ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 225 เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแล้ว
บทที่ 225 เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นแล้ว
ถึงแม้ว่าจะกู้ยืมเงินได้ก็จริง แต่ถ้าเสิ่นหย่วนเทารู้ว่าเขาไปกู้ยืมเงินมาตั้งเกือบแสนเพื่อซื้อบ้าน เขาคงถูกกีดกันไม่ให้เจอกับหนิงหนิงอีกแน่ ๆ
แต่ลี่หรงบอกให้เขาอยู่เฉย ๆ เธอคงมีหนทางอะไรสักอย่างเขาคงต้องตั้งใจฟังไว้ก่อน
“หนึ่งแสนแปดหมื่น?” จั๋วเหวินอี้ขมวดคิ้วจนเกือบจะหนีบแมลงวันตายได้แล้ว “ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้แน่นอน!”
หนึ่งแสนแปดหมื่น มันน้อยกว่าราคาที่เขาตั้งขายอยู่สองหมื่นเลยนะ!
ตอนนี้ให้ไปทำงานในโรงงาน ทำงานกัดฟันสู้ตายทั้งปีก็ได้แค่สองสามแสนเท่านั้น
สองหมื่น!
นั่นมันอะไรกัน?
ไม่ได้เด็ดขาด!
ลี่หรงไม่ยอมอ่อนข้อเลยบอกให้ลี่รุ่ยจือเดินตามเธอไปแล้วพูดกับจั๋วเหวินอี้ว่า “คุณจั๋ว คุณกลับไปคิดดูก่อนก็ได้นะคะ ราคานี้ต่อรองไม่ได้แล้ว ถ้าคุณตกลงฉันพร้อมจ่ายเป็นเงินก้อนได้เลย เอาเป็นว่าฉันจะทิ้งเบอร์โทรไว้ให้ ถ้าคุณตัดสินใจได้แล้วก็ติดต่อมาได้ ฉันไม่อยากได้บ้านหลังนี้สักเท่าไหร่หรอก”
ลี่หรงกำลังจะเดินจากไป จั๋วเหวินอี้ร้อนใจรีบเรียกเธอไว้ “หนึ่งแสนเก้าหมื่นห้าพัน จ่ายเป็นก้อนเดียวเลย แล้วเราไปทำเรื่องโอนกันได้เลย”
ลี่หรงหยุดเดิน จั๋วเหวินอี้เริ่มมีอาการแปลก ๆ สีหน้าดูเปลี่ยนไป
แววตาที่เธอหันกลับมามองเฉียบแหลมราวกับมีด จั๋วเหวินอี้ใจหายวาบ คนนี้เป็นใครกันนะ?
ทำไมแววตาถึงได้น่ากลัวขนาดนี้?
เขารีบตั้งสติ “ราคานี้เป็นยังไง?”
“ไม่เป็นยังไงค่ะ” ลี่หรงยิ่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายต้องมีอะไรปิดบังอยู่ ถึงแม้จะหยุดเดินแต่เธอก็ไม่ยอมอ่อนข้อ “หนึ่งแสนแปดหมื่น ต่อรองไม่ได้ต่อจากนี้ก็ไม่เพิ่มแล้ว คุณจะโอนก็ได้ ฉันก็มีเงินจ่ายตอนนี้ได้เลย”
ใช่ อีกฝ่ายมีเงิน แต่ไม่ยอมจ่ายเงินตามที่จั๋วเหวินอี้ต้องการ
เขาพูดกัดฟันพูด “หนึ่งแสนเก้าหมื่น”
คราวนี้ลี่หรงเดินจากไปจริง ๆ ไม่คิดจะยืดเยื้ออีกแล้ว บ้านน่ะถ้ามีเวลายังไงหาที่ดีกว่านี้ได้
จั๋วเหวินอี้รีบตรงเข้าไปจับแขนลี่หรง “คุณลี่นี่เป็นราคาที่ยุติธรรมที่สุดแล้ว ผมรีบหาเงินไปซื้อบ้านจริง ๆ ไม่เช่นนั้นผมคงไม่ขายมรดกของบรรพบุรุษหรอก”
“ซื้อบ้านเหรอ?” ลี่หรงตกใจเขาขายคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่าหลังนี้เพื่อไปซื้อบ้าน
ซื้อบ้านอะไร
“ผมจะบอกคุณตรง ๆ นะ ตอนนี้ในตลาดมีบ้านจัดสรรอยู่ใกล้ ๆ ใช่ไหมล่ะ? มีโรงเรียนอยู่ใกล้ถนนวงแหวนที่สามด้วย ในบ้านมีการติดกระเบื้อง ไฟที่ติดทุกดวงก็ดูสว่าง ลูกของผมต้องไปโรงเรียน หลังจากนี้ถ้าได้ย้ายไปอยู่ที่นั่นก็จะสะดวกมากกว่า”
ลี่รุ่ยจือ “คุณพูดถึงบ้านจัดสรรที่ถนนวงแหวนด้านตะวันออกใช่ไหม?”
“ใช่แล้วล่ะ”
เมื่อเจ็ดแปดปีที่แล้ว ในเมืองหลวงเริ่มมีนโยบายเกี่ยวกับการแปลงสินค้าที่อยู่อาศัย จนกระทั่งปี 1980 อสังหาริมทรัพย์จึงได้มีการจดทะเบียนบริษัท และมีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร
จนถึงตอนนี้ปี 1982 ในท้องตลาดเริ่มมีบ้านจัดสรรเกิดขึ้นบ้างแล้ว
ถ้าลี่หรงไม่ได้คุยกับลี่รุ่ยจือเรื่องซื้อบ้านล้อมลาน ลี่รุ่ยจือก็คงจะถือเงินฝากไปซื้อบ้านจัดสรรแทนเช่นกัน
เจ้าของบ้านจั๋วเหวินอี้ต้องการขายคฤหาสน์ของบรรพบุรุษที่ถือครองอยู่ และเอาเงินไปซื้อบ้านจัดสรรหลังใหม่ก็พอจะเข้าใจได้
ลี่หรงฟังคนอื่นพูดมาบ้าง แต่ไม่เคยไปศึกษาข้อมูลจริง ๆ ตอนนี้เธอเองก็ไม่ได้มีเงินมากนัก จึงใช้จ่ายได้แค่ในสิ่งที่จำเป็น
ไม่ว่าตึกใหม่จะราคาถูกแค่ไหน หัวใจของลี่หรงก็อยู่แค่ที่บ้านล้อมลานเท่านั้น
เธอส่ายหน้าแล้วเรียกลี่รุ่ยจือให้เดินออกไป
จั๋วเหวินอี้กัดฟันแน่นไม่คิดจะเรียกลี่หรงไว้อีก
แต่ยังไม่ทันที่ลี่รุ่ยจือจะเดินออกไป ก็มีกลุ่มคนวิ่งตรงเข้ามาในคฤหาสน์
มีทั้งชายหญิง เด็กและผู้ใหญ่
คนเหล่านี้ต่างมีสีหน้าโกรธแค้น ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันแน่ ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนแก่และเด็ก ๆ อยู่ด้วยลี่หรงยังคิดว่าเป็นพวกมาทวงหนี้
ลี่หรงยังไม่ได้ซื้อบ้านหลังนี้ เรื่องของคนอื่นเธอก็ไม่ตั้งใจจะเข้าไปยุ่ง
แต่ยังไม่ทันได้ออกไปก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนว่า “จั๋วเหวินอี้ แกนี่ช่างใจดำ ไม่แม้แต่จะเหลียวแลญาติพี่น้องตัวเอง เพื่อเงินแกถึงกับยอมขายวิญญาณให้ซาตานไปแล้ว!”
ผู้คนโกรธจนกรูกันมาขวางทางเข้าออก
ลี่หรงออกไปไม่ได้ จึงถอยกลับไปที่กำแพงพร้อมกับลี่รุ่ยจือ
ลี่รุ่ยจือกระซิบถามลี่หรงว่า “คนเหล่านี้มาทำอะไรกันน่ะ ทวงหนี้เหรอ?”
กลุ่มคนชี้มือชี้ไม้ไปที่จั๋วเหวินอี้และด่าทอเขาต่าง ๆ นานา ลี่หรงส่ายหน้า “พี่ถามฉันแล้วฉันถามใครได้ก็มาด้วยกันเนี่ย ดูไปก่อนเดี๋ยวก็รู้เองแหละค่ะ”
ลี่รุ่ยจือไม่พูดอะไรอีก
มีเพียงกลุ่มคนแก่ในฝูงชนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่บนพื้น หงายหน้าขึ้นฟ้า สองมือตบที่ต้นขา หลับตาและอ้าปากพร่ำบ่นด่าจั๋วเหวินอี้
สีหน้าของจั๋วเหวินอี้ซีดราวกับไก่ต้ม ไม่รอให้พวกเขาด่าได้นานเขาก็ตะโกนเสียงดัง “พอได้แล้ว!”
เขาดูสุภาพอ่อนโยน แต่ไม่ขี้ขลาด เมื่อเผชิญหน้ากับผู้คนจำนวนมาก เขาก็ไม่ตื่นตระหนก เขาถามเสียงดังว่า “พวกคุณจะมาอาละวาดกันไปถึงเมื่อไร ด่าฉันว่าไร้สำนึก ฉันทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว!”
ชายที่ตะโกนเสียงดังที่สุด ดูอายุไล่เลี่ยกับจั๋วเหวินอี้ เขาชี้ไปที่ “เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ตัดเนื้อขาดไปยังไงก็ยังมีเส้นเอ็นร้อยรัดกัน แกอย่าลืมตอนที่แกมีเรื่องที่ชนบท ใครกันที่เป็นคนแอบส่งอาหารให้แก ก็พ่อแม่ของฉันไง! ตอนนี้ร่ำรวยแล้วก็อยากจะเขี่ยครอบครัวเราทิ้ง! ฉันบอกแกเลยว่าไม่มีทาง!”
จั๋วเหวินอี้สูดหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความโกรธ “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ตอนที่ฉันมีเรื่อง คนที่ไปแจ้งความก็คือแก! แล้วก็ลุงกับป้า ฉันก็ให้เงินค่าเลี้ยงดูไปแล้ว ลุงหลี่เงินค่าเลี้ยงดูน่ะ ลุงเอาไปใช้หมดแล้วใช่ไหม? ตอนนั้นที่ฉันไม่พูดอะไร ก็เพราะคิดว่าตราบใดที่ทุกคนไม่ตามมาราวีฉัน ฉันก็ไม่สนใจว่าใครจะเอาเงินไปใช้ยังไง ฉันตอบแทนบุญคุณไปแล้ว ฉันจั๋วเหวินอี้ ไม่เคยทำให้ใครต้องอับอาย!”
ชายหญิงวัยไล่เลี่ยกันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองไปที่ลุงหลี่ทันที “พี่ใหญ่ เงินอะไร พี่ไม่ได้บอกว่าจั๋วเหวินอี้ไล่พ่อแม่เราให้กลับชนบทหรอกเหรอ?”
สีหน้าของลุงหลี่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เขาปฏิเสธทันที “เงินค่าเลี้ยงดูอะไร ฉันไม่รู้ คนอกตัญญูคนนี้มันพูดจาเพ้อเจ้อไปเอง”
จั๋วเหวินอี้หัวเราะเย้ยหยัน “ไม่ว่าลุงจะยอมรับหรือไม่ ผมก็ให้เงินลุงหลี่ไปห้าร้อยหยวนแล้ว ทำงานข้างนอกทั้งปี ยังไม่น่าจะได้เงินเยอะขนาดนี้เลยนะ”
เขาหันไปมองไปที่ชายชราและหญิงชราที่นั่งอยู่บนพื้น “ลุงหลี่ ป้าหลี่ นับตั้งแต่ที่ผมจากชนบทมาเมื่อเจ็ดแปดปีที่แล้ว ผมก็รับพวกคุณเข้ามาอยู่ในเมือง เลี้ยงดูพวกคุณเหมือนพ่อแม่แท้ ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องที่พวกคุณทำ ผมคงไม่ส่งพวกคุณกลับไปที่ชนบทหรอก ถ้าแม่ผมไม่ใจดี เงินห้าร้อยหยวนนั่น พวกคุณก็ไม่มีสิทธิ์ได้ใช้มันแม้แต่แดงเดียว!”
“ตอนนี้พวกคุณยังกล้าทำตัวเป็นพวกหน้าด้าน ไถเงินกับลูกคนอื่นได้อีก เพราะมีคนหนุนหลังเยอะงั้นเหรอ? อย่าลืมว่าพ่อของผมที่อยู่บนสวรรค์กำลังมองอยู่นะ ลุงหลี่!”
ใบหน้าของชายชราและหญิงชราเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ริมฝีปากสั่น พูดไม่ออก
ชายหญิงที่อยู่ข้าง ๆ กลับเริ่มเถียงกัน
“มีเงินจริง ๆ เหรอ แม่งเอ๊ย คนแก่สองคนนี้ไม่บอกพวกเราสักคำ!”
“ห้าร้อยหยวน ทั้งหมดอยู่ในมือพี่ใหญ่เหรอ?”
“โธ่เอ๊ย! เรียกพวกเรามาเนี่ย ก็เพื่อมาทำงานฟรี ๆ งั้นสินะ!”
เมื่อลุงหลี่เห็นว่าน้องชายและน้องสะใภ้เริ่มส่งเสียงโวยวาย ใจของเขาก็เริ่มสั่น เขาหันไปมองที่จั๋วเหวินอี้ทันที “ไม่ต้องสนใจเงินไม่กี่ร้อยนั่น! ฉันจ้างคนไปสืบมาแล้วคฤหาสน์หลังใหญ่นี้ ขายได้ตั้งหลายแสนนะ! หลังจากที่ขายบ้านได้แล้ว เขาก็จะต้องหนี! เราต้องไม่ปล่อยให้เขาหนีไปได้เด็ดขาด!”
เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเงินหลายแสน เสียงโวยวายก็เงียบลงไปในทันที!
“จะ จริงเหรอ? ขายได้เป็นแสนจริง ๆ เหรอ?”
ลุงหลี่ทำหน้าภูมิใจ “ไม่ผิดแน่นอน!”
หลายแสนเลยนะ!
พวกเขาไม่กล้าคิดฝันเลย!
ลุงหลี่มองว่าน้องชายและน้องสะใภ้ไม่โวยวายแล้ว ก็ยิ่งแสดงออกอย่างโอหัง รีบวางมาดผู้นำออกมา “จั๋วเหวินอี้ ถ้าแกแบ่งให้พวกเราคนละพันหยวน พวกเราก็จะไม่มาวุ่นวายกับแกอีก ตกลงไหม?”