ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 214 สายตาของงูพิษ
บทที่ 214 สายตาของงูพิษ
ฉีไฉ่หลานเป็นคนที่ไม่ค่อยโดดเด่น ทำให้ลี่หรงจำเธอไม่ค่อยได้
แต่เพราะคำพูดดูถูกเมื่อวันนั้นของหวังอ้ายเจิน ลี่หรงจึงค่อยนึกถึงเธอขึ้นมาได้บ้าง
ฉีไฉ่หลานรู้ว่าลี่หรงจำเธอได้แล้ว จึงยิ้มออกมาแล้วถามว่า “รุ่นพี่มาคนเดียวเหรอคะ”
“ใช่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ารุ่นพี่ก็ตั้งใจจะนำเสนอผลงานคนเดียวเหรอคะ?”
ลี่หรงยักไหล่ “ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วน่ะ พอดีเพื่อนที่พอจะช่วยได้ก็ดันมาไม่ได้เพราะเหตุผลบางอย่าง”
“ฉันก็ขึ้นเดินเองเหมือนกันค่ะ” ฉีไฉ่หลานเดินเข้ามาใกล้ลี่หรง กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็มีคนเอามือมาแตะที่ไหล่ของเธอ “อ้ายเจิน”
หวังอ้ายเจินแตะไหล่ฉีไฉ่หลานแต่สายตากลับมองที่ลี่หรง เธอยิ้มจนตาหยี แล้วถามว่า “รุ่นพี่ อยู่ที่นี่เองเหรอคะ เมื่อกี้ฉันเพิ่งคิดอยู่เลยว่ารุ่นพี่จะมาหรือเปล่าน่ะ”
ลี่หรงฝืนยิ้มนิดหน่อยพร้อมกับพยักหน้าแล้วไม่ได้พูดอะไร เพราะเธอไม่รู้จะพูดอะไร และไม่รู้ว่าหวังอ้ายเจินพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร พูดราวกับว่าทั้งคู่สนิทกันมาก
ที่ร้านจักรเย็บผ้าวันนั้น คำพูดสุดท้ายของลี่หรงทำให้หวังอ้ายเจินโกรธมากจนแทบคลั่ง ตอนนี้เจอกันอีกครั้งกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ลี่หรงอดทึ่งในความหน้าด้านของเธอไม่ได้
หวังอ้ายเจินมองไปที่กล่องในมือลี่หรงตลอดเวลา คนอื่น ๆ ใช้วิธีหิ้วของมา แต่ลี่หรงกลับใช้กล่องไม้ โอ้โห ช่างเป็นคนที่ชอบโอ้อวดเหลือเกิน กลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้หรือไงว่าเธอมาประกวด
ในใจก็บ่นลี่หรงไปเสียยกใหญ่ แต่เบื้องหน้าหวังอ้ายเจินก็ทำเป็นยิ้มแล้วถามว่า “รุ่นพี่ให้พวกเราชมผลงานด้วยได้ไหมคะ ใส่กล่องไว้แบบนี้ คนไม่รู้ก็คงนึกว่ามาลงทะเบียนเปิดเทอม”
เดี๋ยวนี้คนต่างถิ่นออกไปเรียนก็ใช้วิธีหิ้วกล่องไม้กันทั้งนั้น แต่กล่องในมือลี่หรงไม่ได้ใหญ่เท่าที่นักศึกษาคนอื่นใช้ใส่อุปกรณ์การเรียนเหมือนกับตอนเข้าเรียน
นักศึกษาหลายคนรอชมการแสดงของพวกเขาอยู่ พวกเขาทั้งหมดเป็นคนที่มาประกวด ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องของลี่หรงนั้นไม่น้อยไปกว่ากันเลย ตามปกติแล้วพวกเขาจะต้องสนใจผลงานของลี่หรงมาก
เมื่อได้ยินหวังอ้ายเจินถามว่าสามารถดูผลงานของเธอได้หรือไม่ ทุกคนต่างก็หันมามอง
ลี่หรง เธอขมวดคิ้ว “ทำไมฉันต้องให้เธอดูด้วยล่ะ? แล้วทำไมเธอถึงไม่เอาของตัวเองมาให้ฉันดูก่อนล่ะ?”
หวังอ้ายเจินไม่คิดว่าต่อหน้าคนมากมายขนาดนี้ ลี่หรงจะกล้าเถียงเธอกลับ เธอเป็นถึงหัวหน้าห้องด้วยซ้ำ ในนี้มีหลายคนที่รู้จักเธอ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าไม่ให้เกียรติเธอขนาดนี้
สีหน้าของเธอดูไม่ดีนัก แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่เธอสร้างไว้ เธอจึงไม่กล้าเถียงกลับ ได้แต่พูดจาเหน็บแนมว่า “ถ้ารุ่นพี่ไม่เต็มใจให้ดูก็ไม่ต้องให้ดูก็ได้ แต่ทำไมต้องพูดกับฉันแบบนี้ด้วยล่ะคะ”
ลี่หรงรู้สึกขยะแขยงกับการเสแสร้งของเธอ น้ำเสียงของเธอจึงเย็นชาขึ้นไปอีก “เธอถามฉันว่าขอดูชุดได้ไหม ฉันบอกว่าไม่ให้ดู นี่ฉันพูดอะไรผิดงั้นเหรอ? แต่พอฉันถามเธอกลับ เธอก็ว่าฉันพูดเกินไปเนี่ยนะ?”
ผู้คนที่ยืนดูอยู่รอบ ๆ ก็ไม่คิดว่าลี่หรงจะกล้าได้ขนาดนี้ เมื่อรู้ว่าไม่มีอะไรสนุกแล้วก็หันกลับไปทำธุระของตนเอง
“หึ!” ไม่รู้ว่าใครหัวเราะออกมา
ทุกคนต่างมองตามที่มาของเสียง เห็นว่าเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ผิวขาวสะอาด สูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้า เซตผมด้วยเจล เขาหัวเราะในขณะที่ยังเอามือไพล่หลัง
เมื่อเห็นว่าทุกคนมองมาที่เขาก็ยักไหล่ “นี่มันน่าขำมากเลย พวกเธอไม่รู้สึกว่ามันน่าขำบ้างเหรอ?”
ลี่หรงประทับใจเด็กผู้ชายคนนี้ไม่น้อย ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยสังเกตเลยว่ามีเด็กผู้ชายคนนี้อยู่ด้วย เขาเข้าประกวดด้วยเหรอ?
มันช่างน่าประหลาดใจจริง ๆ เธอหัวเราะตามเขาสองสามครั้ง “ก็ตลกดีนะ”
ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาหาหวังอ้ายเจินแล้วมองเธอด้วยสายตาเย้ยหยัน “คิดว่าทุกคนต้องคอยเอาใจเธอหรือไง? เป็นแค่หัวหน้าห้องแล้วทำมาเป็นเบ่ง คนอื่นพูดไม่ได้ยินเหรอ?”
ลี่หรงอยากจะปรบมือให้หนุ่มน้อยคนนี้จริง ๆ!
“สวีเหมียน!” หวังอ้ายเจินโกรธจนหน้าดำหน้าแดง!
สวีเหมียนเป็นนักศึกษาชายในชั้นเรียนเดียวกันกับหวังอ้ายเจิน เขามักจะพูดจาเหน็บแนมเธออยู่เสมอ
ไม่สิ ตอนแรกเขายังไม่ได้พูดกับเธอแรงขนาดนี้
เดิมทีหวังอ้ายเจินแค่ได้ยินเพื่อนร่วมชั้นเรียนพูดเป็นประจำว่าสวีเหมียนไม่ชอบเธอ ในฐานะที่เธอเป็นหัวหน้าห้อง เธอก็เลยพยายามทำความรู้จักและเข้าหาสวีเหมียนอยู่ตลอด แต่ภายหลังกลับทำให้สวีเหมียนยิ่งรำคาญเธอหนักกว่าเดิม
หลังจากนั้นลี่หรงก็ได้จำสวีเหมียนไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ ลี่หรงยืนอยู่ข้าง ๆ มองหวังอ้ายเจินด้วยความสนใจว่าเธอจะตอบโต้เขาอย่างไร
หวังอ้ายเจินมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เธอจับมือฉีไฉ่หลานแน่นแล้วออกแรงบีบ กำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่เฉาเหลียงอวี้ก็เดินเข้ามาพอดี
เธอถือกล่องใบเล็กอยู่ในมือ “เพื่อน ๆ ทุกคน มาจับฉลากกันเถอะ จับฉลากเพื่อกำหนดลำดับการแสดง”
เหล่าเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังรออยู่ ต่างก็เดินไปจับฉลาก
ลี่หรงไม่ใส่ใจกับลำดับการแสดงเท่าไรนัก เพราะการเดินแบบครั้งนี้ แม้จะต้องแสดงตามลำดับ แต่พอแสดงจบทุกคนก็จะอยู่บนเวทีด้วยกัน
สุดท้ายก็ต้องดูผลงานอยู่ดี
เฉาเหลียงอวี้ที่ถือกล่องจับฉลากอยู่ ระหว่างที่ให้คนอื่น ๆ จับฉลากนั้นเธอก็เม้มปาก แล้วเหลือบมองลี่หรงโดยไม่รู้ตัว
แต่เธอกลับพบว่าอีกฝ่ายไม่สนใจเธอเลย เฉาเหลียงอวี้รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
เพราะเธอเป็นสภานักศึกษา ตั้งแต่เริ่มลงทะเบียนมาจนถึงตอนนี้ เธอยังคงรับหน้าที่รับผิดชอบการแข่งขันอยู่เสมอ ดังนั้นแม้เธอจะไม่ผ่านเข้ารอบ แต่ตอนนี้เธอยังคงอยู่ที่หน้างาน
เห็นว่าคนน้อยลงแล้ว ถึงตาลี่หรงจับฉลาก
เธอเดินเข้าไปหยิบหมายเลขจากเฉาเหลียงอวี้ราวกับไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน
เมื่อเปิดออกมาดู…
‘สิบห้า’
มีผู้ที่ผ่านเข้ารอบประมาณยี่สิบผลงาน ลี่หรงจับได้หมายเลขที่ค่อนข้างอยู่ในลำดับท้าย ๆ
เธอเหลือบตามองแค่แวบเดียว ไม่ได้ถอนหายใจเสียดายที่ได้หมายเลขหลัง ๆ อย่างคนก่อนหน้าเธอ
อาจารย์อาน่า ตะโกนเรียกให้คนที่ได้หมายเลขแล้วมารวมตัวกันที่อีกด้านหนึ่ง
ลี่หรงกำลังจะก้าวเท้าเดินไป เฉาเหลียงอวี้ก็เรียกเธอไว้
ลี่หรงมองเธอด้วยความสงสัย เฉาเหลียงอวี้เองก็ไม่รู้ว่าจะเรียกเธอไว้ทำไม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาของลี่หรง เธอจึงถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า “เธอได้หมายเลขที่เท่าไร?”
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมเธอจึงต้องถาม แต่ลี่หรงก็ตอบว่า “สิบห้า”
“อ๋อ” เฉาเหลียงอวี้อึ้งไป
ลี่หรงเห็นว่าเธอไม่มีธุระอะไรแล้วก็เดินไปที่อาจารย์อาน่าอยู่
อาจารย์อาน่านับดูจำนวนคนแล้วพูดว่า “ทุกคนได้หมายเลขกันครบแล้วใช่ไหม เดี๋ยวตอนแสดงชุดก็เดินตามหมายเลขได้เลย อย่าแย่งกันนะ ทุกคนที่มาวันนี้จะเดินแบบด้วยตัวเองใช่ไหม ถ้าเดินเองได้ก็เดินเอง แต่ตอนที่จะขึ้นแสดงชุดจริง ๆ ไม่ว่าจะหานางแบบหรือเดินเองก็ต้องเดินให้เหมือนวันนี้นะ เข้าใจไหม?”
ผู้เข้าประกวดทุกคนรวมถึงลี่หรงตอบว่าเข้าใจ
วันนี้มีคนค่อนข้างเยอะ นอกจากนักออกแบบผลงานเข้าประกวดและเจ้าหน้าที่แล้ว ยังมีนางแบบที่มาเพิ่มด้วย
สาเหตุในการหานางแบบมีอยู่ด้วยกันสองประการ
ประการแรกง่ายมาก ก็คือตัวเองไม่กล้าเดินขึ้นเวทีจึงหาคนมาช่วย
ประการที่สองคือนักออกแบบผลงานคิดว่าหน้าตาหรือรูปร่างของตัวเองไม่ค่อยเข้ากับเสื้อผ้าที่ตัวเองออกแบบ เลยเลือกหานางแบบที่รูปร่างหน้าตาดีมาช่วยแสดงผลงานให้เด่นขึ้น
กว่าจะหานางแบบได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และทุกคนไม่ได้เป็นนางแบบมืออาชีพ บางคนก็ไม่ค่อยอยากเป็นจุดสนใจเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นคนที่หานางแบบมาเดินเลยมีไม่มาก
หลังจากที่ยืนยันกันอีกทีก็มีเพียงแค่เจ็ดคนเท่านั้นที่หานางแบบมาเดินแสดงชุดของตัวเอง
ส่วนคนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกับลี่หรงที่ขึ้นไปเดินเอง
ลี่หรงมีหน้าตาที่สวยและดูดีมาตั้งแต่แรก และเธอยังอยู่กับภรรยาข้าราชการชั้นสูงมานานหลายปี ประกอบกับประสบการณ์เดินแบบทั้งในและต่างประเทศในชาติก่อน รวมถึงประสบการณ์ในการทำชุดของตัวเอง ทำให้เธอดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
ไม่ว่าผู้เข้าประกวดคนอื่นจะเก่งแค่ไหน ก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กปีหนึ่งหรือปีสองเท่านั้น
ลี่หรงโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางฝูงชน เธอตั้งใจฟังอาจารย์อาน่าพูดอย่างเงียบ ๆ
หลังจากแสดงหมายเลขแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่ต้องแสดงคือ…
ลี่หรงฟังไปจดไป ในใจก็ยังคิดตามไปด้วย แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีสายตาแปลก ๆ จ้องมาที่เธอทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
เธอเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็เห็นว่าเป็นหวังอ้ายเจิน