ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 228 ตัดสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่ง
บทที่ 228 ตัดสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่ง
ลี่หรงไม่ยอมให้เขาพาไปส่งโรงพยาบาล “พวกเราขี่จักรยานมาน่ะค่ะ จอดอยู่ใกล้ ๆ แค่นี้เอง เดี๋ยวฉันให้พี่สามไปส่ง คุณกลับไปทำงานต่อเถอะ สำหรับเรื่องวันนี้ ขอบคุณมากค่ะ”
ลี่รุ่ยจือกำลังคิดอะไรบางอย่างพลางมองไปที่เสิ่นหมิงโจว “เอ่อ พี่เขย เรื่องวันนี้ผมอยากขอให้คุณช่วยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ไหมครับ พอดีผมไม่อยากให้หนิงหนิงเป็นห่วงน่ะ”
เสิ่นหมิงโจวอายุมากกว่าลี่รุ่ยจือเพียงปีเดียว แต่ก็คลุกคลีอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน เขาจึงพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “นายกลัวพ่อแม่ฉันรู้ใช่ไหมล่ะ? หึ! ต่อไปทำอะไร ก็คิดหน้าคิดหลังซะบ้าง”
เขาไม่ได้รับปากว่าจะบอกหรือไม่ ลี่รุ่ยจือจึงไม่กล้าซักไซ้ต่อ เกรงว่าจะทำให้เสิ่นหมิงโจวโกรธ แล้วกลับไปบอกคนที่บ้านจริง ๆ
หน้าสถานีตำรวจจั๋วเหวินอี้ถูกกลุ่มผู้หญิงและเด็กจากตระกูลหลี่รุมล้อม
ทั้งสองสามีภรรยาที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา นั้นร้องไห้น้ำตาอาบแก้มขอร้องให้ปล่อยลูกชายของพวกเขาหรือก็คือลุงหลี่ออกมา
จั๋วเหวินอี้รู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที “เรื่องนี้พวกคุณไปคุยกับตำรวจเอาเอง ผมมีสิทธิ์อะไรไปสั่งได้ คุณลุงคุณป้านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะเรียกแบบนี้ กลับบ้านไปเถอะ ตำรวจบอกแล้วว่าขังแค่ไม่กี่วัน ไม่ได้เข้าคุกตลอดไปเสียหน่อย เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว หลีกทางให้ด้วยผมยังมีธุระ”
เขาเหลือบไปเห็นลี่หรงกับลี่รุ่ยจือจึงรีบกวักมือเรียก “เดี๋ยวก่อนครับ คุณลี่!”
เขารีบวิ่งเข้ามาหาลี่หรงจนหอบแฮ่ก ๆ “คุณลี่ เรื่องบ้านเราคุยกันใหม่ได้ไหมครับ เอาแบบนี้เราถอยคนละก้าว ผมให้ราคาที่หนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันหยวน ตกลงไหมครับ?”
ลี่รุ่ยจือมองด้วยประหลาดใจ เขาไม่คาดคิดว่าแค่ต่อยกันเพียงครั้งเดียว จะทำให้ลดราคาบ้านลงได้ขนาดนี้ ถ้าให้ต้องมีเรื่องอีกละก็?
เขาก็สู้ได้!
เขามองมาที่ลี่หรงด้วยความคิดว่าเธอคงจะยอมลดราคาลงมาเพื่อซื้อบ้านหลังนี้
แต่ลี่หรงกลับส่ายหัว “หนึ่งแสนเจ็ดหมื่น”
หลี่รุ่ยจือถึงกับตกใจ ราคาลดลงไปอีกหนึ่งหมื่นห้า
จั๋วเหวินอี้ตกใจมากกว่า ลดลงไปอีกหมื่นห้าได้ยังไง!
เขาถึงกับอึ้ง ลี่หรงทำเอาเขาไม่ทันตั้งตัวเลย เขามองเธออย่างกระอักกระอ่วน ยังไม่ทันได้พูดอะไรก็ถูกลี่หรงสวนกลับไปว่า “จั๋วเหวินอี้ ครอบครัวนั่นไม่ใช่คนดี เดี๋ยวพอออกจากคุกแล้ว คาดว่าพวกเขายังต้องมาอาละวาดอีกแน่ ถ้าฉันซื้อไป ต่อจากนี้จะมีเรื่องยุ่งยากตามมาอีกไม่รู้จบ ฉันคงไม่โง่ไปรับช่วงต่อหรอกนะ!”
ใช่แล้ว คนตระกูลหลี่เป็นยังไงจั๋วเหวินอี้รู้ดี
ก่อนหน้านี้ก็มีคนมาดูบ้าน แต่ยังไม่ทันได้พูดเรื่องราคา ลุงหลี่ก็โผล่มาแล้ว
ทุกครั้งก็มาได้ทันท่วงทีราวกับเฝ้าจับตาดูเขาอยู่ตลอด
จั๋วเหวินอี้ถูกก่อกวนจนรำคาญ เขากัดฟันเอาบ้านไปจำนองที่ธนาคาร
พอมีคนอยากซื้อบ้านอีกครั้งจั๋วเหวินอี้เห็นว่าเป็นแค่เด็กสาว จึงคิดจะรีบคุยให้จบก่อนที่ลุงหลี่จะพาคนมา
แต่สุดท้ายเขาก็มาทันอยู่ดี
แถมยังมีเรื่องทะเลาะวิวาท จนตัวเองต้องเข้าไปอยู่ในสถานีตำรวจ
ตอนอยู่ที่ห้องสอบปากคำ จั๋วเหวินอี้เห็นลี่หรงคุยกับรองผู้บังคับการของสถานีตำรวจ และดูเหมือนจะคุ้นเคยกันดี คนแบบนี้รวยหรือไม่ก็ไม่รู้แต่มีอำนาจแน่ ๆ
เขาตัดสินใจลดทิฐิแล้วไปคุยกับลี่หรงอีกครั้ง
เขาเหนื่อยที่จะต้องรับมือกับครอบครัวนั้นเต็มทีแล้ว
แต่ไม่คิดเลยว่าตอนนี้เขาจะถูกลดราคาเหลือเพียงหนึ่งแสนแปดหมื่นห้าพันหยวนเท่านั้น ลี่หรงก็กลับฉวยโอกาสกดราคาเหลือเพียงหนึ่งแสนเจ็ดหมื่น
นี่มันซ้ำเติมชัด ๆ
ลี่หรงก็ยอมรับว่าตัวเองซ้ำเติม แต่ถ้าหากจั๋วเหวินอี้ยอมล่ะ
หนึ่งหมื่นก็ไม่ใช่เงินน้อย ๆ นะ
ประหยัดได้ก็ประหยัด
ลี่หรงมองจั๋วเหวินอี๋ที่กำลังทำหน้าคิดมาก ไม่ได้พูดอะไร เธอจึงเป็นฝ่ายพูดก่อนว่า “ฉันรู้ว่าคุณจั๋วคงไม่อยากขายคฤหาสน์หลังนั้น แต่ฉันยังยืนยันคำเดิม ครอบครัวนั่นเป็นปัญหาใหญ่ คุณกลับไปคิดเรื่องนี้ให้ดี ในระหว่างนี้คุณก็สามารถหาคนซื้อคนอื่นได้ หรือจะไปที่ธนาคารก็ได้ ถ้าหากวันไหนที่คุณยอมขายในราคาหนึ่งแสนเจ็ด คุณก็โทรมาหาฉันได้เลย”
หลังจากนั้นลี่หรงกับลี่รุ่ยจือก็ขี่จักรยานออกไปจากฝูเจี้ยน “น้องสาวพี่นี่เก่งจริง ๆ กล้าพูดราคาหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นออกมา แต่ว่าจั๋วเหวินอี้กลับไม่ยอม”
“ไม่ต้องรีบ รอไปก่อนค่ะ”
“อ๋อจริงสิ ทำไมฉันรู้สึกว่าเสิ่นหมิงโจวจะดูเป็นห่วงเธอเป็นพิเศษ เหมือนกับว่า…”
เมื่อมีไฟแดงข้างหน้า เขาได้สติและเหยียบเบรกอย่างแรง มองไปที่ลี่หรงอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เหมือนกับที่ฉันมองหนิงหนิงเลย ไม่จริงใช่ไหม เสิ่นหมิงโจวชอบเธอเหรอ?”
สีหน้าลี่หรงไม่เปลี่ยน แต่การไม่พูดอะไรของเธอก็เหมือนเป็นการบอกว่าใช่
ลี่รุ่ยจือกลืนน้ำลายลงคอ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ลี่หรงก็เตือนขึ้นมา “ไฟเขียวแล้ว”
พูดจบเธอก็ขี่จักรยานออกไปก่อน
เมื่อกลับมาถึงบ้านล้อมลาน
ลี่รุ่ยจือเดินตามหลังลี่หรงพลางบ่นไปด้วย “ถึงแม้จะไม่รู้ว่าว่าที่พี่เขยของฉันคนนั้นไปชอบเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ลี่หรง เธอต้องจำไว้ตลอดเวลาว่าเธอเป็นผู้หญิงที่มีสามีมีลูกแล้ว น้องเขยฉันเป็นคนซื่อสัตย์นะ สองปีมานี้กลับบ้านไปเลี้ยงหมูและทำไร่อยู่ที่ชนบท เธออย่าได้ทำอะไรที่ผิดต่อน้องเขยฉันเชียวล่ะ”
ลี่หรงกรอกตามองบนใส่เขา “พี่เลิกบ่นสักทีได้ไหม ฉันไม่ทำผิดต่อจ้าวชิงซงหรอกน่า!”
เมื่อได้ฟังลี่หรงยืนยันแล้ว ความกังวลในใจของลี่รุ่ยจือก็ไม่ได้ลดลงไปเลย น้องเขยกับลี่หรงอยู่ห่างกันคนละที่ ส่วนคนคนนั้นถึงแม้ว่าจะอายุมากไปหน่อย แต่ข้อดีอื่น ๆ ก็มีครบ
ถ้าเกิดวันไหนน้องสาวของเขาโดนตื๊อจนใจอ่อนขึ้นมา…
น้องเขยของเขาจะเป็นยังไงล่ะ?
อีกอย่างที่เขามีรายได้เยอะขึ้นตอนนี้ได้ก็เพราะจ้าวชิงซง เขาก็เลยต้องดูแลน้องสาวเขาให้ดี ทำหน้าที่รับผิดชอบปกป้องครอบครัวน้องเขยของตัวเองอย่างเต็มที่
ไม่งั้นเขาคงจะไม่มีหน้าไปเจอจ้าวชิงซงได้อีก
เขาพูดกรอกหูลี่หรงไม่หยุดปากเลยว่าจ้าวชิงซงดีอย่างไร ดีแค่ไหน…
ลี่หรงถอนหายใจอย่างแรง ลี่รุ่ยจือพูดแบบนี้เหมือนจะบอกว่าเธอกำลังจะนอกใจสามีอย่างนั้นแหละ!
ถ้าเธอจะนอกใจ เธอจะรอมาถึงวันนี้หรือไง
เธอจ้องลี่รุ่ยจือด้วยสายตาไม่พอใจ “พี่รู้ตัวไหมว่าพี่น่ารำคาญมากเลยนะ”
ลี่รุ่ยจือหัวเราะแห้ง ๆ
“ถ้าจะกินข้าวด้วยก็อย่าพูดมาก ถ้าจะไม่กินก็รีบกลับไปซะเถอะค่ะ”
ลี่รุ่ยจือปั่นจักรยานมาไกล แล้วก็เพิ่งไปมีเรื่องมา แรงก็หมดไปแล้ว พอพูดความหิวก็ถามหาทันที
“คุณลุง!” อันอันเห็นลี่รุ่ยจือก็เลิกเล่นของเล่นแล้ววิ่งเข้ามาหาเขาทันที
“อ้อ!” ลี่รุ่ยจือก้มลงอุ้มหลานชายขึ้นมา “อันอัน โตขึ้นเยอะเลยนะ”
ตอนนี้เพิ่งเลยเวลามื้อเที่ยงมา แต่ก็ยังไม่ถึงเวลาอาหารเย็น
ดีที่แม่จ้าวเหลือกับข้าวไว้ให้ พอเห็นคนกลับมาก็เลยยกออกมาอุ่น
ตอนยกอาหารมาตั้งโต๊ะถึงได้สังเกตเห็นว่าคางลี่หรงแดงและบวม แล้วยังมีรอยขีดข่วนบนใบหน้า “ไอ้หยา! ไปทำอะไรกันมาเนี่ย ทำไมหน้าเป็นแบบนี้ล่ะ ลื่นล้มเหรอ?”
แม่จ้าวไม่คิดว่าเธอจะไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท เพราะลี่หรงไม่ใช่คนแบบนั้น
ลี่หรงยิ้ม พยายามจะพูดโกหกว่า “ใช่ค่ะ ไม่ทันระวังก็เลยเผลอ…”
“ลื่นล้มที่ไหนกัน มีเรื่องทะเลาะกับคนอื่นน่ะสิ คุณแม่ดูสิครับที่หน้าผมก็มีแผลด้วย โอ๊ย! เธอเตะฉันทำไมเนี่ย”
“น่ารำคาญ!”
แม่จ้าวเอายามาให้ “ทำแผลก่อนเถอะแล้วค่อยกินข้าว ไม่รู้เหมือนกันว่ารอยแผลนี้จะหายเมื่อไหร่”
เธอยืนดูอยู่ข้าง ๆ “ทำไมถึงไปมีเรื่องได้ล่ะ?”