วย ถ้าเธอมีที่ที่เหมาะสม ช่วยแนะนำให้ฉันหน่อยนะ”
เฉิงอิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ พวกเราเพิ่งเรียนจบ แล้วลี่หรงมีเงินซื้อบ้านได้อย่างไร
แถมยังเป็นที่ในเมืองฝูเจี้ยนอีก!
เมื่อก่อนเฉิงอิงรู้แค่ว่าลี่หรงแต่งงานแล้ว ครอบครัวเธอเป็นคนในเมืองหลวง
แต่ครอบครัวสามีของลี่หรงอาศัยอยู่ในชนบท ตอนที่จบการศึกษา แทนที่ลี่หรงจะหางานทำ เธอกลับคิดว่าลี่หรงคงวางแผนจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิดสามีของเธอ
ไม่ผิดถ้าเฉิงอิงจะคิดแบบนี้ เพราะตอนที่ลี่หรงยังเรียนอยู่ เธอค่อนข้างเก็บตัว ถึงแม้เธอจะรู้ว่าลี่หรงไปพักอยู่ด้านนอก แต่ก็ไม่รู้ว่าเธออาศัยอยู่ที่บ้านล้อมลาน
และบางคนที่รู้ก็คิดไปเองว่าลี่หรงเช่าบ้านล้อมลานอยู่
ถึงแม้เสื้อผ้า หน้าตา และบุคลิกของลี่หรงจะดูเหมือนคนร่ำรวย แต่เธอกลับเก็บตัวมากจนทำให้เฉิงอิงไม่กล้าเชื่อว่าเธอจะซื้อบ้านในฝูเจี้ยน
หลังจากที่เธอคิดในใจเสร็จก็พูดว่า “ช่วงก่อนหน้านี้มีคนต้องการจำนองอสังหาริมทรัพย์ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นบ้านในฝูเจี้ยนหรือเปล่านะ”
“ไม่เป็นไร แค่มีพื้นที่อยู่ในเขตวงแหวนสี่หรือห้าที่มีกรรมสิทธิ์ชัดเจน ฉันดูได้หมด”
เฉิงอิงบอกเธอว่าจะคอยดูให้ แล้วจะติดต่อเธอไปเมื่อได้ข่าว
ลี่หรงทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้แล้วก็จากไป
หลังจากที่กลับมาจากห้างหนานเฉิง ลี่หรงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าชุดสำหรับงานประกวดของเธอยังไม่ได้ประกอบ!
จัดการเรื่องคนงานใหม่เรียบร้อย ก็มีลูกค้าจ้างตัดชุดเข้ามาอีกหลายงาน ลี่หรงก็ออกแบบให้ พอทำงานเสร็จถึงได้นึกขึ้นได้ว่าใกล้ถึงวันประกวดเข้ามาแล้ว
ยังดีที่เหลือเวลาอีกประมาณเจ็ดแปดวันก่อนถึงวันที่จะนำเสนอผลงานด้วยการเดินแบบ
เท่านี้ก็พอแล้ว
ลี่หรงถอนหายใจอย่างโล่งอก
หลังจากนี้ต้องหาสมุดบันทึกมาใช้แล้ว ไม่อย่างนั้นจะลืมเรื่องสำคัญ ๆ อยู่เสมอ
เหมยจีอวี้เห็นว่า บางทีลี่หรงก็ไม่มีเวลาทานข้าว เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเหยียบจักร เลยถามเธอว่า “งานด่วนขนาดนี้ ทำไมไม่ให้คนอื่นช่วยกันทำล่ะคะ?”
“ชุดนี้ฉันจะเอาไปประกวดน่ะ ไม่เยอะหรอก สองสามวันก็เสร็จแล้ว คุณทำของตัวเองไปเถอะ”
พวกเหมยจีอวี้มาทีหลัง ไม่รู้ว่าลี่หรงมีงานประกวด หรือว่าเธอเป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัว
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านั้นเธอไม่รู้เลยว่าลี่หรงสามารถตัดเสื้อได้ ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เสื้อผ้าที่ลี่หรงจัดให้พวกเธอตัดก็ไม่เหมือนกับที่เธอเคยทำในโรงงานตัดเย็บเลย
ตอนที่ทำงานในโรงงาน พวกเธอได้แต่ตัดเสื้อผ้าตามหน้าที่ที่กำหนด
สมมติว่าวันนี้เธอเย็บแขนเสื้อ คนข้าง ๆ โต๊ะของเธอก็จะมีแต่ผ้าแขนเสื้อที่ตัดตามขนาด เธอจะเย็บแขนเสื้อทั้งวันโดยไม่สนใจอย่างอื่น
ถ้าจะให้พูดถึงการเย็บกางเกง เธอต้องเย็บส่วนกระเป๋าซึ่งก็เหมือนเดิม
เธอจะทำงานซ้ำ ๆ อยู่ในระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นเมื่อทำเสร็จคนถัดไปก็จะรับช่วงทำขั้นตอนต่อไป
นี่ก็คือการทำงานแบบสายพาน
แต่หลังจากที่ได้มาทำงานกับลี่หรงที่นี่แล้ว พวกเหมยจีอวี้ถึงได้รู้ว่า การทำเสื้อผ้าสามารถสนุกได้ ไม่เหมือนกับการทำงานแบบสายพานอย่างที่ทำอยู่ ทุกครั้งที่ได้รู้จักผ้าและวิธีการเย็บใหม่ ๆ เธอถึงได้เข้าใจว่า เสื้อผ้ายังสามารถทำแบบนี้ได้อีก
พวกเธอต่างก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง
จากการดูแบบของลี่หรง พวกเธอยังต้องเรียนรู้วิธีดูแบบด้วย รวมทั้งของประดับหลากหลายรูปแบบของลี่หรง ไม่ว่าจะเป็นผ้าและด้ายประเภทต่าง ๆ ช่วงนี้ลี่หรงมีงานต้องทำเยอะมากเลยสอนพวกเธอแค่ผ้าและด้ายแบบพื้นฐานเท่านั้น
ส่วนที่เหลือ ถ้าไม่รู้ค่อยถาม
ส่วนการปักเลื่อม ตกแต่ง และลายปักบนผ้านั้น มีคุณยายโม่กับช่างปักคนอื่น ๆ เป็นคนทำ ส่วนพวกเหมยจีอวี้ก็ยังคงทำงานหลักคือเย็บผ้าที่จัดเตรียมไว้ให้กลายเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป
ต่อมาพวกเธอก็พบว่า ลี่หรงก็สามารถทำเสื้อผ้าได้
แถมยังเหยียบจักรเย็บผ้าได้คล่อง ไม่แพ้พวกเธอเลย
ในห้องทำงานด้านตะวันออก ถูกกั้นเป็นห้องเล็ก ๆ ไว้ แล้วลี่หรงก็รับลูกค้าอยู่ด้านในนั้น
ลูกค้าที่มารับชุดที่สั่งไว้ ก็จะมาลองเสื้อผ้ากันที่นี่
เพราะเสื้อผ้าแต่ละตัวไม่เหมือนกัน ต่างก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ทุกครั้งที่เห็นก็ต้องตะลึง
เสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วดูดีกว่าตัวที่แขวนไว้เฉย ๆ เป็นไหน ๆ จนแยกไม่ออกว่า คนสวยเพราะเสื้อผ้าหรือเสื้อผ้าสวยเพราะคนกันแน่
ลูกค้ามาติดต่อกันหลายคน เห็นลี่หรงหยิบเสื้อผ้าที่ทำเสร็จแล้วออกมาให้ เห็นลี่หรงวัดขนาดตัว พูดคุยเรื่องการออกแบบเสื้อผ้า
พวกเหมยจีอวี้ถึงได้ค่อย ๆ รู้ว่า ร้านของลี่หรงเป็นแบบไหนกันแน่
หากให้เธอใช้คำพูดบรรยาย เธอก็ไม่รู้ว่าจะต้องพูดอย่างไร
ประมาณว่าเหมือนช่างตัดเสื้อนี่เอง
ใช่แล้ว ร้านของลี่หรงก็เหมือนช่างตัดเสื้อในสมัยโบราณที่ตัดเย็บเสื้อผ้าให้คุณหนูหรือภรรยาขุนนางโดยเฉพาะ
แต่ก็มีความแตกต่างอยู่มาก
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ลี่หรงจะไม่นำผ้ามาให้ลูกค้าเลือกสีสันที่ชอบเอง แต่เธอจะจับคู่สีแล้วเขียนแบบให้ หลังจากได้แบบที่แน่นอนกับลูกค้าแล้ว เธอถึงจะลงมือทำชุด
ลี่หรงให้ค่าจ้างสูง เหมยจีอวี้กับเพื่อน ๆ ของเธอจึงชอบมาทำงานที่นี่มากกว่า
ลี่รุ่ยจือซื้อของกินสำหรับหญิงตั้งครรภ์มาจำนวนมาก แล้วก็หาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อจะมาที่บ้านตระกูลเสิ่น
เสิ่นหย่วนเทาไม่ค่อยชอบเขานัก แต่ภรรยาและลูกสาวต่างก็เอ็นดูลี่รุ่ยจือ เขาจึงไม่กล้าแสดงอาการออกมามากนัก
ลี่รุ่ยจือหยิบกล่องของขวัญออกมาให้เสิ่นหย่วนเทา “คุณลุงครับ นี่คือชาหลงจิ่ง เพื่อนคนหนึ่งที่ผมเคยทำงานด้วยฝากมาให้ ผมเป็นคนหยาบ ๆ ไม่ค่อยรู้เรื่องชา แต่ผมคิดว่าคุณลุงชอบดื่มชา เลยเอามาฝากครับ”
เสิ่นหย่วนเทา เป็นนักเลงชาตัวจริง แต่แค่ชาหลงจิ่งกล่องหนึ่งคงซื้อตัวเขาไม่ได้
เขาเหลือบมองลี่รุ่ยจือ “ซื้อบ้านได้หรือยัง?”
“ยังครับ” ลี่รุ่ยจือไม่คิดจะโกหก และตอบตามความจริง “ตอนนี้ยังหาที่ที่ถูกใจไม่ได้ ช่วงนี้ก็ยังคงดู ๆ อยู่ครับ”
เสิ่นรั่วหนิงนั่งอยู่ข้าง ๆ เขา สองสามวันก่อนสวีจิ้งเหอพาเธอไปตรวจร่างกาย ผลออกมาพบว่าทุกอย่างปกติดี แม้ลี่รุ่ยจือจะไม่ได้มาหาบ่อย ๆ แต่เธอก็มีความสุขดี
สิ่งเดียวที่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจก็คือ เธอกับเขายังไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้
เธอไม่ได้รีบร้อนมากนักเกี่ยวกับเรื่องการจดทะเบียนสมรส เธอค่อนข้างมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะไม่ทอดทิ้งเธอ งานแต่งงานและงานเลี้ยงฉลองเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น แต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น
ทว่าตอนนี้ก็ยังหาบ้านที่ถูกใจไม่ได้ เสิ่นรั่วหนิงจึงถามขึ้นมาว่า “พี่มีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ เงินไม่พอเหรอคะ?”
“ไม่ใช่ครับ” ลี่รุ่ยจือรีบปฏิเสธ ทันทีที่เสิ่นหย่วนเทาเผลอ เขาก็รีบลูบมือเสิ่นรั่วหนิงเบา ๆ “เรื่องพวกนั้นไม่ต้องกังวลครับ แค่ยังหาบ้านที่ถูกใจไม่ได้แค่นั้นเอง”
เสิ่นหย่วนเทาถาม “หาซื้อบ้านแถวไหนล่ะ?”
“ก่อนหน้านี้ดูบ้านหลังหนึ่งแถวตรอกเซี่ยงฝู ตอนแรกผมก็ว่าพอใช้ได้อยู่ แต่ราคายังไม่ค่อยเหมาะเท่าไร น้องสาวผมบอกให้รอดูที่อื่นไปก่อนครับ” ลี่รุ่ยจือเพิ่งพูดจบ เสิ่นหย่วนเทาก็หันมามองทันที
แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย ลี่รุ่ยจือสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน นึกถึงคำพูดของลี่หรงขึ้นมาแล้วรีบพูดต่อ “สองสามวันนี้กำลังให้คนช่วยหาบ้านให้อยู่ครับ น้องสาวผมบอกว่า ถ้าหากหาบ้านแถวฝูเจี้ยนได้จะดีกว่า ผมก็ว่าถ้าซื้อบ้านแถวนั้นได้น่าจะดีกว่า กว้างขวางมากด้วยครับ”
“ฝูเจี้ยน?” เสิ่นหย่วนเทาหัวเราะ “บ้านแถวนั้น เงินแค่แสนเดียวคงหาซื้อไม่ได้หรอกนะ”
“เรื่องซื้อได้หรือไม่ได้เป็นอีกเรื่องครับ ที่สำคัญคือตอนนี้ยังหาบ้านไม่ได้ น้องสาวผมให้ผมรอไปก่อน เธอบอกว่าจะถามกับคนทางธนาคารดูน่ะครับ” ลี่รุ่ยจือยิ้ม “คุณลุงวางใจได้ครับ ยังไงผมก็จะต้องซื้อบ้านแน่ ๆ จะไม่ให้หนิงหนิงลำบากแน่นอนครับ”