ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 224 คฤหาสน์ราคาสองแสนกว่า!
บทที่ 224 คฤหาสน์ราคาสองแสนกว่า!
ประตูทางเข้าคฤหาสน์หลังนี้สูงใหญ่มาก กว้างประมาณสามห้อง มีห้องนั่งเล่นสองด้าน ในสมัยโบราณน่าจะเป็นจวนหรือตำหนักของเป้ยเล่อ*[1] หรือเป้ยจื่อ*[2]
ไม่รู้ว่าด้านในมีกี่ห้อง ถ้าใหญ่จริงก็ถือว่าคุ้มค่ากับราคาสองแสน ถึงแม้ลี่หรงจะหาเงินได้ครบสองแสนหยวน แต่ก่อนจะซื้อก็ต้องคิดให้ดีอีกครั้ง
เธอกลัวว่าหากคฤหาสน์หลังนี้เป็นตำหนักหรือที่อยู่ของเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางใหญ่จริง แล้วทางรัฐบาลมาเรียกคืนไป เธอคงไม่ได้อะไรเลย
ในยุคหลัง เธอไม่ได้สนใจว่าเมื่อหน่วยงานคุ้มครองนำบ้านเหล่านี้ไปแล้ว จะมีการชดเชยให้เจ้าของบ้านหรือไม่ ถ้าไม่ได้อะไรเลยก็เท่ากับว่าเธอขาดทุนเห็น ๆ
ในขณะนั้นก็มีชายอายุประมาณสามสิบปีเปิดประตูให้ ท่าทางดูเหมือนว่าเขาจะเป็นข้าราชการ ลี่หรงไม่ค่อยเชื่อว่าคนที่ขู่ทางโทรศัพท์ว่าถ้าเธอไม่มีเงินสองแสนหยวนก็อย่ามาดูบ้านจะเป็นคนนี้
เธอเดินไปดูลานบ้านพลางถามไปว่า “คุณคือคนที่คุยโทรศัพท์กับฉันเมื่อเช้าใช่ไหมคะ?”
ชายคนนั้นพยักหน้า “ใช่ครับ เป็นผมเอง เมื่อเช้าผมพูดจาแรงไปหน่อย แต่ก็เพราะไม่อยากให้เสียเวลามากเกินไป ตรงนี้คือส่วนที่สองครับ”
ลี่หรงกับเขาเดินเข้าไปด้วยกัน ทางเข้าบ้านดูโอ่อ่ากว้างขวาง ประตูทางเข้าได้รับการตกแต่งอย่างอลังการ ลี่หรงคิดว่าข้างในคงจะใหญ่มากน่าจะมีเรือนย่อยอีกสี่หรือห้าหลัง
แต่ไม่คิดว่าจะมีเพียงสามหลัง
แต่ก็ใหญ่พอสมควร ลี่หรงมองคร่าว ๆ เห็นบ้านเล็กบ้านน้อยประมาณสิบสองหลัง ลานบ้านกว้างขวาง จะปลูกต้นไม้หรือจะต่อเติมห้องใหม่ก็ยังได้
บ้านแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่น่าจะใช่บ้านของเจ้านายหรือบ้านบรรพบุรุษของคนมีชื่อเสียง
เพื่อความแน่ใจลี่หรงจึงถามว่า “คุณจั๋ว บรรพบุรุษของคุณเกี่ยวข้องกับจั๋วจงถัง *[3] หรือเปล่าคะ? คุณเป็นลูกหลานของเขาเหรอคะ?”
จั๋วเหวินอี้อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นส่ายหัวและหัวเราะ “ถ้าบรรพบุรุษของผมเป็นจั๋วจงถังจริงก็คงไม่อยากขายบ้านบรรพบุรุษหรอกครับ ถึงผมจะแซ่จั๋วแต่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจั๋วจงถังหรอกครับ”
ลี่รุ่ยจือไม่เข้าใจว่าลี่หรงจะถามหาบรรพบุรุษของคนอื่นทำไม แต่เขากลับชอบบ้านหลังนี้มาก ที่ถนนฝูเจี้ยนไม่ไกลจากที่นี่ ทางเข้าดูโอ่อ่า ห้องก็ใหญ่ ลานก็กว้างเหมาะให้เด็ก ๆ วิ่งเล่น
โชคดีที่ตอนนั้นไม่ได้ซื้อที่ตรอกเซี่ยงฝู ที่นี่ดีกว่าที่นั่นเยอะเลย
เขาปัดเศษหญ้าที่ถอนเมื่อครู่ออก แล้วหันไปทางจั๋วเหวินอี้ ถามเขาอย่างตรงไปตรงมาว่า “คุณจั๋วครับ คุณตั้งราคาขายคฤหาสน์หลังนี้ไว้ที่เท่าไหร่เหรอครับ?”
เมื่อก่อนหน้านี้จั๋วเหวินอี้ไม่ได้ซักถามความสัมพันธ์ของชายหญิงคู่นี้ เมื่อเห็นรูปลักษณ์ที่เหมาะสมกันก็คิดในใจว่าคงเป็นสามีภรรยากัน
ขณะนำทั้งสองเดินชมคฤหาสน์ ส่วนใหญ่หญิงสาวจะเป็นฝ่ายซักถาม ทำให้เขายิ่งมั่นใจว่าทั้งคู่คงเป็นคู่แต่งงานใหม่ที่กำลังมองหาบ้านหลังใหม่อยู่
เสื้อผ้าและคำพูดของทั้งคู่ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นพวกมีอันจะกิน พอชายหนุ่มเอ่ยปากถามถึงราคาจั๋วเหวินอี้ก็คิดว่าอีกฝ่ายคงสนใจจริง ๆ
เขาตั้งใจจะขายที่ราคาสองแสนหยวน แต่ด้วยวัยของเขาจั๋วเหวินอี้ก็รู้ว่าต้องเผื่อต่อราคาเอาไว้ จั๋วเหวินอี้กัดฟันแล้วพูดว่า “จะบอกให้ตรง ๆ เลยก็ได้ว่าเดิมทีฉันตั้งใจจะขายที่สองแสนสองหมื่นหยวน แต่เห็นว่าพวกคุณตั้งใจจะซื้อจริง ๆ งั้นตกลงใจที่ราคาสองแสนหนึ่งหมื่นหยวนดีไหม?”
สองแสนหนึ่งหมื่นหยวน!
เงินของลี่หรงกับจ้าวชิงซงรวมกันบวกกับของลี่รุ่ยจือ พอรวมกันแล้วก็น่าจะได้อยู่
แต่มันแพงมากจริง ๆ ถึงกับต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดที่มีเลยนะ!
ถึงแม้ลี่รุ่ยจือจะชอบคฤหาสน์หลังนี้มากแค่ไหน แต่ในใจก็รู้ดีว่าเงินตัวเองไม่พอ การซื้อบ้านไม่เหมือนกับการซื้อเสื้อผ้าข้างนอก ถึงจะมีเงินแสน แต่ถ้าต่อราคาครั้งแรกแล้วลดไปตั้งหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นหยวนก็คงไม่ได้
ถ้าพูดแบบนั้นออกไปจริง ๆ จั๋วเหวินอี้คงเอาไม้กวาดที่มุมกำแพงไล่ตีเขาออกไปพร้อมด่าว่า “หน้าด้านจริง ๆ” แน่
จั๋วเหวินอี้เห็นว่าชายหนุ่มหญิงสาวตรงหน้าต่างคนต่างไม่พูดอะไร ก็ไม่รีบร้อนแล้วถามว่า “พวกคุณมีอะไรสงสัยอีกหรือเปล่า บ้านหลังนี้ขายในราคาถูกที่สุดแล้วนะครับ”
เมื่อเห็นว่าลี่หรงกำลังคิดอยู่จริง ๆ จั๋วเหวินอี้ก็พูดโอ้อวดตัวเองว่า “บ้านหลังนี้เป็นของบรรพบุรุษ ตอนที่รัฐบาลคืนทรัพย์สินของบรรพบุรุษให้กับลูกหลาน ที่จริงเป็นคฤหาสน์ที่มีทั้งหมดสี่ส่วน แต่เพราะเหตุผลบางอย่างก็เลยต้องแยกออกไป ตอนนี้เหลือแค่สามส่วน แต่พื้นที่ก็ยังใหญ่มาก ตัวบ้านและสวนรวมกันแล้วมีพื้นที่ทั้งหมด 560 ตารางเมตร ต่อมาได้มีการซ่อมแซมใหม่ ไม่มีกำแพงหรือตัวบ้านที่ชำรุดเสียหายแล้ว นอกจากนั้นยังมีเฟอร์นิเจอร์ไม้แดงอีกมากที่เราไม่คิดจะขนย้ายออกไป ตอนนี้เห็นเป็นแบบไหน ถ้าซื้อก็จะเป็นแบบนั้น…”
ลี่หรงได้ดูแล้วก็เป็นอย่างที่จั๋วเหวินอี้พูดจริง ๆ
แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะยอมจ่ายให้เขาในราคาสองแสนหนึ่งหมื่นหยวน เธอต้องจ่ายเงินสองแสนหนึ่งหมื่นจริง ๆ น่ะหรือ?
เธอประเมินราคาตามราคาบ้านที่เคยดูมาก่อน แล้วก็ถามลี่รุ่ยจือด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “คิดว่าที่นี่เป็นยังไงบ้างคะ?”
ลี่รุ่ยจือลูบหัวตัวเอง พูดด้วยความเขินอายเล็กน้อยว่า “ฉันว่าก็ดีนะ คาดว่าพ่อตาในอนาคตเห็นแล้ว อาจจะรีบให้ฉันกับหนิงหนิงไปจดทะเบียนสมรสกันเลยก็ได้ แต่ว่ามันแพงเกินไป! เธอคิดว่าพี่ชายเธอจะไปหาเงินมาจากไหนได้ตั้งสองแสนหนึ่งหมื่นล่ะ? ต่อรองยังไงก็คงไม่ลดลงไปมากกว่านี่แล้ว ตอนนี้ฉันมีจ่ายแค่แสนเดียวเท่านั้นแหละ”
“จะบ้ารึเปล่า?” หลี่หรงบีบมือเขา “ต้องต่อราคาอยู่แล้วสิ เดี๋ยวนะพี่อย่าเพิ่งพูดอะไร ต่อให้เราไม่ซื้อก็ไม่ต้องจ่ายตามราคานี้”
“คุยกันเรียบร้อยหรือยังครับ คุณลี่?” จั๋วเหวินอี้พูด “คฤหาสน์นี้แข็งแรงมาก บรรพบุรุษของผมใช้แต่วัสดุอย่างดีในการก่อสร้าง หากพวกคุณซื้อไปเป็นเรือนหอไว้อยู่ด้วยกันในอนาคต ที่นี่ก็เหมาะสมที่สุดแล้ว”
ลี่หรงพอใจกับบ้านหลังนี้อยู่แล้ว
แต่ยังไงก็ต้องต่อรองราคา
ผังบ้านไม่เล็ก ที่ตั้งอยู่ถัดจากถนนใหญ่ฝูเจี้ยน บรรพบุรุษของจั๋วเหวินอี้ไม่ใช่จั๋วจงถัง จึงไม่มีปัญหาเรื่องการส่งมอบในภายหลัง และภายในบ้านก็สะอาดมีลานสองลานไม่มีของรก
“คุณจั๋วคะ บ้านของคุณก็ถือว่าดีจริง ๆ นั่นแหละค่ะ แต่สองแสนหนึ่งหมื่นเนี่ยฉันคิดว่ามันแพงไปหน่อย พอดีฉันเพิ่งไปดูบ้านที่ตรอกเซี่ยงฝูมาเมื่อไม่นานมานี้ บ้านที่ไม่ต่างจากของคุณราคาแค่แปดหมื่นเองนะคะ”
จั๋วเหวินอี้ได้ยินราคาแปดหมื่นก็ใจเต้นแรงพูดด้วยความรีบร้อน “ตรงนี้กับตรอกเซี่ยงฝูเทียบกันไม่ได้นะ ที่นี่เป็นถนนใหญ่ อนาคตย่อมถูกพัฒนาให้ดีขึ้นอีกแน่นอน ตรอกเซี่ยงฝูค่อนข้างไกลจากเมืองหลวงใช่ไหมครับ ที่นั่นอยู่ถึงวงแหวนที่สามหรือสี่เลยนะ”
ลี่หรงอยากหัวเราะเล็กน้อย ไม่ว่าเมื่อไหร่คนในเมืองหลวงก็ดูถูกบ้านแถบชานเมืองไม่เปลี่ยน
ไม่รู้ว่าถ้าพวกเขารู้ว่าในอนาคตราคาบ้านที่ตรอกเซี่ยงฝูที่อยู่ในเขตโรงเรียน และราคาบ้านที่อยู่ในวงแหวนที่สี่หรือห้า จะทำหน้าตาเหยียดหยาม หรือพูดว่าวงแหวนที่สี่และห้าอยู่ไกลเมืองหลวงได้อีกหรือไม่
“ที่คุณพูดมาก็ไม่ผิด แต่ตรงนั้นไปโรงเรียนสะดวกกว่า” ลี่รุ่ยจือพูด
“แถวนั้นมีโรงเรียนเยอะมาก อนาคตเด็ก ๆ ไปโรงเรียนจะได้สะดวก คุณจั๋วตั้งราคาไว้สูงขนาดนี้ แต่ถ้าเทียบกับที่นั่นแล้วเราซื้อบ้านได้ตั้งสองหลัง แถมยังขนาดเท่ากับของคุณเลยด้วย”
จั๋วเหวินอี้ไปดูราคาในตรอกนั้นมาแล้วจริง ๆ เพราะบ้านที่เขาจะซื้อก็อยู่ไม่ไกล ที่อีกฝ่ายพูดไม่ใช่เรื่องโกหก
แต่คฤหาสน์หลังนี้ก็ขายในราคาเดียวกับตรอกเซี่ยงฝูไม่ได้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย “พวกคุณอยากได้ราคาเท่าไหร่?”
ลี่หรงมองเขาแล้วยิ้ม “ถ้าฉันซื้อ ราคาก็ต้องยิ่งต่ำยิ่งดี ฉันตั้งใจอยากซื้อจริง ๆ พูดกันตรง ๆ เลยก็ได้ หนึ่งแสนแปดหมื่นหยวน”
ลี่รุ่ยจือถึงกับอึ้งกิมกี่ เงียบและไม่กล้าสบตาใคร ตอนนี้เขามีเงินเก็บแค่หนึ่งแสน หากซื้อบ้านในราคาหนึ่งแสนแปดหมื่นจริง แล้วเขาจะไปหาอีกแปดหมื่นมาจากไหนกันล่ะ?
[1] เป้ยเล่อ (贝勒) หรือตัวหลัวเป้ยเล่อ (多罗贝勒) เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ชายลำดับที่ 3 คล้ายกับจวิ้นอ๋องแต่มีอำนาจทางการทหารต่ำกว่าจวิ้นอ๋องหนึ่งขั้น เดิมทีเป็นตำแหน่งผู้นำเผ่าต่าง ๆ ในยุคนอกด่าน เป็นตำแหน่งสำหรับพระโอรสหรือพระนัดดาที่ไม่ได้มีผลงานโดดเด่นอะไรมากนัก โอรสผู้สืบทอดตำแหน่งจวิ้นอ๋องที่ไม่ได้สืบสายมาจากอ๋องหมวกเหล็กก็จะได้รับตำแหน่งนี้เช่นกัน
[2] เป้ยจื่อ (贝子) หรือกู้ซานเป้ยจื่อ (固山贝子) เป็นตำแหน่งเชื้อพระวงศ์ลำดับที่ 4 คำว่าเป้ยจื่อถูกนำมาใช้สื่อความหมายถึงขุนนางชั้นสูง ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งเริ่มต้นสุดที่ฮ่องเต้จะแต่งตั้งให้กับพระโอรสหรือพระนัดดาเมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่ หากมีผลงานโดดเด่นก็สามารถเลื่อนขั้นได้ และโอรสผู้สืบทอดตำแหน่งเป้ยเล่อจะได้รับตำแหน่งเป้ยจื่อตามบรรดาศักดิ์
[3] จั๋วจงถัง เป็นขุนศึกและขุนนางชาวจีนในราชวงศ์ชิง