ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 215 ล้ม
บทที่ 215 ล้ม
อีกฝ่ายจ้องตากับลี่หรงโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อรู้ว่าลี่หรงเห็นแล้วเธอก็รีบหันหน้าหนีไปทางอื่น
สายตานั้นทำให้ลี่หรงรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ราวกับว่ามีงูพิษจ้องมองอยู่ด้านหลัง
ลี่หรงขนลุกทั้งตัว เธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะเล่นสกปรก จึงระมัดระวังอย่างมากในระหว่างการซ้อม โดยไม่เปิดเผยผลงานของเธอ
กลางคืน ลี่หรงก็โทรหาจ้าวชิงซง
“ฉันรู้สึกกังวลนิดหน่อยน่ะค่ะ จริง ๆ แล้วคนในสาขาออกแบบไม่มีใครชอบฉันเลย พวกเขารอที่จะได้เห็นฉันเป็นตัวตลก”
ต่อหน้าคนอื่นลี่หรงมั่นใจในตัวเองและเข้มแข็งมาก ไม่ว่าคนอื่นจะมองยังไงเธอก็ไม่สนใจ
มีเพียงแค่ต่อหน้าจ้าวชิงซงเท่านั้นที่ลี่หรงจะแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของเธอออกมา
เมื่อคิดดูแล้วเธอก็เป็นเพียงหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าเท่านั้น เมื่อเผชิญกับสายตาจากผู้คนมากมาย เธอยังสามารถเมินเฉยได้ แต่เมื่ออยู่คนเดียว ก็อดรู้สึกเศร้าใจไม่ได้
และจ้าวชิงซงก็เป็นคนเดียวที่เธอสามารถระบายความรู้สึกได้ดีที่สุด เธอเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นล่าสุดให้จ้าวชิงซงฟังทั้งหมดจนอารมณ์ดีขึ้น
จ้าวชิงซงรับฟังเธออย่างเงียบ ๆ บางครั้งก็พูดเสริมว่า “พวกเขาคงอิจฉาคุณน่ะสิครับ ภรรยาของผมเก่งขนาดนี้ เรียนสาขาอื่นก็ยังสามารถเอาชนะคนอื่น ๆ ได้ขนาดนั้น ไม่ต้องกังวลไปหรอกคุณเก่งที่สุดอยู่แล้ว จะได้รางวัลหรือไม่ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวรออีกสักพักผมก็จะไปเมืองหลวง แล้วผมจะพาคุณไปกินของอร่อยเอง”
“ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นมากแล้วค่ะ” ลี่หรงถอนหายใจ “ฉันมั่นใจว่าจะต้องได้รางวัลแน่ เมื่อถึงตอนนั้นฉันจะเอาเงินรางวัลไปเลี้ยงข้าวคุณนะคะ”
“ได้เลยครับ” จ้าวชิงซงหัวเราะ “ที่รัก ผมมีเรื่องหนึ่งที่อยากคุยกับคุณ”
“เรื่องอะไรเหรอคะ?”
น้ำเสียงของจ้าวชิงซงทั้งนุ่มนวลและทุ้มต่ำ ราวกับกำลังเกลี้ยกล่อม “เมื่อถึงตอนนั้น เราออกไปกันแค่สองคนได้ไหมครับ แบบว่าไม่ต้องพาอันอันไปด้วยน่ะครับ”
ลี่หรง “…”
เวทีการแสดงชุดถูกจัดขึ้นที่หอประชุม เนื่องจากอากาศเดือนมกราคมในเมืองหลวงหนาวมาก
มีคนมาดูเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเพื่อนที่นัดกันมาดูการเดินแบบ พวกเขาพากันพูดคุยกันเสียงดังลั่น
หลังเวทีก็คึกคักเช่นกัน
ทั้งผู้ออกแบบผลงานหรือจะเป็นนางแบบที่เชิญมาก็เบียดเสียดกันอยู่หลังเวทีเพื่อแต่งหน้าและเปลี่ยนเสื้อผ้า
ยังมีบางคนที่เดินอยู่ที่ทางเดินด้านหลังเวทีและด้านข้างเวที ก็เพื่อจะคลายความตื่นเต้นและทบทวนวิธีการเดินที่จะขึ้นไปบนเวทีต่อจากนี้ให้คล่องขึ้นอีกครั้ง
พูดอีกอย่างก็คือพวกเขากำลังทบทวนและสวดมนต์อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเวลาสุดท้าย
ลี่หรงแต่งหน้าทำผมด้วยตัวเอง
เธอเกล้าผมขึ้นทั้งหมดแล้วใช้ปิ่นปักผมไม้ขัดไว้ ทำให้ดูเรียบง่ายแต่ก็ดูดีมาก
เธอคิดว่าชุดมีลวดลายเยอะแล้ว ดังนั้นทรงผมจึงทำแค่เรียบง่ายก็พอ
แต่เธอตั้งใจแต่งหน้าอย่างพิถีพิถัน วาดคิ้วเป็นทรงใบหลิว ทาเปลือกตาด้วยสีอ่อน ใช้ดินสอวาดขอบตาถึงไม่มีขนตาปลอมก็ไม่เป็นไร เพราะขนตาเธอหนาและงอนสวยอยู่แล้ว
ในสมัยนี้สีลิปสติกมักจะค่อนข้างเข้ม ลี่หรงใช้เงินก้อนโตซื้อสีทาตัวที่นำเข้าจากต่างประเทศ เธอผสมสีเองให้เป็นสีแดงอมม่วง
ดูแล้วสวยเป็นพิเศษ
เข้ากับชุดสีม่วงของเธอเป็นอย่างดี
เสิ่นรั่วหนิงที่นังดูอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอึ้งไปเลย คิดไม่ถึงว่าลี่หรงจะใช้สีสองสามหลอดผสมกันแล้วทาปากในตอนท้าย
“นี่มันสีทาตัวนี่ ทำไมเธอถึงทาที่ปากล่ะ?” สีทาตัวนี้เสิ่นรั่วหนิงฝากเพื่อนซื้อมาให้ เธอรู้ดีว่ามันคืออะไร
“ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นสีสำหรับทาตัวอยู่แล้ว พวกนักแสดงงิ้วบางคนก็ใช้สีประเภทนี้อยู่เหมือนกัน แค่ต้องไม่กินของมันก็พอ” ลี่หรงพูดกับตัวเองหน้ากระจกครู่หนึ่ง คิดแล้วก็หัวเราะออกมา “โชคดีมากเลยนะที่รู้เรื่องของเธอเร็ว ไม่งั้นฉันจะเอาเธอมาเป็นแบบโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไรแล้วใช้สีทาตัวนี่กับเธอ ถึงตอนนั้นฉันคงบาปแย่เลย”
เสิ่นรั่วหนิงแสดงความรู้สึกเสียดายออกมาอย่าชัดเจน “ฉันเองก็ไม่อยากท้องเร็วขนาดนี้เหมือนกัน ชุดที่เธอทำสวยขนาดนั้น ถ้าฉันได้เป็นแบบให้เธอจะดีแค่ไหนกัน”
เสิ่นรั่วหนิงท้องอยู่ ลี่หรงก็เลยไม่ได้ขอให้เธอเป็นแบบ พอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา เสิ่นรั่วหนิงก็เลยรู้สึกเสียดายนิดหน่อย
วันนี้เป็นวันแข่งของลี่หรง เสิ่นรั่วหนิงถึงจะไม่ได้เป็นแบบให้เธอก็ยังมาเพื่อมาเป็นกำลังใจให้กับลี่หรง
ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้น อาจารย์โจวรุ่นหัว อาจารย์หยวน สวีเหยียน เสินจื้อเฉิง สวี่จิ้ง เฉิงอิงที่ทำงานอยู่ในเมืองหลวงต่างก็มาร่วมงานนี้ด้วย
พวกเขามาเพื่อให้กำลังใจลี่หรง เธอเป็นนักศึกษาต่างสาขาแต่เธอกลับเข้ารอบในการแข่งขันของสาขาออกแบบ
อย่างไรพวกเขาก็ต้องมา เพื่อมาเป็นกำลังใจให้กับลี่หรง
พวกเขามาตั้งแต่เช้าและได้ที่นั่งแถวหน้าสุดของที่นั่งผู้ชม หลังจากที่เจอกับลี่หรงและให้กำลังใจกันเสร็จแล้วก็มานั่งที่กัน มีแค่เสิ่นรั่วหนิงเท่านั้นที่มาด้วยและเข้าไปในห้องหลังเวที
พอเห็นลี่หรงแต่งหน้าเสร็จแล้ว เสิ่นรั่วหนิงก็ชมว่า “สวยจัง”
“เดี๋ยวมีอะไรสวยกว่านี้อีกนะ รอให้ฉันใส่ชุดที่ฉันทำก่อน เธอเองก็ระวังอย่าตกใจมากจนตาหลุดออกจากเบ้าล่ะ” ลี่หรงพูดหยอก
ในห้องหลังเวทีมีห้องแต่งตัวโดยเฉพาะ
ตอนนี้มีคนอยู่ด้านใน ลี่หรงถือชุดรออยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง
ลี่หรงก้มหน้าจัดชุด ขณะที่ประตูเปิดออก เธอสังเกตเห็นแค่เงาของบางคนเดินออกมา เธอจึงรีบเดินเข้าไป กำลังจะเงยหน้าหาที่แขวนเสื้อผ้า
“โอ๊ย!”
ลี่หรงเหยียบอะไรบางอย่างเข้าไปแล้วก็หกล้ม!
หัวเธอไปกระแทกกับกำแพงข้าง ๆ
ลี่หรงรู้สึกหน้ามืด แถมข้อเท้ายังแพลงอีก เธอเลยเซล้มก้นกระแทกพื้น
เสิ่นรั่วหนิงรอเธออยู่ที่โต๊ะแต่งหน้าไม่ไกลจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ลี่หรงร้องเสียงดังขนาดนั้นไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่ได้ยิน คนอื่นที่อยู่ในนั้นต่างได้ยินกันหมด
ทุกคนรีบพากันเดินไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
เสิ่นรั่วหนิงกำลังรอเธออยู่ พอได้ยินเสียงแม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เธอก็รีบเดินไปที่ห้องเปลี่ยนชุดทันที
กลุ่มคนมายืนมุงอยู่ด้านนอก เสิ่นรั่วหนิงเป็นห่วงลี่หรงกลัวว่าเธอจะยังถอดเสื้อผ้าอยู่ จึงไม่กล้าผลักประตูเข้าไป เธอยืนอยู่หน้าห้องพลางตะโกนถามด้วยความร้อนใจว่า “ลี่หรง เกิดอะไรขึ้น?”
“โอ๊ยย~” เธอรู้สึกปวดข้อเท้ามาก เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตะโกนตอบว่า “พอดีฉันหกล้มน่ะ”
เสิ่นรั่วหนิงรีบเดินไปยืนที่หน้าประตู “เป็นอะไรหรือเปล่า เปิดประตูได้ไหม?”
“ไม่ได้ ฉันขยับตัวไม่ได้ ต้องพักก่อน”
ลี่หรงข้อเท้าแพลง ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะพยุงตัวได้ เธอค่อย ๆ นวดเท้าของตนเอง
ยังมีคนรอเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ข้างนอก เธอพูดด้วยความไม่พอใจว่า “ล้มก็ลุกขึ้นสิ พวกเรายังรอเปลี่ยนชุดอยู่นะ จะมาเสียเวลาเพราะคนคนเดียวไม่ได้ ใครจะรู้ว่าตั้งใจถ่วงเวลาคนอื่นหรือเปล่า”
เสิ่นรั่วหนิงไม่ชอบฟังคำพูดแบบนี้
คุณหนูตระกูลเสิ่นรีบโต้กลับทันที “เธอไม่ได้ยินเหรอว่าลี่หรงร้องออกมาแบบนั้น แสดงว่าต้องเจ็บมาก ถ้าเธออยู่ในนั้นแล้วล้มลงไปแถมยังข้อเท้าแพลง เธอจะลุกขึ้นได้ทันทีเลยไหม แล้วอีกอย่างลี่หรงก็ไม่ได้ใช้เวลานานอะไรเลย แค่ไม่กี่นาทีเอง เดี๋ยวเธอพักครู่เดียวก็ออกมาแล้ว ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งเกือบชั่วโมง เธอจะรีบอะไรนักหนา อีกอย่างในนั้นมีอะไรดีนักเหรอถึงขนาดรบเร้าจะเข้าไปให้ได้ เธอกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่”
ลี่หรงพักจนเกือบจะหายแล้ว แม้ว่าข้อเท้าจะยังคงเจ็บอยู่ แต่เธอก็ยังกัดฟันประคองตัวเองแล้วลุกขึ้นยืนได้ โชคดีที่ไม่ได้ล้มจนเอวเคล็ด
บนพื้นมีลูกปัดหลายเม็ด ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเทเอาไว้
“ฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้แหละ” ลี่หรงร้องตะโกนบอก พลางเดินกะเผลกออกไป และยังพูดว่า “ข้างใน…”
“โอ๊ย”
ลี่หรงกำลังจะพูดว่า ‘ข้างในไม่รู้มีลูกปัดมาจากไหน’ ก็ถูกขัดจังหวะ
สิ่งที่ขัดจังหวะเธอคือเสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดเหมือนกับที่เธอเพิ่งร้องออกไป