ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 223 คฤหาสน์ที่ฝูเจี้ยน
บทที่ 223 คฤหาสน์ที่ฝูเจี้ยน
เด็กชายตัวเล็กที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวเป่า ลี่หรงได้ช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อคืนนี้ แต่ก็ไม่ได้ทันสังเกต คิดแค่ว่าหน้าตาคุ้น ๆ ยังนึกไม่ออก จนผู้หญิงคนนั้นพูดขึ้น
ลี่หรงพยักหน้า “ขอบคุณคุณนายที่ช่วยจ่ายค่าอาหารเมื่อคืนให้ แต่ฉันคิดว่าควรคืนเงินให้คุณนะคะ”
ผู้หญิงคนนั้นโบกมือไปมา “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร คุณช่วยชีวิตเสี่ยวเป่าของเราไว้ แค่ค่าอาหารไม่กี่หยวนจะคิดมากทำไมกัน ครอบครัวเรามีเงิน ไม่ได้ขัดสนกับเรื่องแค่นี้หรอก คุณคิดซะว่าฉันเลี้ยงข้าวคุณเพื่อเป็นการตอบแทนที่ช่วยชีวิตลูกชายฉันก็แล้วกันนะคะ”
ครอบครัวเรามีเงิน…
ลี่หรงนึกถึงตอนที่อีกฝ่ายหยิบธนบัตรพันหยวนออกมาจากกระเป๋าทั้งปึกโดยไม่นับเลย ครอบครัวนี้ดูแล้วคงจะรวยจริง ๆ นั่นแหละ
เธอรู้สึกอึดอัดใจเมื่อมองดูอีกฝ่าย เธอรู้ตัวไหมว่าการพูดแบบนี้จะทำให้คนอื่นรู้สึกไม่พอใจ?
ดีเหมือนกันที่ลี่หรงเองก็มีเงินอยู่บ้าง แต่ดูจากผู้หญิงคนนี้แล้วเธอคงเป็นคนใช้เงินมือเติบ จะรวยขนาดไหนกันลี่หรงก็อดอยากรู้ไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าถามออกไป
“แม่ครับ นี่คือเพื่อนสนิทของผมชื่ออันอัน”
“แม่ นี่คือเพื่อนสนิทของอันอันชื่อเสี่ยวเป่าครับ”
เด็ก ๆ ทั้งสองคนจูงมือแม่ของตัวเอง แนะนำเพื่อนของตัวเองให้กันและกัน
“หนูคือเสี่ยวเป่าเหรอจ๊ะ?” ลี่หรงมองเสี่ยวเป่า เธอไม่ได้สังเกตเมื่อคืนว่าฟันหน้าของเขาหลุดไป เธอบอกได้เลยว่าเป็นเพราะเขากินขนมเยอะเกินไป
เด็กชายคนนี้ดูเหมือนลูกหลานบ้านคนรวย อากาศหนาวแล้วแต่ก็ไม่มีอาการหนาวสั่นเลย เขายิ้มให้กับลี่หรงและทักทายว่า “สวัสดีครับคุณน้า”
อันอันก็ทักทายด้วยมารยาทว่า “สวัสดีครับคุณน้า”
ผู้หญิงคนนั้นหัวเราะอย่างมีความสุข “โอ้ พวกเรามีเรื่องบังเอิญเยอะเชียว! คุณช่วยเสี่ยวเป่าเมื่อคืน แล้วเสี่ยวเป่าก็เรียนอยู่ห้องเดียวกับลูกชายคุณด้วย”
โชคชะตาก็ช่างประหลาดดี ลี่หรงยิ้ม “คุณแม่ของเสี่ยวเป่า คุณก็มาทำเรื่องหยุดเรียนใช่ไหมคะ?”
“ใช่แล้ว คุณทำเสร็จแล้วเหรอคะ?” ผู้หญิงคนนั้นโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย มองหน้าลี่หรง “ถ้าไม่ได้เห็นด้วยตาตัวเอง ฉันคงไม่เชื่อแน่ ๆ ว่าลูกชายคุณโตขนาดนี้แล้ว โอ๊ยผิวพรรณคุณดีจังแถมสวยด้วย ไม่เหมือนฉันที่อ้วนขึ้นแถมผิวก็ยิ่งแย่ลงอีก คุณใช้ครีมอะไรทาหน้าคะ?”
“ฉันจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ” ลี่หรงไม่คิดว่าผู้หญิงคนนี้จะสังเกตเห็นใบหน้าของเธอ เธอจึงตอบคำถามของอีกฝ่ายก่อน แล้วจึงพูดต่อ “ฉันไม่ได้ใช้อะไรเลยนอกจากครีมโสมกับน้ำมันหอยเป๋าฮื้อค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นมีรูปร่างอวบอั๋น แต่ไม่ใช่แบบอ้วนตัน เป็นผู้หญิงที่มีหน้าอกใหญ่ เอวคอด ก้นใหญ่ และมีแก้มเยอะ เธอจับใบหน้าตัวเอง “แปลกจัง ฉันก็ใช้ของพวกนี้นะ ทำไมหน้าฉันถึงได้แห้งกร้านแบบนี้ล่ะ?”
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ยังขึ้นอยู่กับกิจวัตรประจำวันและนิสัยในการกิน ลี่หรง ไม่สนิทกับอีกฝ่ายมากนัก จึงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีนิสัยอย่างไร จึงไม่กล้าพูดอะไรมาก
และเครื่องสำอางบนใบหน้าของอีกฝ่ายก็หนาเตอะ ไม่รู้ว่าสภาพผิวที่แท้จริงของเธอเป็นอย่างไร
ลี่หรงมองดู “เอ่อ คุณนายถ้ามีเวลาว่าง ลองไปหาหมอดูนะคะ ฉันแนะนำว่าคุณไม่ควรทาแป้งหนาจนเกินไปด้วยนะคะ”
ผู้หญิงคนนั้นยิ้มอย่างเขินอาย “ถ้าไม่ทาก็ปกปิดรอยอะไรไม่ได้น่ะสิคะ”
ลี่หรงคิดในใจ ทาแล้วก็ยังปกปิดอะไรไม่ได้อยู่ดีเธอจึงยิ้ม ๆ “ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่คุณอาจลองงดทาแป้งสักพัก แล้วก็ทาครีมหอยเป๋าฮื้อให้ชุ่มชื้นทุกวันก่อนนะคะ”
ผู้หญิงคนนั้นพยักหน้าแล้วรีบพูด “ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณนายหรอกพวกพี่ ๆ เรียกฉันว่าชิงชิง เธอก็เรียกฉันว่าชิงชิงเถอะ เสื้อผ้าของเธอก็ดูสวยดีนะ ซื้อมาจากไหนเหรอ?”
สายตาของอีกฝ่ายยังคงจับจ้องไปที่ชุดของลี่หรง
เสื้อผ้าที่ลี่หรงสวมใส่วันนี้ดูสง่างาม เสื้อคลุมยาวสีดำถึงน่อง สวมทับชุดกี่เพ้าสีเหลืองอ่อน บนชุดกี่เพ้ามีลวดลายดอกท้อสีชมพู
ชุดแบบนี้ดูแปลกใหม่สำหรับหรานชิงชิง เพราะบรรดาพี่สาวน้องสาวของเธอมักสวมเสื้อคลุมขนสัตว์หรือเสื้อผ้าที่ทำจากหนังสัตว์อื่น ๆ มากกว่า
“ชุดกี่เพ้าของพวกพี่ ๆ น่ะ ไม่มีอันไหนสวยเท่าของเธอเลย บอกฉันหน่อยได้ไหมว่าคุณตัดชุดกี่เพ้ากับช่างตัดเสื้อที่ไหน?”
สีหน้าของหรานชิงชิงบอกให้รู้ว่าเธอไม่ได้พูดเพียงเพราะเอาใจ แต่เธอชอบชุดของลี่หรงจริง ๆ
ลี่หรงนึกถึงตอนที่เห็นบรรดาพี่สาวน้องสาวของหรานชิงชิงเมื่อคืนนี้ ซึ่งต่างก็สวมเสื้อผ้าขนสัตว์ฟู ๆ
และพวกเธอก็ค่อนข้างอวบอ้วน
ดูคล้ายรสนิยมของเศรษฐีใหม่จัง
ลี่หรงสะดุ้งโหยง เธอเกือบลืมธุรกิจของตัวเองไปแล้ว นี่มันไม่ใช่โอกาสทองในการรับงานใหม่หรือไง?
เธอหัวเราะ “ชุดนี้ฉันทำเองค่ะ”
“หา!~ คุณทำเองเหรอ?” หรานชิงชิงตกใจจนตาโต “ถ้าอย่างนั้น คุณแม่อันอันช่วยทำให้ฉันสักชุดได้ไหมคะ? เรื่องเงินฉันพร้อมจ่าย”
“คุณแม่เสี่ยวเป่าพูดมาขนาดนี้ ฉันก็จะไม่ปิดบัง ฉันเปิดร้านรับตัดชุด ถ้าคุณสนใจก็ลองมาดูที่ร้านฉันก่อนก็ได้นะคะ”
หลังจากบอกที่อยู่เสร็จลี่หรงก็ขอตัวกลับ
เช้าวันต่อมาก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
ลี่หรงรับสาย ปลายสายตะโกนเรียกเธออย่างตื่นเต้นลี่หรง
“เฉิงอิง?”
“ฉันเอง เธอเคยบอกว่าอยากซื้อบ้านที่ฝูเจี้ยนใช่ไหม? เมื่อเช้ามีคนมาที่ธนาคารแล้วมาถามเรื่องจำนองบ้าน ฉันเลยนึกถึงเธอทันที เธอจะมาดูก่อนไหม ถ้าจะมาฉันจะได้บอกเขาให้”
เช้าขนาดนี้ก็มาที่ธนาคารเพื่อจำนองบ้าน อีกฝ่ายน่าจะต้องการใช้เงินด่วน
แน่นอนว่าลี่หรงสนใจ เธอไม่ได้คิดอะไรเลย “ฉันสนใจ เธอช่วยบอกเขาให้ฉันด้วย”
ลี่หรงได้ยินเฉิงอิงพูดคุยอะไรบางอย่างกับคนทางนั้น อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายอยู่ห่างจากไมโครโฟน สักพักเสียงที่ดังมาจากโทรศัพท์ก็ชัดเจนขึ้น “เขาถามว่าเธอจะมาดูเมื่อไหร่ ถ้าจะมาเขาก็จะให้เธอดูให้เสร็จก่อน”
การเอาบ้านไปจำนองที่ธนาคาร จำนวนเงินที่ได้จะไม่มากเท่ากับที่ซื้อขายกันเองเพราะธนาคารก็ต้องได้กำไร
สำหรับลี่หรงแล้วการไปซื้อบ้านที่ธนาคารยึดมา ราคาก็จะแพงกว่าไปซื้อกับเจ้าของโดยตรงอยู่มาก
ธนาคารไม่ได้เปิดเพื่อการกุศล ในฐานะที่เป็นตัวกลาง ธนาคารย่อมต้องการหากำไร
เฉิงอิงทำงานที่ธนาคารน่าจะรู้เรื่องนี้ดี เธอจะรับบ้านที่ธนาคารยึดไปก่อน แล้วค่อยโอนให้ลี่หรงก็ได้ แน่นอนว่าเธอจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ก็ได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนจากการที่เธอได้ทำงานชิ้นใหญ่
แต่เธอเลือกที่จะบอกลี่หรงก่อน ไม่ได้ทำตามกระบวนการของธนาคาร ไม่ว่าเธอจะต้องการผูกมิตรกับลี่หรงหรือไม่ หรืออาจไม่รู้กฎเกณฑ์ของที่ทำงาน ลี่หรงก็ย่อมจดจำความช่วยเหลือของเธอครั้งนี้เอาไว้แน่นอน
“ฉันว่างตลอด เธอถามเขาให้หน่อยว่าสะดวกให้ฉันเข้าไปดูบ้านตอนไหนได้บ้าง”
ดูเหมือนฉันจะได้ยินเสียงผู้ชายพูดอะไรอยู่ฝั่งตรงข้าม เสียงที่ดังมาจากโทรศัพท์ก็กลายเป็นเสียงผู้ชาย “คุณจะดูบ้านที่ฝูเจี้ยนใช่ไหม? ผมบอกคุณไว้ก่อนนะ คฤหาสน์หลังนั้นเป็นของบรรพบุรุษตกทอดมาอย่างน้อยก็สองแสน ถ้าคุณมีจ่ายก็มาดูได้ ไม่งั้นก็อย่าเสียเวลาเลย”
น้ำเสียงฟังดูแข็งกร้าวจัง
ลี่หรงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายโกหกเรื่องราคาหรือเปล่า บางทีอาจจะพูดเพื่อดูว่าเธอมีปัญญาจ่ายหรือไม่
สองแสนหยวน ฉัน…ไม่มี!
แต่ตอนนี้มีบ้านที่ตั้งราคาไว้ที่สองแสนหยวน เดาได้เลยว่าในอนาคตจะสามารถขายออกไปได้ในราคาสูงขนาดไหน!
เมื่อคิดถึงตรงนี้หัวใจของลี่หรงก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ถ้ามันมีค่ามากขนาดนั้นจะให้กู้เงินมาซื้อเธอก็ยอมเสี่ยง
ในอนาคตลี่หรงรู้ดีว่าราคาบ้านในเมืองหลวงจะแพงขึ้นขนาดไหน การซื้อบ้านตอนนี้แล้วไปขายต่อในอนาคต นั่นเป็นธุรกิจที่ไม่มีทางขาดทุนอย่างแน่นอน
“สองแสนเหรอ ฉันก็ต้องดูบ้านของคุณก่อนว่าคุ้มค่าหรือเปล่า?” ลี่หรงไม่ได้บอกว่ามีหรือไม่มี แต่ตอบกลับไปแบบกำกวมแล้วก็ถามอีกฝ่ายว่าที่อยู่คือที่ไหน
ชายคนนั้นเห็นว่าลี่หรงไม่ได้ตกใจมากนักหลังจากที่ได้ยินราคาสองแสนหยวน และยังตั้งคำถามเกี่ยวกับคฤหาสน์ของเขาอย่างใจเย็น เขาคิดว่าเธอน่าจะมีเงินเลยบอกที่อยู่แล้วให้เข้าไปดูได้เลย
พอนัดเวลากันเรียบร้อยแล้วก็วางสายไป
ลี่หรงรีบกลับบ้านไปบอกให้ลี่รุ่ยจือรีบมาหาเธอเดี๋ยวนี้
พอลี่รุ่ยจือได้ยินว่ามีบ้านในฝูเจี้ยนก็รีบออกจากบ้านทันที
วันนี้ลี่ข่ายจือต้องไปทำงานที่กองทัพที่บ้านไม่มีรถยนต์ ลี่รุ่ยจือเลยปั่นจักรยานมาที่บ้านล้อมลาน พลางคิดในใจว่าคงต้องหาซื้อรถยนต์สักคันเพื่อความสะดวกแล้ว
ลี่หรงกับลี่รุ่ยจือมาเจอกันที่ฝูเจี้ยน
ตามป้ายที่ติดไว้ก็มาถึงสถานที่จริงได้สำเร็จ
ลี่หรงมองประตูใหญ่โตโอ่อ่า สิงโตหินหน้าประตู ประตูสีแดงเข้มใหญ่โต มองจากหน้าประตูก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่า การตกแต่งภายในคงหรูหราไม่ใช่น้อย
ไม่รู้ว่าเป็นจวนของขุนนางผู้สูงศักดิ์ท่านใด
ใจของลี่หรงเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ คฤหาสน์หลังนี้อาจจะมีราคาสูงถึงสองแสนก็ได้ เธอไม่มีเงินขนาดนั้นแต่เธอก็อยากได้บ้านหลังนี้เหลือเกิน
เธอรีบกลืนน้ำลายลงคอ แล้วสบตากับลี่รุ่ยจือที่ตกใจไม่แพ้กัน
ลี่รุ่ยจือมองประตูนั้นอยู่นาน “เธอแน่ใจนะว่าเรามาถูกที่น่ะ?”
“ไม่ผิดหรอกค่ะ ฝูเจี้ยนสิบหกก็มีแค่ที่นี่” ลี่หรงใช้ข้อศอกดันเขา “ไหน ๆ ก็มาแล้ว เข้าไปดูหน่อยเถอะ แล้วก็จำไว้ให้ดีด้วยนะคะ”
“รู้แล้วน่า อย่าให้คนอื่นรู้ว่าเราไม่มีปัญญาซื้อใช่ไหมล่ะ?”