ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 213 จับสลาก
บทที่ 213 จับสลาก
เสิ่นรั่วหนิงสงสารลี่รุ่ยจือ “ฉันไม่ได้อยากจะอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตอะไรหรอกค่ะ แค่ได้อยู่กับพี่ก็พอแล้ว”
สวีจิ้งเหอหันไปมองเสิ่นหย่วนเทา “จะรีบอะไรนักหนา บ้านหลังใหญ่มันไม่ได้เหมือนผักกาดขาวนะที่จะได้ซื้อปุ๊บขายปั๊บได้น่ะ ทำอะไรก็ต้องคิดไตร่ตรองให้ดีซะก่อน คนอื่นไม่รู้เขาคงคิดว่าจะซื้อบ้านให้คุณแทนสินะ อายุก็ปูนนี้แล้วกำลังจะเป็นตาอยู่แล้ว แต่ก็ยังทำอย่างกับคนขายลูกกินอย่างนั้นแหละ”
เมื่อถูกหญิงสาวทั้งสองในบ้านตำหนิไปพร้อม ๆ กัน เสิ่นหย่วนเทาก็เกือบสำลักความหงุดหงิดของตนเองออกมา แต่ช่างเถอะ ให้เขาเป็นคนเลวก็แล้วกัน
เขาก็แค่ทำไปเพื่อความสุขของหนิงหนิงเท่านั้น
เขาจิบชาไปสองสามอึก ระหว่างนั้นก็อดมองลี่รุ่ยจือที่นั่งหัวเราะคิกคักอยู่ข้างภรรยาและลูกสาวของตนด้วยสายตาที่น้อยใจไม่ได้ มันช่างน่าหมั่นไส้จริง ๆ
เขาจึงบอกว่า “บ้านเดี่ยวที่ฝูเจี้ยนก็ยังถือว่าใช้ได้ หากตัดสินใจได้แล้ว ถ้ามีปัญหาเรื่องเงินฉันจะเพิ่มให้ ถือว่าเป็นการเพิ่มของขวัญแต่งงานให้หนิงหนิง”
เสิ่นรั่วหนิงดีใจ จึงเอาใจโดยการช่วยรินชาให้เสิ่นหย่วนเทาพลางพูดว่า “คุณพ่อใจดีที่สุดเลยค่ะ”
สวีจิ้งเหอมองเสิ่นหย่วนเทาด้วยความประหลาดใจ เสิ่นหย่วนเทาก็แค่กระแอมแล้วพูดออกมาอย่างเคอะเขิน “ทำไมทุกคนถึงมองฉันแบบนี้ล่ะ หนิงหนิงก็เป็นลูกสาวของฉัน ฉันก็ทำเพื่อความสุขในอนาคตของลูกสาวและหลานของฉันทั้งนั้น”
เสิ่นรั่วหนิงและสวีจิ้งเหอมองหน้ากันแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะรู้ว่าเสิ่นหย่วนเทาเป็นคนที่ปากไม่ตรงกับใจ
ลี่รุ่ยจือหัวเราะแล้วพูดว่า “เอาไว้ค่อยพูดกันทีหลังเถอะครับ ผมเองก็คงไม่ถึงขนาดต้องมาขอเงินพวกคุณหรอก”
เขาถูกรั้งไว้ให้กินมื้อเย็น และเมื่อเสิ่นหมิงโจวกลับเข้าบ้านมา เขาก็พยักหน้าให้แต่ก็ไม่ได้ดูเป็นมิตรนัก
บนโต๊ะอาหาร ลี่รุ่ยจือดูคล่องแคล่วมากเมื่อตักอาหารให้กับเสิ่นรั่วหนิง และไม่ได้จงใจรักษาระยะห่างกับเธอแม้ว่าจะมีคนในตระกูลเสิ่นอยู่ด้วย
เสิ่นหย่วนเทามองแล้วก็รู้สึกไม่ชอบใจ เขารู้สึกว่าลี่รุ่ยจือแกล้งเอาใจลูกสาวตน แต่สวีจิ้งเหอกลับไม่คิดแบบนั้น เธอมองลี่รุ่ยจือเป็นระยะ และยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกพอใจ
…..
เมื่อรวบรวมสมาธิกลับมาทำงานเสื้อผ้าและทำชิ้นงานเสร็จ ลี่หรงก็รีบลองใส่ชุดดู
การนำเสนอชิ้นงานในการแข่งขันจำเป็นต้องให้นางแบบเดินแบบด้วย
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเสนอหรือว่าอาจารย์อาน่านำความคิดนี้มาจากต่างประเทศ การประกวดออกแบบเสื้อผ้าครั้งแรกเลยคิดใช้การเดินแบบแสดงผลงาน
ตอนแรกลี่หรงตั้งใจจะให้เสิ่นรั่วหนิงมาเป็นนางแบบ แต่ตอนนี้เสิ่นรั่วหนิงท้องอยู่เธอคงไม่สะดวก
ดังนั้นลี่หรงจึงตัดสินใจลงเดินเอง
ขนาดเสื้อผ้าก็ตัดตามสัดส่วนของเธอเอง
ขนาดเธอไม่ได้แต่งหน้า แต่ทันทีที่สวมกระโปรงตัวในเข้าไป ทั้งตัวของเธอก็เปล่งประกาย
เนื้อผ้าสีม่วงเข้ม เมื่อสวมเข้าไปแล้วสีผิวของลี่หรงก็ขาวขึ้นมาหลายระดับ
ส่วนที่เชื่อมต่อกับเอวตัดเย็บเข้ารูป ทำให้เอวของลี่หรงดูคอดมาก เธอไม่ค่อยได้ใส่เสื้อผ้าที่เข้ารูปแบบนี้
ทันทีที่สวมใส่คุณยายโม่ก็อดจะพูดชมไม่ได้ว่า “ดูไม่ออกเลยว่าเธอเคยคลอดลูก”
ลี่หรงยิ้มแล้วถอดกระโปรงตัวล่างออก
ส่วนล่างเป็นสีม่วงอ่อน เมื่อเทียบกับสีม่วงเข้ม จุดที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือส่วนสะโพกลงไปถึงบริเวณที่ปักดอกโบตั๋น
กระโปรงถูกออกแบบให้เข้ารูปจนแนบไปกับร่างกาย ความงามของดอกโบตั๋นโดดเด่นออกมา
สำหรับคุณยายโม่แล้วการออกแบบให้เป็นชุดเกาะอกนั้นถือเป็นเรื่องใหม่ที่พวกเธอไม่เข้าใจ ใครจะใส่เสื้อผ้าที่เปลือยแขนกัน
อย่างน้อยพวกเธอก็ไม่ใส่
แต่ชุดนี้ดูดีมากจริง ๆ เมื่อลี่หรงสวมมัน เธอก็ดูเหมือนคุณหนูบ้านไหนสักแห่ง หรือเป็นเหล่าดาราดังที่เราเห็นได้แค่ในโทรทัศน์เท่านั้น!
หลี่เสี่ยวอ้ายใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงมองลี่หรง “พี่ลี่หรง ชุดที่พี่ใส่สวยจังเลยค่ะ”
“ชุดก็สวย”
“แต่คนสวยกว่า” หลี่เสี่ยวอ้ายพูดด้วยความอิจฉาทีเล่นทีจริง “พี่ลี่หรง พี่เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยค่ะ ขนาดดาราในหนังหรือในหนังสือพิมพ์ยังไม่มีใครสวยเท่าพี่เลย”
เธอพูดอย่างจริงใจ
พี่ลี่หรงเป็นคนสวย แถมยังเป็นนักศึกษาจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ตอนนี้ยังเปิดร้านตัดเสื้อเป็นเจ้าของกิจการเอง…
นี่เป็นแบบอย่างที่หลี่เสี่ยวอ้ายพยายามจะก้าวไปให้ถึง!
ลี่หรงยิ้มพลางยื่นมือรับเสื้อตัวนอกที่เสร็จแล้วมาสวม
เป็นเสื้อแขนกระบอกที่ดัดแปลงมา
เธอตั้งใจรวบผมขึ้นมา จึงเผยให้เห็นดอกโบตั๋นที่ไหล่อย่างชัดเจน งานปักนี้สวยมาก
เมื่อยกมือขึ้น ดอกโบตั๋นบนแขนเสื้อก็เหมือนกับกำลังเข้าสู่ช่วงออกดอก เมื่อมีการเคลื่อนไหว ดอกไม้บนเสื้อก็จะค่อย ๆ เบ่งบาน
ด้านหลังเสื้อเธอก็ยังประดับด้วยดอกโบตั๋น
ชายเสื้อด้านล่างทั้งหมดดูเหมือนทุ่งดอกโบตั๋นที่เต็มไปด้วยความงดงามและอ่อนช้อยจนไม่อยากละสายตาเลยทีเดียว
แบบเสื้อเดิมของลี่หรงมีเพียงแขนเสื้อและไหล่ที่มีการปักดอกโบตั๋นเท่านั้น แต่เธอกลับพบว่าชายเสื้อด้านหลังดูโล่งเกินไป
หลังจากได้ปรึกษากับอาจารย์อาน่าแล้ว ลี่หรงก็ตัดสินใจที่จะปักดอกโบตั๋นที่ด้านหลังด้วย
การปักดอกโบตั๋นด้านหลังจำเป็นต้องใช้เส้นด้ายจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ลี่หรงมีคุณยายโม่และคนอื่น ๆ ช่วยกันปัก จึงเสร็จทันเวลาพอดี
ก่อนการแข่งขันหนึ่งวัน
ลี่หรงพับชุดที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วใส่หีบไม้แล้วหิ้วไปที่มหาวิทยาลัย
เมื่ออาจารย์อาน่าเห็นลี่หรง ใบหน้าของเธอก็ปรากฏรอยยิ้ม ขณะที่เธอเดินลงมาจากเวที
ลี่หรงเรียกเธอ “อาจารย์อาน่า คุณกำลังจัดเตรียมเวทีสำหรับงานแสดงชุดอยู่เหรอคะ? คงเหนื่อยแย่เลยนะคะ”
“ฉันไม่ได้เป็นคนเตรียมหรอก พวกนักศึกษาในสาขาเป็นคนจัดน่ะ ฉันแค่มาดูความเรียบร้อยเท่านั้นเอง ชุดเสร็จแล้วเหรอ?”
“เสร็จแล้วค่ะ” ลี่หรงยกหีบขึ้นมาวางข้างหน้า “อยู่ในนี้ค่ะ”
เธอเหลือบมองไปที่เวที เห็นว่าเป็นแท่นธรรมดาที่มีการปูด้วยพรมสีแดง ตกแต่งด้วยดอกไม้ปลอมและลูกโป่งมากมายโดยรอบ
ลี่หรงแทบจะหลุดหัวเราะออกมา นี่ใช่สถานที่จัดงานแสดงชุดจริง ๆ เหรอ?
ด้วยประสบการณ์จากโลกอนาคตของเธอ ถ้าให้เธอมาจัดงานแสดงชุด เธอคงจะทำออกมาได้ดีกว่านี้ แต่เธอไม่ชอบจัดการอะไรมากนัก
ใครจะรู้ว่าหากเธอลงมือทำ หลังจากนี้อาจจะถูกเกลียดหรือไม่ก็ไม่รู้?
อีกอย่างแม้เธอจะมีความคิดมากมายในหัว แต่สภาพแวดล้อมในยุคนี้ไม่อาจนำวิธีการในปัจจุบันมาใช้ได้
ดังนั้น ปล่อยให้เป็นสถานที่สำหรับเดินแบบเพื่อแสดงชุดอย่างนี้ต่อไปเถอะ
เมื่อเห็นว่าด้านบนตกแต่งเรียบร้อยเกือบหมดแล้ว เธอจึงถามขึ้น “การซ้อมวันนี้จำเป็นต้องใส่ชุดด้วยไหมคะ?”
อาจารย์อาน่าตอบอย่างขอไปที “ไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ต้องเดินแบบ โดยเดินร่วมกับนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อฝึกซ้อมขั้นตอนการเดินแบบ และป้องกันความวุ่นวายในวันพรุ่งนี้”
ลี่หรงพยักหน้า ถ้าไม่ต้องใส่ชุดก็นับว่าดีเยี่ยม เธอมีความมั่นใจในผลงานของตนเองอย่างมาก ตอนแรกเธอกังวลอยู่ว่าหากนำชุดออกมาในตอนนี้ จะถูกคนอื่นกลั่นแกล้งอีกหรือไม่
เหมือนกับเฉาเหลียงอวี้ในตอนนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ลี่หรงก็ไม่ต้องเขียนภาพใหม่อีกรอบหรอก
ถึงลี่หรงจะไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับเฉาเหลียงอวี้ แต่ในใจก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี คิดทีไรก็หงุดหงิดใจทุกที
นักศึกษาสาขาออกแบบที่เข้าร่วมการแข่งขัน ล้วนรู้จักกันทั้งนั้น ถึงจะไม่สนิทก็เคยเรียนมาด้วยกัน
สำหรับพวกเขาแล้ว ลี่หรงเป็นคนแปลกหน้าโดยสิ้นเชิง
แถมพวกเขาต่างก็พากันสงสัยลี่หรงว่า รุ่นพี่ที่จบไปแล้วแทนที่จะออกไปทำงาน กลับมาลงแข่งกับพวกเขาทั้งที่เรียนคนละคณะ
ประเด็นคือเธอที่ไม่ใช่สายอาชีพนี้ กลับสามารถเขี่ยนักศึกษาที่เรียนสายอาชีพนี้ตกรอบไปเป็นจำนวนมาก แล้วยังตีตั๋วเข้ารอบสองได้สำเร็จอีก
ทันทีที่เธอปรากฏตัว นักศึกษาทุกคนล้วนหันมาจ้องมองที่เธอ
ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัย ลี่หรงเข้าร่วมการแข่งขันและการพูดต่าง ๆ มากมาย เธอชินกับสายตาเช่นนี้แล้ว ตอนนี้เธอจึงรู้สึกเฉย ๆ มาก
“สวัสดีค่ะ รุ่นพี่”
ลี่หรงหันกลับไปมองก็เห็นใบหน้าที่ดูคุ้น ๆ เหมือนจะเคยเจอที่ไหน แต่ก็จำไม่ได้ ฝ่ายตรงข้ามเองก็น่าจะนึกออกว่า ลี่หรงอาจจะจำเธอไม่ได้ เธอจึงแนะนำตัวใหม่อีกครั้ง “รุ่นพี่คะ ฉันชื่อฉีไฉ่หลาน เราเคยเจอกันที่ร้านจักรเย็บผ้าไงคะ”
ลี่หรงถึงได้ร้องอ๋อพลางพยักหน้า “อ๋อ ใช่แล้ว”
เธอจำไม่ได้ก็ไม่แปลก ตอนนั้นฉีไฉ่หลานมาพร้อมกับเพื่อนนักศึกษาหญิงอีกคน