ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 233 เจรจาทางธุรกิจ
บทที่ 233 เจรจาทางธุรกิจ
ทันทีที่กลับถึงห้องนอน จ้าวชิงซงก็โผเข้ามากอดลี่หรงทันทีด้วยความคิดถึง
“เดี๋ยวก่อนสิคะ” ลี่หรงพยายามผลักเขา “ไปบนเตียงสิ หนาวนะคะ”
จ้าวชิงซงจูบเธอ ก่อนจะอุ้มเธอไว้ที่เอวและพุ่งตัวไปที่เตียงในเพียงสามก้าวเท่านั้น
ลี่หรงตำหนิเขาที่ใจร้อน
จ้าวชิงซงเอาอกเอาใจลี่หรงด้วยการจูบเธอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ผมรอคุณมาทั้งปีแล้ว รอไม่ไหวแล้วครับ”
……
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ยิ่งใหญ่แล้ว ลี่หรงก็ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดที่อุ่นกว่าเตาผิง
จ้าวชิงซงอดไม่ได้ที่จะจูบหน้าผากของลี่หรงอย่างแผ่วเบาอีกครั้ง “แผลที่หน้า เกิดจากอะไรกันแน่ครับ หืม?”
“เอ่อ” ลี่หรงอึ้งไปครู่หนึ่งคิดว่าเรื่องนี้ผ่านไปแล้ว แต่ทำไมถึงถามอีก
เธอลูบหน้าอกของเขา แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน พยายามเลี่ยงการตอบคำถาม
จ้าวชิงซงรู้ว่าคงจะให้เธอพูดออกมาง่าย ๆ ไม่ได้ เมื่อเห็นว่าเธอไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ เขาก็พลิกตัวคร่อมและเริ่มบทรักใหม่อีกครั้ง
คราวนี้ลี่หรงง่วงจนตาแทบปิด นิ้วก็ขยับแทบไม่ได้
“จะบอกหรือไม่บอกครับ หืม?” จ้าวชิงซงกอดเธอแน่นขึ้น “ใครแกล้งคุณครับ คุณก็ไม่ยอมบอก แบบนี้สามีอย่างผมก็ไร้ค่าแย่สิครับ”
ถ้าลี่หรงมีแรงเธอคงจะกลอกตามองบนใส่เขาอย่างแน่นอน ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอจึงเอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรง “ตอนที่ไปดูบ้านดันเจอกับพวกอันธพาลเข้าน่ะค่ะ แต่คนพวกนั้นโดนจับไปแล้ว ฉันบอกคุณไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกค่ะ”
เมื่อรู้สึกว่าแขนที่โอบกอดเธอแน่นขึ้น “พี่สามก็อยู่ด้วย ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ ฉันซัดหน้าผู้หญิงคนนั้นจนบวม แล้วอีกอย่างแผลเป็นบนหน้าฉันไม่ได้เกิดจากการต่อสู้ ฉันไม่รู้ว่าไปขูดมาจากไหน”
“คุณตีกับคนอื่นด้วยเหรอเนี่ย?” จ้าวชิงซงจับประเด็นหลักได้
ลี่หรงเลยตัดสินใจบอกตรง ๆ ว่า “ก็ไม่ได้ถือว่าตีกันหรอกค่ะ อย่างไรก็ไม่เสียเปรียบ เรื่องก็เลยผ่านไป”
สีหน้าของจ้าวชิงซงเคร่งเครียดมาก คิดตั้งนานก็ยังคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไร
ลี่หรงไม่ได้ยินเขาพูดเลยคิดว่าเขาหลับแล้ว เธอจึงซบอกเขาแล้วกำลังจะหลับ
เจ้าชิงซงไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงแต่ทำศึกกับเธอต่ออีกรอบ
และครั้งนี้เขาก็ทำรุนแรงกว่าเดิมเพื่อเป็นการลงโทษ
ลี่หรงเหนื่อยมาก อยากจะด่าแต่ก็ไม่มีแรง
เปลือกตากำลังจะปิดลง ลี่หรงก็ได้ยินจ้าวชิงซงพูดว่า “ที่รัก ต่อไปเรื่องแบบนี้ห้ามปิดบังผมอีก ผมไม่ได้อยู่ข้าง ๆ คุณ เรื่องเหล่านี้ถ้าคุณไม่บอกผมก็ไม่มีวันรู้ได้เลยว่าคุณถูกคนรังแก”
ลี่หรงส่งเสียงครางตอบอยู่ในลำคอ ก็ไม่รู้ว่าได้ยินที่เขาพูดหรือไม่
จ้าวชิงซงเห็นว่าเธอเหนื่อยมากเลยไม่กวนใจเธอ แล้วหาผ้าห่มมาเพิ่มอีกหน่อย
ระหว่างที่คุณยายโม่และคนอื่น ๆ ยังไม่มาทำงาน จ้าวชิงซงก็เดินสำรวจห้องทางทิศตะวันออก
ธุรกิจของลี่หรงก็ทำได้ดีทีเดียว
มุมปากของเจ้าชิงซงเผลอยกยิ้มขึ้น คิดในใจว่าภรรยาของเขานั้นช่างเก่งจริง ๆ
หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จ ลี่หรงยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่นเลย เจ้าตัวน้อยอยากจะหาแม่ก็ถูกจ้าวชิงซงคว้าแขนไว้ “แม่ยังไม่ตื่น ลูกมาเล่นกับพ่อก่อนนะ”
จ้าวชิงซงบอกแม่จ้าวให้แยกอาหารใส่หม้อไว้ ก่อนที่จะพาเด็กน้อยสองคนออกไปข้างนอก
ลี่หรงเพิ่งจะตื่นตอนเที่ยง หลี่เสี่ยวอ้ายและคนอื่น ๆ กำลังกินข้าวกลางวันกันอยู่
ตื่นมากินข้าวเช้าไม่ทัน แม่ครัวก็เลยเตรียมข้าวเที่ยงให้ลี่หรงแทน
หลี่เสี่ยวอ้ายเห็นลี่หรงแล้วแปลกใจมาก “อ้าว พี่ลี่หรงเพิ่งตื่นเหรอคะ? ฉันคิดว่าพี่ไม่อยู่บ้านเสียอีก ไม่สบายเหรอคะ?”
ลี่หรงก่นด่าจ้าวชิงซงในใจเป็นหมื่นรอบ ในบ้านมีคนเยอะแยะ นอกจากหลี่เสี่ยวอ้าย คนอื่น ๆ คงจะเดากันได้หมดว่าทำไมเธอถึงตื่นสาย
ลี่หรงได้แต่ยิ้มแหย ๆ “อืม สงสัยเมื่อวานอากาศเย็นเลยแช่น้ำนานไปหน่อยเลยปวดหัวนิดหน่อยน่ะ”
“อ๋อ อ๋อ ฉันนึกออกแล้วเมื่อก่อนคุณยายมีสูตรยารักษาอาการปวดหัวได้ดีมาก ใช่ไหมยาย เดี๋ยวฉันไปเอามาให้พี่นะคะ”
คุณยายโม่มองหลานสาวอย่างระอา เคาะหัวหลานสาวไปหนึ่งที “กินข้าวเถอะ อย่ามัวแต่พูดมาก”
แม่ครัวที่อยู่ข้าง ๆ อดหัวเราะออกมาไม่ได้ เจิ้งเยี่ยนหง และคนอื่น ๆ ก็หัวเราะตาม
ลี่หรงรู้สึกเขินอายมาก รู้แบบนี้น่าจะตื่นให้ทันก่อนเที่ยงก็ดี
ในใจก็ด่าจ้าวชิงซงอีกสองสามครั้ง คราวหน้าจะไม่ยอมให้จนถึงดึกดื่นอีกแน่!
จ้าวชิงซงที่อยู่ข้างนอกก็จามไปหลายที
เขาพาเด็กน้อยสองคนออกมาเดินเล่น แล้วก็แวะไปทำธุระด้วย
เขาเอากุนเชียงไปฝากเพื่อนที่ชื่อติงลี่เหรินที่เคยร่วมธุรกิจกัน แล้วก็คุยกันว่าปลายปีจะตกลงขายลูกแพร์อย่างไร
แถวนี้เมื่อเทียบกับสองปีก่อน มีการสร้างบ้านสังกะสีเยอะมากขึ้น จากที่เคยมีอยู่อย่างกระจัดกระจาย กระทั่งตอนนี้ มีตั้งแต่หลังนี้ไปจนถึงหลังโน้น
ด้านบนยังมีป้ายเขียนว่าร้านขายส่ง
ที่นี่กลายเป็นตลาดขายส่งผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ผู้คนเข้ามาซื้อผลไม้ที่นี่กันมากมาย
จ้าวชิงซงหาตั้งนานกว่าจะเจอแผงขายส่งของติงลี่เหริน
ยังไม่ทันเดินเข้าไปในร้าน อันอันก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งอยู่ข้างนอกแล้วก็ตะโกนเรียกว่า “คุณลุง!”
ผู้ชายคนนั้นเป็นคนที่มาส่งผลไม้ให้พ่อจ้าวเป็นประจำอันอันจึงจำได้
เขาหันกลับมามองแล้วยิ้ม “อ้าว อันอันนี่นา”
แล้วก็เงยหน้าขึ้นมองจ้าวชิงซง ชายคนนี้เขาไม่เคยเห็นแต่พอเห็นอันอันกับชายคนนี้มีหน้าตาคล้ายกัน เขาก็เดาได้ว่าน่าจะเป็นพ่อลูกกัน เขาพยักหน้าให้จ้าวชิงซง “มาหาใครครับ?”
“มาหาติงลี่เหรินครับ”
ชายผู้นั้นก็ชี้เข้าไปในร้าน “เขาอยู่ในร้านครับ เชิญเลย”
หลังจากที่ขนของตอนเช้าเสร็จแล้ว ติงลี่เหรินกำลังนั่งคิดเลข เสียงดีดลูกคิดดังป๊อกแป๊ก ๆ
“เหล่าติง”
ติงลี่เหรินได้ยินเสียงคนเรียก เขาก็ไม่ได้หยุดคิดเลขแล้วตอบกลับไปเพียงคำหนึ่ง
สักพักเขาก็หยุดคิดเลข ทันใดนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาด้วยความไม่เชื่อสายตา พอเห็นจ้าวชิงซงเขาก็ตกใจ รีบลุกขึ้นเดินเข้ามาตบไหล่จ้าวชิงซง “เหล่าจ้าว! ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
จ้าวชิงซงบอกให้เด็กทั้งสองทักทาย
ติงลี่เหรินจำอันอันได้ นี่คือลูกชายของจ้าวชิงซง ส่วนเด็กอีกคนจ้าวชิงซงบอกว่าเป็นหลานชาย
เขาหยิบผลไม้มาหนึ่งกอง แล้วก็วางไว้ตรงหน้าเด็กทั้งสอง “ผลไม้นี่กินได้ตามสบายเลยนะ ที่ร้านลุงยังมีอีกเยอะ”
“นายกลับบ้านเกิดนานสองปีแล้วสินะ” ติงลี่เหรินรินน้ำชาให้จ้าวชิงซง พร้อมกับถอนหายใจเล็กน้อย “ตอนนั้นที่นายตัดสินใจกลับบ้านไปทำไร่ทำนา ฉันถึงกับตกใจไปเลย ตอนนี้กลับมาเมืองหลวงแล้ว ตั้งใจจะมาอยู่ที่นี่เลยหรือเปล่า?”
“ก็ไม่เชิง” จ้าวชิงซงพิงพนักเก้าอี้พร้อมกอดอก “แค่แวะมาหาแล้วก็เอากุนเชียงมาฝากนายด้วย”
“กุนเชียงนี่ที่นายเคยส่งมาให้ฉันหรือเปล่า?” ติงลี่เหรินรู้ทันทีหลังจากได้กลิ่น ภรรยาของเขาชอบมาก แต่ข้างนอกหาซื้อไม่ได้ เคยถามจ้าวชิงซงว่าซื้อจากที่ไหนอีกฝ่ายบอกว่าเป็นของที่บ้านทำเอง ติงลี่เหรินเลยทำได้แค่นั้นไม่ได้ถามต่อ
“มีอะไรก็พูดมาเถอะ” ติงลี่เหรินวางกุนเชียงไว้ข้าง ๆ เขารู้ว่าจ้าวชิงซงไม่ได้มาหาเพื่อนเพราะคิดถึงอย่างเดียวแน่
จ้าวชิงซงหัวเราะ “ใจเย็น ๆ คนก็อยู่ตรงนี้แล้วไง”
เขาบอกความคิดของตัวเองให้ติงลี่เหรินฟังเกี่ยวกับว่าจะขายลูกแพร์อย่างไรในอนาคต
เมื่อก่อนจ้าวชิงซงหันหลังให้ธุรกิจผลไม้ที่ร่วมหุ้นกับติงลี่เหรินเพื่อกลับบ้านไปทำสวนผลไม้ เขาเลยโอนหุ้นทั้งหมดให้ลี่รุ่ยจือ
ตอนนี้ที่เขากลับมาที่นี่ถือว่าเป็นการมาเจรจาทางธุรกิจ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………..
R70269PS