ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 219 คว้าอันดับสามมาครอง
บทที่ 219 คว้าอันดับสามมาครอง
เธอใช้ความสามารถของตัวเองก้าวขึ้นไปบนเวทีเพื่อพิสูจน์ให้หยวนฮุยเหวินเห็นว่าเธอทำได้
ผลงานได้จัดแสดงเดี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำเสนอร่วมกัน
ไฟบนเวทีเปิดสว่างจ้า นางแบบทั้งยี่สิบคนยืนอยู่บนนั้น พวกเธอเดินตามจังหวะที่ซ้อมกันมาอย่างพร้อมเพรียง พร้อมกับเคลื่อนย้ายตำแหน่งตามเสียงเพลง
ให้ความรู้สึกราวกับดอกไม้หลากสีกำลังแข่งกันเบ่งบาน
เสิ่นรั่วหนิงรู้สึกว่าดอกโบตั๋นของลี่หรงเป็นดอกไม้ที่สวยที่สุดบนเวที
จนกระทั่งจบการนำเสนอ พิธีกรก็เดินขึ้นไปกล่าวชื่นชมนางแบบที่อยู่บนเวทีด้วยทักษะทางอาชีพชั้นเยี่ยม จากนั้นก็ดำเนินการขั้นตอนต่อไป
“… สุดท้ายคือการให้คะแนนจากผู้ชม ซึ่งขั้นตอนนี้จะไม่ส่งผลต่ออันดับของผลงาน แต่คณะกรรมการจะพิจารณาให้คะแนนผลงานเพิ่มเติมตามจำนวนคะแนนโหวตครับ…”
“หืม? คะแนนจากผู้ชมคืออะไรเหรอ?…” นี่เป็นสิ่งแปลกใหม่ โจวรุ่นหัวเป็นอาจารย์มานาน เข้าร่วมการแข่งขันทั้งเล็กและใหญ่มาไม่น้อย แต่ก็เพิ่งเคยได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก
“ได้ยินมาว่าจะมีผู้ชมที่ได้รับการคัดเลือกให้ลงคะแนนโหวตด้วยค่ะ” ลี่หรงอธิบาย
“ผู้ชม?” เฉิงอิงสงสัย “พวกเราไม่เห็นได้ยินข่าวอะไรเลย ผู้ชมที่ว่านี่คงไม่ใช่แค่นักศึกษาจากคณะออกแบบอย่างเดียวหรอกใช่ไหม? แล้วถ้าเกิดพวกเขาเล่นไม่ซื่อล่ะ?”
ลี่หรงนึกถึงอาจารย์อาน่า และรีบพูดปฏิเสธในทันที เธอไม่เชื่อว่าอาจารย์อาน่าจะทำเรื่องแบบนั้น ถ้าอาจารย์ต้องการให้นักศึกษาของตัวเองได้รับรางวัลโดยไม่ให้นักศึกษาจากคณะอื่นมีโอกาส ก็ไม่จำเป็นต้องให้ลี่หรงเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่แรก
เธอพูดด้วยความมั่นใจ เฉิงอิงจึงคลายความกังวลลง
ไม่รู้ว่ามีผู้ชมจำนวนเท่าใดที่ลงคะแนนโหวต รู้เพียงว่าเมื่อเพลงจบลงไปแล้วสองเพลง พิธีกรก็เดินกลับขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง
หลังจากกล่าวคำชื่นชมต่าง ๆ พิธีกรที่มีรอยยิ้มเป็นมิตรก็ประกาศผลการแข่งขันในวันนี้…
ชุดเสาเย่าฟูเหริน ได้ที่สาม!
เหนือความคาดหมายแต่ก็พอมีเหตุผล
แต่เดิมก็เป็นการแข่งขันของคณะออกแบบอยู่แล้ว แม้ว่าผลงานของลี่หรงจะดีเลิศเพียงใดก็ไม่สามารถคว้าอันดับหนึ่งได้ เพราะมันเกี่ยวกับชื่อเสียงของคณะออกแบบ
ถ้าการแข่งขันของคณะออกแบบแต่คนนอกเข้ามาร่วมแล้วได้ที่หนึ่ง นั่นไม่เท่ากับยอมรับว่านักศึกษาในคณะของตนเองไม่มีฝีมือในการออกแบบหรือ
แม้แต่คนที่ไม่ได้เรียนทางนี้โดยตรงยังเก่งกว่าพวกเขาอีก พวกเขาคงต้องอับอายขายหน้าแย่
ลี่หรงที่ได้ถึงอันดับสามก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
อย่างน้อยก็ได้ถึงอันดับสาม แสดงว่ากรรมการอาจารย์ของคณะออกแบบก็ไม่ได้ลำเอียงและตาบอดเสียทีเดียว
แค่คิดด้วยสมองนิดหน่อยก็เข้าใจได้เลยว่าเป็น ‘กฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร’ โจวรุ่นหัวที่เป็นอาจารย์และมีประสบการณ์ก็พอเดาได้คร่าว ๆ
เขาเกรงว่าลี่หรงได้ที่สามแล้วจะไม่พอใจจึงเรียกลี่หรงมาพูดคุยด้วย
“ผลงานของเธอดีมาก แม้จะได้ที่สามแต่ก็เก่งกว่านักศึกษาระดับปฏิบัติงานหลาย ๆ คนแล้วล่ะ”
“ฉันรู้ค่ะ อาจารย์โจว”
สีหน้าของลี่หรงไม่ได้แสดงความรู้สึกออกมา โจวรุ่นหัวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อก่อนตอนที่ลี่หรงอยู่ที่คณะไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียนหรือการแข่งขันอะไรก็ตามที่มีเธอเข้าร่วม เธอก็มักจะได้ที่หนึ่งมาตลอด
ตอนนี้ได้เพียงที่สาม
แม้ว่าภายนอกเธอจะไม่แสดงอาการอะไรออกมา แต่ในสายตาของโจวรุ่นหัว ลี่หรงเป็นคนที่มุ่งมั่นมาก แม้ว่าจะไม่พอใจแต่เธอก็คงไม่แสดงมันออกมา
เขาจึงพูดว่า “เธอได้ที่สามในการแข่งขันที่คณะออกแบบจัดขึ้นเอง พวกเราในคณะภูมิใจในตัวเธอมาก เธอเก่งมากนะ อย่าเสียใจเพราะไม่ได้ที่หนึ่งเลย”
ลี่หรงมองโจวรุ่นหัวด้วยความมึนงง เธอรู้ว่าเขาคิดมากไปแล้ว ลี่หรงไม่ใช่เด็กอายุไม่กี่ขวบ ‘กฎที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร’ ที่โจวรุ่นหัวคิดได้ ลี่หรงก็คิดได้เช่นกัน
แม้ว่าเธอจะเข้าร่วมการแข่งขัน แต่เธอก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ที่หนึ่งเลย เธอทุ่มเทในการแข่งขัน ไม่ใช่เพื่อชิงอันดับหนึ่ง เป้าหมายของเธอคือการสร้างชื่อเสียง
นักศึกษาสาขาออกแบบเสื้อผ้าจะเป็นผู้นำและผู้สร้างวงการออกแบบเสื้อผ้าในประเทศในอนาคต
ลี่หรงแม้จะไม่ได้ที่หนึ่งแต่ตราบใดที่เป็นนนักศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ แม้ว่าตอนนี้จะยังดูไม่เข้าใจ ภายหลังก็คงจะไม่มีวันลืมผลงานของลี่หรงได้
เมื่อผลงานของลี่หรงปรากฏต่อหน้าพวกเขา พวกเขาจะหาหนทางต่าง ๆ นานาเพื่อทำความรู้จักกับบุคคลที่อยู่เบื้องหลังผลงานชิ้นนี้
ลี่หรงปรากฏตัวอย่างสง่าผ่าเผย ใช้วิธีการออกแบบเพื่อพิชิตพวกเขา สร้างรากฐานการรับสมัครพนักงานใหม่ให้กับ ‘ร้านฝูหรง’ ในอนาคต
คณะออกแบบของมหาวิทยาลัยชิงหัว ก่อตั้งขึ้นเมื่อลี่หรงอยู่ปีสอง ส่วนสาขาออกแบบเสื้อผ้าเพิ่งมีในปีที่ลี่หรงอยู่ปีสาม
ดังนั้นในขณะที่ลี่หรงจบการศึกษา สาขาออกแบบเสื้อผ้ามีนักศึกษาเพียงสองรุ่น
โดยนักศึกษาทั้งสองรุ่นนี้คือแหล่งสำคัญที่ลี่หรงจะขยายบริษัทและหานักออกแบบในอนาคต
อีกอย่างผู้ชมในงานใครจะไปรู้ว่าอาจจะมีบางคนที่ชื่นชอบการออกแบบของลี่หรง รอเวลาให้คนเหล่านั้นมาหาลี่หรงเพื่อให้เธอออกแบบเสื้อผ้า ไม่ใช่เป็นอีกหนึ่งหนทางในการกระจายโฆษณาหรือ
ยังมีสื่อมวลชนบางสำนักอยู่ภายในงาน หากพวกเขาชื่นชมผลงานของลี่หรง เมื่อถึงเวลานั้น ถ้าพวกเขาชมเธอในหนังสือพิมพ์ลี่หรงยังสามารถเกาะกระแสโฆษณาฟรี ๆ ได้อีกด้วย
จุดประสงค์ของลี่หรงไม่ได้ต้องการคว้าอันดับหนึ่ง เมื่อมองไปยังโจวรุ่นหัว ผู้กลัวว่าเธอจะผิดหวังเธอจึงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยว่า “ฉันจะไม่เสียใจหรอกค่ะ…”
ความตั้งใจไม่ได้อยู่ที่นี่ ลี่หรงจึงไม่ค่อยรู้สึกอะไร
แต่อาจารย์อาน่ากลับไม่พอใจ “ผลงานของลี่หรงเป็นผลงานที่ดีที่สุดที่ฉันเคยพบเห็น ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อย่างที่พวกคุณเห็นแล้วทำไมถึงไม่ให้เธอได้ที่หนึ่งล่ะ ทำไม?”
อาจารย์อาน่าโกรธจนเผลอพูดภาษาอังกฤษออกมา!
“เราก็ยอมรับว่าผลงานการออกแบบของเธอดีจริง ๆ แต่อาจารย์อาน่า คุณต้องคิดถึงคณะด้วยนะ ถ้าให้คนที่ไม่ใช่คนในคณะได้ที่หนึ่ง คณะของเราจะมีหน้ามีตาต่อไปไหม?”
อาจารย์อาน่าอยู่ต่างประเทศนาน เธอจึงไม่สามารถเข้าใจการกระทำแบบนี้ได้จริง ๆ ตอนคัดเลือกผลงานในรอบแรก อาจารย์ท่านอื่น ๆ ก็รู้สึกทึ่งในผลงานของลี่หรงเช่นเดียวกับเธอ
แต่ตอนนี้เพราะลี่หรงไม่ได้เป็นยุนนักศึกษาของคณะนี้ หากเธอได้อันดับหนึ่ง คนในคณะนี้ก็จะต้องเสียหน้า…
อาจาย์อาน่าพูดทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “นั่นก็แค่หลอกตัวเองไปวัน ๆ พวกคุณคิดว่าคนดูตาไม่ถึงหรือไง ใครดีไม่ดีพวกเขายังแยกไม่ออกอีกเหรอ? ผลงานของลี่หรงฝังอยู่ในใจคนดูไปแล้ว พวกคุณจะให้คะแนนยังไงก็ตามใจชอบเลย เดี๋ยวก็รู้เองว่าหลอกตัวเองกันเองทั้งนั้น”
คณะกรรมการคนอื่น ๆ รู้ว่าอาจารย์อาน่าพูดจริง แต่พวกเขาก็คิดและทำเพื่อชื่อเสียงของคณะและมหาวิทยาลัย
หยวนฮุยเหวินมักจะติดต่อพูดคุยกับลี่หรงอยู่บ่อย ๆ ความคิดของลี่หรงเขาก็พอจะเดาได้
ลี่หรงไม่ใช่นักศึกษาที่มาเพื่อเข้าประกวดอย่างแน่นอน เป้าหมายของเธอคงไม่ใช่การคว้าที่หนึ่ง แล้วจะมาเพื่ออะไร เขานึกถึงร้านของลี่หรงก็พอจะเข้าใจได้
โจวรุ่นหัวมองสีหน้าของลี่หรง เหมือนเธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไร เขาก็เลยไม่พูดอะไรต่อ
มาถึงขั้นตอนการรับรางวัล
เฉาเหลียงอวี้เดินออกมาหาลี่หรงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “รุ่นพี่ ฉันได้ยินว่าคุณได้ที่สาม งั้นเดี๋ยวพวกเราไปรับรางวัลด้วยกันนะคะ”
ที่จริงแล้วเท้าของลี่หรงเกือบจะหายดีแล้ว แม้จะยังเจ็บอยู่บ้างแต่การเดินช้า ๆ ไม่ใช่ปัญหา
เธอพยักหน้า “คงพอจะขึ้นไปได้อยู่”
เฉาเหลียงอวี้ยังคงสวมชุด ‘เสาเย่าฟูเหริน’ เสิ่นรั่วหนิงทำปากเบ้ “ทำไมเธอยังใส่อยู่อีกล่ะ ในเมื่อการแข่งขันจบไปแล้วนี่”