ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 229 อู๋ชุนฮวากลับมาอีกแล้ว
บทที่ 229 อู๋ชุนฮวากลับมาอีกแล้ว
“เรื่องเล็กน้อยค่ะ ตอนนี้จัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ เรื่องนี้คุณแม่อย่าบอกจ้าวชิงซงนะคะ”
แม่จ้าวยังมีสีหน้ากังวล “แม่ไม่พูดหรอก แต่ถ้ายังไม่หายดี อีกไม่กี่วันเขามาแล้วก็คงเห็นเอง”
ลี่หรงยิ้มแหย ๆ เริ่มรู้สึกหนักใจเช่นกัน
ปีนี้พวกเขาจะไม่กลับหมู่บ้านต้าเจียง จ้าวชิงซงจะมาฉลองตรุษจีนในเมืองหลวง
ซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว อีกไม่กี่วันก็จะได้มาแล้ว
จนกระทั่งเธอล้างแผลบนใบหน้าเสร็จ เธอก็เพิ่งจะรู้สึกเจ็บ เมื่อส่องกระจกดู ไม่รู้ว่ารอยแดงจะหายวันไหน เธอรู้สึกกังวลใจ แต่ก็ยังอยากให้เขามาช้าลงอีกสองสามวัน
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการได้เจอเขาเร็วขึ้นกับการที่เขารู้ว่าเธอทะเลาะวิวาท ลี่หรงคิดแล้วก็เลือกอย่างแรก
ยังไงเขาก็คงบ่นเธอไม่กี่คำ จ้าวชิงซงของเธอคงไม่กล้าดุเธอ
จ้าวชิงซงที่ยังไม่รู้ว่าภรรยากำลังวางแผนให้เขามาเมืองหลวงช้าลง เขายังคงเตรียมของอย่างมีความสุขที่หมู่บ้านต้าเจียง
เมื่อเขาไปเมืองหลวงแล้วกลับมาหลังจากตรุษจีน ก็คงใช้เวลาประมาณสิบวันครึ่ง
เรื่องที่ฟาร์มสุกร ซ่งเซียนผิงและคนอื่น ๆ ที่บ้านจะดูแลให้ ส่วนต้นลูกแพร์ที่ปลูกบนภูเขาต้องจัดการให้เรียบร้อย
เพราะปีนี้ไม่ได้ฉลองตรุษจีนในหมู่บ้าน จ้าวชิงซงต้องรีบไปเยี่ยมญาติก่อนที่จะไปเมืองหลวง ไม่เช่นนั้นเมื่อเขากลับมาจากตรุษจีนทุกคนก็จะยุ่งอยู่กับฤดูกาลทำนาแล้ว
เดิมทีจ้าวชิงซงคิดอยากจะเลี้ยงอาหารญาติพี่น้องที่ร้านอาหารสักแห่ง
แต่คิดไปคิดมาเขาก็รู้สึกว่าไม่ค่อยดี
ดังนั้นเขาจึงทำเหมือนปีที่แล้ว คือการเอากุนเชียงที่พี่สะใภ้ทำไว้ล่วงหน้า พร้อมกับขนมและนมไปแจกจ่ายให้ทีละบ้าน
ช่วงหลังนี้เขายุ่งมากเลย
ในขณะที่กำลังกินมื้อค่ำอยู่ เอ้อร์หนิวที่กำลังกินเกี๊ยว จู่ ๆ ใบหน้าเล็ก ๆ ก็แสดงความกังวลออกมา “อารองว่า อันอันจะยังจำผมได้ไหม?”
“จำได้อยู่แล้ว ปีที่แล้วก็ยังบอกว่าจะเล่นปั้นหิมะกับเธอเลยไม่ใช่เหรอ?”
จ้าวชิงซงไม่เพียงแต่จะไปเมืองหลวงเพียงลำพัง เขายังพาเอ้อร์หนิวไปด้วย
เมื่อเอ้อร์หนิวรู้ว่าตัวเองจะได้ไปเมืองหลวง ก็ดีใจอยู่หลายวันแต่เมื่อใกล้ถึงวันเดินทางกลับคิดนู่นคิดนี่
หลังจากตรุษจีนเขาจะอายุสิบสองแล้ว เรียนอยู่ชั้นประถมยังไม่จบก็คิดถึงเรื่องเล่นแล้ว เขารักอันอันราวกับเป็นพี่น้องแท้ ๆ
เพราะมีอันอัน เขาถึงมีความสุขกับการเป็นพี่
อีกอย่างถ้าไปเมืองหลวงก็ได้นั่งรถไฟด้วย!
ตอนนี้ต้าหนิวก็อายุสิบหกปีแล้ว เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น เขาดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมากทีเดียว จึงไม่เหมาะที่จะทำอะไรตามใจเหมือนตอนเด็ก ๆ อีกต่อไป
ถ้าเขาไปเมืองหลวงด้วยอีกคน ที่บ้านก็จะเหลือแต่พ่อกับแม่ คงจะเงียบเหงามาก
ดังนั้นเมื่อจ้าวชิงซงถามเขาว่าจะไปเมืองหลวงไหม เขาคิดไม่นานก็บอกว่าไม่ไป
จ้าวชิงหยางกับเหอซิ่ง เปิดร้านจนเป็นที่รู้จักกันดี ชีวิตต่างจากเมื่อหลายปีก่อนมากตอนนี้ก็เริ่มกินดีอยู่ดี
เพียงแค่เรื่องที่เคยพูดกันไว้ว่าจะสร้างบ้าน ตอนนี้ยังไม่ได้จัดการสักที
เงินที่ได้จากร้าน บางส่วนก็ร่วมหุ้นกับจ้าวชิงซงปลูกต้นแพร์ ต้าหนิวเรียนมัธยมต้น เอ้อร์หนิวเรียนประถมต่างก็ต้องใช้เงิน กินก็เยอะ สุภาษิตโบราณว่าลูกชายตัวโตทำให้พ่อจน*[1] จ้าวชิงหยางมีลูกชายตัวโตถึงสองคน
เงินที่เหลือก็เก็บเอาไว้ โชคดีที่พ่อจ้าวแม่จ้าวไปอยู่ในเมืองหลวง บ้านที่อยู่ก็ยังกว้างขวาง ก็เลยยังไม่ต้องรีบสร้างบ้าน
จ้าวชิงหยางคิดจะซื้อบ้านในตัวอำเภอใกล้ ๆ ร้านที่เขาเช่าอยู่
ตอนนี้การซื้อบ้านไม่มีข้อจำกัดมากนัก ตราบใดที่มีเงินและมีคนยินดีขาย ก็สามารถซื้อบ้านได้ ได้ยินมาว่าซื้อแล้วจะได้ทะเบียนบ้านในเมืองด้วย
แต่บ้านแพงเกินไปจ้าวชิงหยางมีเงินเก็บไม่พอจึงต้องละความคิดนี้ไป
ได้ยินมาว่าปีหน้าจะเริ่มขายต้นลูกแพร์ได้แล้ว
ทุกคนต่างก็หวังพึ่งพาต้นลูกแพร์เหล่านี้
เหอซิ่งจัดเสื้อผ้าให้เอ้อร์หนิว เธอเลือกเฉพาะเสื้อผ้าใหม่ที่สะอาด และยังกำชับเอ้อร์หนิวว่า “ระหว่างทางต้องเชื่อฟังอารอง อย่าทำให้อารองเดือดร้อน เมื่อไปถึงเมืองหลวงแล้วอย่าทำให้อาสะใภ้รองเดือดร้อน แม่ให้เงินไว้แล้ว อยากซื้ออะไรก็ซื้อเอง อย่าใช้เงินของอาสะใภ้รองบ่อย ๆ”
เสื้อผ้าของจ้าวชิงซงมีอยู่ที่บ้านล้อมลานแล้ว เขาจึงไม่ต้องเก็บเสื้อผ้าไปด้วย เพียงแค่นำของขึ้นชื่อประจำมณฑล H ไปฝากก็พอ
ของขึ้นชื่อประจำมณฑล H แม่ของเขาก็ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องนำไป
สุดท้ายก็ได้แต่ใส่กุนเชียงลงในถุงใบใหญ่แล้วขึ้นรถไฟ เขาโทรศัพท์ไปถามแล้วช่วงเดือนธันวาคม ลี่หรงค่อนข้างยุ่ง ไม่มีเวลาทำเนื้อแดดเดียวแน่ ๆ
ฝีมือการทำกุนเชียงของเหอซิ่งนั้น ลี่หรงเป็นคนถ่ายทอดวิชาให้ รสชาติที่ทำออกมาจึงไม่ต่างกันเท่าไหร่
จ้าวชิงซงรู้ว่าภรรยาของตนชอบกิน เลยนำสิ่งนี้ไปฝากเธอย่อมถูกใจแน่
จ้าวชิงซงขึ้นรถไฟแล้วแต่ลืมโทรศัพท์บอกลี่หรงเรื่องเวลาที่แน่ชัด เมื่อขึ้นรถไฟไปเขาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ตอนนี้เลยไม่มีที่ให้โทรแล้ว
จึงไม่บอกเสียเลย เมื่อถึงแล้วจะได้เป็นการเซอร์ไพรส์ลี่หรง
ทางด้านลี่หรงเตรียมงานก่อนหยุดปีใหม่ ‘ร้านฝูหรง’ มีงานมากมายที่ต้องรับไว้ก่อนสิ้นปี เพราะลูกค้าล้วนอยากได้ชุดใหม่เพื่อสวมใส่ในช่วงปีใหม่เพื่อความโดดเด่น
ดังนั้นลี่หรงจึงยุ่งมากถึงกับลงมือเย็บผ้าเองด้วยซ้ำ
เพิ่งกินข้าวเช้าเสร็จ ไม่นานลี่หรงก็ลงสีภาพร่างที่วาดไว้เมื่อวาน แล้วก็เหยียบจักรเย็บผ้าอีกครั้ง
ยังเย็บไปได้ไม่เท่าไหร่ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งพรวดเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว “ทำไมตอนนั้นเธอถึงไม่รับฉันไว้ ทำไมต้องโกหกว่าได้คนแล้ว ฉันไปถามมาแล้ว ผู้หญิงคนนั้นมาทีหลังฉันซะอีก!”
ผู้หญิงที่บุกเข้ามาคืออู๋ชุนฮวา
จากคำพูดของเธอ ฝ่ายนั้นน่าจะรู้แล้วว่าลี่หรงรับคนมาทำอาหารทีหลังเธอ เธอเลยมาอาละวาดงั้นเหรอ?
ลี่หรงไม่อยากทะเลาะกับเธอ “คุณป้าคะ ฉันยอมรับว่าฉันรับคนอื่นมาทีหลัง ฉันแค่รู้สึกว่าคุณป้าไม่ค่อยเหมาะกับงานนี้ แล้วฉันอยากจะรับใครก็ได้ คุณป้ามีสิทธิ์อะไรมาอาละวาดที่นี่กันคะ?”
เมื่อครู่อู๋ชุนฮวาเดินวนเวียนอยู่ในตรอก แล้วบังเอิญเจอกับแม่ครัวประจำบ้านของลี่หรง
เธอเป็นคนขี้เกียจเฉพาะที่บ้านลูกเขยเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วที่บ้านของเธอ เธอเป็นคนขยันทำงานเธอไม่ได้โง่ขนาดนั้น
เธอหลอกถามแม่ครัวจนรู้ว่าอีกฝ่ายไปสมัครงานทีหลังตั้งหลายวัน แต่ลี่หรงกลับรับเข้าทำงาน
ทำไมตอนนั้นถึงไม่รับเธอทำงาน
อู๋ชุนฮวารู้สึกเหมือนโดนหลอก เธอโกรธมากจนไม่คิดอะไรให้ดี แล้วก็วิ่งพรวดไปที่บ้านของลี่หรง
แต่เมื่อลี่หรงพูดมาแบบนี้ ความโกรธของเธอก็หายไปในพริบตา
แต่อู๋ชุนฮวาเป็นใคร?
เธอขึ้นชื่อเรื่องความชอบหาเรื่องในตรอก แม้แต่แม่สามีของลูกสาวเธอก็ยังทำอะไรเธอไม่ได้
ลี่หรงทำกับเธอแบบนี้ เธอทั้งอับอายและโกรธมาก
เธอเหลือบมองไปรอบ ๆ แล้วคว่ำตะกร้าข้าง ๆ ลงทันที ของที่อยู่ในตะกร้าไม่ว่าจะเป็นกรรไกร เข็ม ด้าย และของตกแต่งเสื้อผ้า ตกลงมาเกลื่อนพื้นไปหมด
ลี่หรงลุกพรวดขึ้นมาทันที “คุณจะทำอะไร!”
อู๋ชุนฮวาเงยหน้าขึ้น “ให้บทเรียนให้เธอไง จะได้ไม่ไปหลอกคนอื่นอีก!”
หลี่เสี่ยวอ้ายคอยสังเกตสถานการณ์ตั้งแต่เธอเดินเข้ามาแล้ว เมื่อเห็นท่าไม่ดี อู๋ชุนฮวาถึงขนาดกล้าโยนของลงพื้น อารมณ์ของเธอก็พลุ่งพล่านขึ้นมาในทันที
หลี่เสี่ยวอ้ายวิ่งเข้ามาผลักอู๋ชุนฮวา เธอโมโหจนกัดฟันกรอด “นี่ป้า! บุกรุกบ้านคนอื่นยังไม่พอยังมาทำลายข้าวของไม่มียางอายบ้างรึไง!”
เจิ้งเยี่ยนหงกับคนอื่น ๆ กำลังเย็บผ้าอยู่ในห้องข้าง ๆ เมื่อได้ยินเสียงเลยเดินออกมา
เดิมทีมีเพียงลี่หรงแม่จ้าว อู๋ชุนฮวาเลยไม่กลัว แต่ไม่นึกว่ายังมีผู้หญิงอีกสี่ห้าคนอยู่ด้วย
อู๋ชุนฮวาถูกผลักจนเซไปข้างหนึ่ง ยังคิดจะโวยวาย แต่พอเห็นคนเยอะก็หุบปาก “ฝากไว้ก่อนเถอะ!”
เธอพูดแล้วก็คิดจะวิ่งออกไป
ลี่หรงตวาดลั่น “หยุดนะ!”
[1] ลูกชายตัวโตทำให้พ่อจน หมายถึงเด็กชายวัยรุ่นมักจะมีความอยากอาหารสูง กินเก่ง ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ซึ่งอาจสร้างภาระทางการเงินให้กับพ่อแม่จนพ่อแม่ไม่มีเงินเหลือ