ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 221 ปฐมพยาบาล
บทที่ 221 ปฐมพยาบาล
“จริงเหรอ?” เฉิงอิงไม่คาดคิดว่าเสิ่นรั่วหนิงจะแต่งงานเร็วอย่างนี้ “ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ฉันก็คิดว่าเธอไม่มีแฟนเสียอีก”
สวี่จิ้งยิ้มเล็กน้อย “รั่วหนิงค่อนข้างจะเก็บตัว แต่พวกเราในหอพักต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่าเธอมีแฟน แค่ไม่รู้ว่าเป็นใครน่ะ”
เฉิงอิงทำท่าเจ้าชู้ใส่เสิ่นรั่วหนิง แล้วกะพริบตา “แฟนของคุณหนูตระกูลเสิ่นเป็นใครกันเหรอ? ใช่ลูกหลานตระกูลใหญ่โตหรือเปล่าน้า?”
เสิ่นรั่วหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลี่ข่ายจือเป็นถึงผู้บัญชาการก็ถือว่าเป็นข้าราชการระดับสูง หันมามองลี่หรงแล้วก็พูดว่า “ไม่นับว่าเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่โตอะไรหรอก พ่อแม่ของเขาเป็นแค่ข้าราชการทั่วไป พวกเธอคิดว่าลี่หรงเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่โตหรือเปล่าล่ะ?”
เฉิงอิงไม่เข้าใจ ใบหน้าเธอยังคงมีแต่คำถามเต็มไปหมด “เรื่องนี้มันเกี่ยวกับลี่หรงยังไงล่ะเนี่ย?”
ลี่หรงยิ้มไม่ได้พูดอะไร
จู่ ๆ เสิ่นรั่วหนิงก็อารมณ์ก็ดีขึ้นมาเสียอย่างนั้น พูดด้วยน้ำเสียงชวนสงสัย “งั้นก็ยังไม่บอกตอนนี้หรอก รอฉันแต่งงานเดี๋ยวพวกเธอก็จะรู้เองแหละ”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ก็เห็นว่ารอบ ๆ เริ่มวุ่นวาย สายตาของทุกคนมุ่งไปยังทิศทางเดียวกัน
โต๊ะที่อยู่ห่างจากลี่รหงแค่โต๊ะเดียว มีผู้หญิงคนหนึ่งบุคลิกท่าทางดี กำลังร้องไห้โฮ กอดเด็กชายตัวเล็กไว้ “เสี่ยวเป่า อย่าทำให้แม่กลัวแบบนี้สิ…”
“รีบส่งโรงพยาบาลเร็วเข้าสิ”
“เด็กเป็นขนาดนี้แล้ว ยังไม่รีบส่งโรงพยาบาล มัวแต่ร้องไห้ให้มันได้อะไรขึ้นมา เป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องจริง ๆ”
แม่คนนั้นร้องไห้จนน้ำตาไหลพราก ที่โต๊ะก็ยังมีผู้หญิงอีกสามคนกับเด็กอีกสองคน คาดว่าจะเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทที่พาลูกออกมาสังสรรค์กัน
ผู้หญิงที่นั่งโต๊ะเดียวกันก็ร้อนใจ มีผู้หญิงคนหนึ่งสวมเสื้อขนเฟอร์สีดำลุกขึ้นไปตะโกนเรียกคนขับรถ
สายตาของลี่หรงดีบวกกับระยะทางที่ใกล้ เห็นเด็กชายอายุประมาณเจ็ดแปดขวบ ใบหน้าแดงก่ำแทบจะกลายเป็นสีม่วงแล้ว มีแนวโน้มจะเริ่มเขียวคล้ำ
เขาอ้าปากค้าง ไม่สามารถส่งเสียงได้ดูเหมือนพยายามจะอาเจียนอะไรออกมา
เห็นได้ชัดว่าเด็กสำลักแล้ว ถ้าไม่รีบจัดการอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้
ไม่นานก็มีชายสองคนวิ่งเข้ามา กำลังจะอุ้มเด็กไป
“เดี๋ยวก่อน”
ลี่หรงตะโกนออกมารีบวิ่งเข้าไปดู เมื่อเห็นอาการที่ทรมานของเด็กลี่หรงยิ่งทนไม่ได้ เธอกลายเป็นแม่คนแล้ว ไม่สามารถนิ่งดูเด็กน้อยตายได้
ตอนนี้หน้าของเด็กเริ่มเขียวคล้ำแล้ว ถ้าจะส่งโรงพยาบาลจริง ๆ ก็คงไม่ทันแน่ ๆ
แม้ลี่หรงจะไม่ใช่หมอแต่ก็ยังพอรู้วิธีปฐมพยาบาล
“วางเด็กลง อย่าอุ้มแบบนี้” ลี่หรงรีบพูด
ชายที่อุ้มเด็กไว้ไม่ได้ขยับตัว มองไปที่หญิงสาวเสื้อขนมิงค์สีดำ รอรับคำสั่ง
หญิงสาวเสื้อขนมิงค์สีดำทำหน้าไม่พอใจ “เธอเป็นหมอเหรอไม่ใช่หมอก็อย่ามาขวางทาง ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาเธอจะรับผิดชอบไหวไหม!”
ลี่หรงไม่มีเวลาเถียงกับหญิงสาวเสื้อขนมิงค์สีดำ เธอมองไปที่หญิงสาวที่อุ้มเด็กชายตัวเล็กเมื่อครู่ ซึ่งตอนนี้ยังคงร้องไห้ไม่หยุด คนที่กำลังตื่นตระหนก เธอคาดหวังให้คนแบบนี้คิดอะไรได้ล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้นเด็กน้อยเจ็บปวดจนหน้าตาบิดเบี้ยวแล้ว เป็นสถานการณ์ที่วิกฤตมาก ไม่สามารถรอช้าได้แล้ว
ลี่หรงไม่คิดจะโน้มน้าวพวกเธออีกต่อไป เธอแย่งเด็กมาจากพวกเขาทันทีหันหลังกลับแล้วอุ้มเด็กชายพาดไว้ที่หลัง
“นี่! พวกนายทำอะไรอยู่! แค่ผู้หญิงคนเดียวยังปล่อยให้มาแย่งเด็กไปจากมือได้! อยากทำงานต่อไหม!”
ชายทั้งสองคนยื่นมือเข้ามาจะแย่งเด็กคืน
ลี่หรงมองไปที่หญิงสาวที่ยังร้องไห้ไม่หยุด “หยุดร้องได้แล้ว! ยังไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย! ถ้าอยากให้ลูกปลอดภัย ก็จัดการพวกเขาให้เรียบร้อยซะ!”
หญิงสาวถูกลี่หรงจ้องจนขนลุกและเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นก็หยุดลง
เห็นลี่หรงกอดลูกชายตนเองจากด้านหลัง เธอสูดน้ำมูก “พวกนายอย่าขยับนะ”
“ชิงชิง” หญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ นั้นไม่เข้าใจ ว่าเหตุใดจึงเชื่อใจคนแปลกหน้า
ลี่หรงกำมือแนบลงระหว่างใต้ลิ้นปี่และสะดือของเด็กน้อย ก้มตัวเด็กลงแล้วกางข้อศอกของตัวเองออก ใช้แรงกดท้องของเด็กน้อยทำซ้ำอยู่หลายครั้ง
ลี่หรงรู้สึกร้อนเล็กน้อยหลังทานข้าวมา แล้วยังต้องมาออกแรงทำแบบนี้อีก เลยทำให้เส้นผมที่หน้าผากเปียกและยุ่งไปหมด ปลายจมูกก็มีเหงื่อผุดขึ้นมาพร้อมกับริมฝีปากที่เม้มแน่น
ผู้คนที่มุงดูต่างก็เงียบกริบ บางคนถึงกับกลั้นหายใจด้วยซ้ำ มองลี่หรงซึ่งดูเหมือนว่าจะมีฝีมือเข้าจริง ๆ
ในใจต่างก็คาดเดากันไปว่าลี่หรงคงจะเป็นหมอ
สวีเหยียนและพวกเขาก็เดินเข้ามา พวกเขาอยากจะมาห้ามลี่หรงไม่ให้ยุ่ง แต่เห็นได้ชัดว่าลี่หรงคงจะจัดการได้ พวกเขาก็เลยอยู่ดูข้าง ๆ
ไม่รู้ว่าลี่หรงกดไปกี่ครั้ง เด็กน้อยก็พ่นอะไรบางอย่างออกมาแล้วก็แผดเสียงร้องไห้
หญิงสาวที่เพิ่งจะหยุดร้องไห้ เมื่อได้ยินเสียงของเด็กน้อยก็รีบวิ่งเข้ามา กอดเด็กน้อย
ลี่หรงมองภาพตรงหน้าที่ดูจะตลกไปเสียหน่อย อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
ไม่รู้ว่าใครในนั้นที่ร้องไห้ก่อน แล้วก็มีคนปรบมือชมเชยลี่หรงว่าเป็นคนดีมีน้ำใจทีละคนสองคน
ยังมีคนถามด้วยว่าลี่หรงเป็นหมออยู่โรงพยาบาลไหน
“ฉันไม่ใช่หมอหรอกค่ะ” ลี่หรงยิ้ม “พอดีเรื่องแบบนี้ฉันเคยเจอมาก่อนเลยพอจะจัดการได้ ถ้าเป็นเรื่องอื่นคงจะช่วยไม่ได้เหมือนกัน”
หญิงสาวเสื้อขนเฟอร์สีดำมองเด็กน้อยที่ไม่เป็นอะไรแล้ว ก็เลยไม่ได้เอาเรื่องกับลี่หรง
เด็กน้อยร้องไห้อยู่ในอ้อมกอดของแม่อยู่นาน กว่าผู้เป็นแม่จะนึกถึงลี่หรง เธออุ้มเด็กน้อยพลางเช็ดน้ำตาลุกขึ้นหยิบเงินจำนวนมากจากกระเป๋าถือยื่นให้ลี่หรง “นี่เป็นค่าตอบแทนให้คุณค่ะ”
ใบหน้าของลี่หรงเคร่งขรึมชั่วขณะ เธอกะพริบตาและโบกมือ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แค่ต่อไปก็ดูแลเด็กให้ดี ๆ ก็พอแล้ว”
เธอเหลือบไปเห็นสิ่งที่เด็กน้อยอาเจียนออกมาเมื่อครู่เป็นเกาลัด
ลี่หรงและสวีเหยียนก็กลับไปที่โต๊ะเพื่อรับประทานอาหารต่อ
หลังจากพูดคุยกันเป็นชั่วโมง ทุกคนต่างก็กินจนอิ่มหนำสำราญ
เมื่อถึงเวลาจ่ายเงิน
พนักงานร้านแจ้งลี่หรงอย่างสุภาพว่ามีคนจ่ายค่าอาหารให้โต๊ะของพวกเธอแล้ว
ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้ว่าเป็นหญิงสาวเมื่อครู่
และหญิงสาวก็หายตัวไปแล้ว
เฉิงอิงถอนหายใจ “ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้กินฟรี”
เฉาเหลียงอวี้หัวเราะคิกคัก “จริงด้วยนะคะ แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นคุ้น ๆ นะ”
ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านที่หน้าประตูโรงแรม เฉาเหลียงอวี้ถามลี่หรงอย่างเขินอายว่า “หลังจากนี้ฉันไปเที่ยวหารุ่นพี่ได้ไหมคะ?”
“ได้อยู่แล้ว มหาวิทยาลัยอยู่ใกล้บ้านฉันแค่นิดเดียว ถ้าว่างเธอมาหาฉันได้ตลอดนั่นแหละ”
ลี่หรงกลับมาถึงบ้านตอนฟ้ามืด เธอบอกกับแม่จ้าวว่าไม่กินข้าวเย็น แม่จ้าวจึงไม่ได้เตรียมอาหารไว้ให้ เมื่อเห็นว่าเธอกลับมาแล้ว แม่จ้าวจึงพูดว่า
“น้ำร้อนอยู่ในหม้อนะ”
เด็กน้อยกำลังเล่นของเล่นอยู่ในห้องโถง วันนี้แม่จ้าวพาหลานชายออกไปเดินเล่นทำให้เพลียและรู้สึกง่วงนอน
หลังลี่หรงอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอก็ให้แม่จ้าวไปพักผ่อน
แม่จ้าวพยักหน้าแล้วเดินออกไป แล้วหันกลับมาถามลี่หรงอีกครั้ง “พรุ่งนี้ ถ้าทำเรื่องเอกสารเสร็จ อันอันจะได้หยุดแล้ว ลูกจะไปรับเองหรือให้แม่ไปรับอันอันล่ะ?”
เรื่องยุ่ง ๆ ก็ทำจะเสร็จเกือบหมด ส่วนเรื่องของร้านฝูหรงก็ทำไม่รู้จบอยู่แล้ว ลี่หรงจึงเลือกที่จะหาเวลามาทำเรื่องให้เจ้าตัวน้อยบ้าง
หมู่บ้านต้าเจียง
“เฮ้! พี่จ้าวมาพอดีเลย พี่ดูสิว่าคนที่อยู่ในหนังสือพิมพ์นี่ใช่พี่สะใภ้หรือเปล่า?”
เจ้าของร้านของชำเห็นจ้าวชิงซงเข้ามา ก็รีบหยิบหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งมาวันนี้ ยื่นให้จ้าวชิงซงพร้อมถามด้วยความตื่นเต้น
เจ้าของร้านชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ได้อ่านแค่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ยังซื้อหนังสือพิมพ์จากเมืองหลวงมาอีกฉบับโดยเฉพาะ เพื่อที่จะได้รู้ข่าวสารบ้านเมือง
ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยบนหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วเมื่อเห็นชื่อมหาวิทยาลัยชิงหัวก็ยิ่งแน่ใจมากยิ่งขึ้น พอดีจ้าวชิงซงมาซื้อของก็เลยถามเขาไปตรง ๆ
จ้าวชิงซงรับหนังสือพิมพ์มาดูก็เห็นว่าใช่ภรรยาของเขาจริง ๆ
เขาอ้าปากกว้างยิ้มร่า “ใช่จริงด้วย นาน ๆ เจอกันที ภรรยาผมยิ่งสวยขึ้นแถมยังได้รางวัลที่สามในการแข่งขันออกแบบเสื้อผ้าได้ที่มหาวิทยาลัยชิงหัวการอีกด้วย”
เจ้าของร้านก็ดีใจด้วย “พี่สะใภ้เก่งจัง แต่ถ้าจำไม่ผิดพี่เคยบอกว่าพี่สะใภ้จบการศึกษาแล้ว ทำไมยังได้ไปแข่งขันอะไรของมหาวิทยาลัยอีกล่ะ? หรือว่าเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแล้วยังกลับไปแข่งได้อีก”
“นั่นก็เพราะว่าพี่สะใภ้เก่งมากไงล่ะ ไม่แน่อาจจะเป็นทางมหาวิทยาลัยเชิญเธอกลับไปแข่งเองก็ได้”
จ้าวชิงซงทำท่าเหมือนว่าเขาไม่รู้เรื่อง เขามองคู่สนทนาแล้วล้วงเงินในกระเป๋าเสื้อมาวางบนตู้ แล้วหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมา “หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ฉันขอซื้อนะ”
เจ้าของร้านได้แต่กะพริบตามองตามหลังจ้าวชิงซงพลางคิดในใจ พี่จ้าวเข้าร้านมาเพื่อจะซื้ออะไรกันแน่นะ?