ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 234 โอนกรรมสิทธิ์
บทที่ 234 โอนกรรมสิทธิ์
จ้าวชิงซงคุยกับติงลี่เหรินตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง อีกฝ่ายก็พยายามชวนให้จ้าวชิงซงอยู่ทานข้าวด้วยกันก่อน
จ้าวชิงซงไม่ค่อยอยากปฏิเสธจึงพาเด็ก ๆ สองคนไปทานข้าวกับติงลี่เหรินที่ร้านอาหารใกล้ ๆ
ร้านอาหารร้านนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นาน จ้าวชิงซงนั่งลงพลางมองสำรวจรอบ ๆ แล้วพูดว่า “ที่นี่เปลี่ยนไปเยอะจริง ๆ”
“ก็แน่ละ” ติงลี่เหรินหัวเราะ “ช่วงสองปีที่นายไม่อยู่ ร้านขายส่งของเราได้กลายเป็นศูนย์กระจายสินค้าขายส่งผลไม้ทั่วทั้งเมืองหลวงเลยนะ คนมาทำงานที่นี่ก็เยอะขึ้น เลยมีคนมาเปิดร้านอาหารมากขึ้น ร้านนี้อร่อยที่สุด เดี๋ยวให้นายลองชิมดู”
หลังจากกินข้าวเสร็จ จ้าวชิงซงก็พาเด็กสองคนกลับบ้าน ระหว่างทางก็แวะซื้อขิงที่ห้างสรรพสินค้า
อันอันจำได้ว่าเป็นครีมบำรุงที่ลี่หรงใช้ประจำ เห็นจ้าวชิงซงกำลังดมอยู่จึงดึงแขนผู้เป็นพ่อ พยายามดมกลิ่นด้วยจมูกเล็ก ๆ แล้วพูดว่า “หอมจังเลย”
เด็กสองคนได้ถังหูลู่คนละไม้ก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้นกลับบ้านไป
เช้าวันรุ่งขึ้น คุณปู่ซุนก็มาหาลี่หรงที่บ้าน
ลี่หรงไม่แปลกใจ เธอทักทายอย่างยิ้มแย้ม แนะนำให้จ้าวชิงซงรู้จักว่าเขาคือคนที่เธอไปดูบ้าน
พูดถึงเรื่องดูบ้าน จ้าวชิงซงก็นึกถึงเรื่องที่ลี่หรงมีเรื่องจนเจ็บตัวเขาก็มีสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจขึ้นมาทันที
ลี่หรงเห็นสีหน้าเขาก็รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงตบบ่าเขาเบา ๆ “นี่คือคุณปู่ซุนจากตรอกเซี่ยงฝู ไม่ใช่คนที่ฝูเจี้ยน คุณอย่าคิดมากไปเลยค่ะ”
“ปู่ชุนตัดสินใจได้แล้วเหรอคะ?”
ปู่ซุนกำมือทั้งสองแน่นแล้วพยักหน้า “ครั้งที่แล้วที่คุณบอกว่าเจ็ดหมื่น ยังเป็นไปตามนั้นอยู่ใช่ไหม?”
“แน่นอนค่ะ” ลี่หรงบอกเขาไว้ตอนนั้นว่าเจ็ดหมื่น เธอจะไม่ฉวยโอกาสต่อรองราคาตอนที่คนอื่นมาหาเธออีกครั้ง เพราะนั่นจะเป็นการผิดคำพูด
“ได้ แล้วสะดวกไปทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์เมื่อไหร่ล่ะ? เฮ้อ ลูกชายฉันกลับมาแล้ว ฉันต้องไปต่างประเทศในอีกไม่กี่วันก็เลยต้องรีบจัดการธุระให้เสร็จ”
ลี่หรงนัดวันเวลากับคุณปู่ซุนเสร็จแล้วก็ส่งแขกกลับไป หลังจากนั้นเธอก็เล่าเรื่องบ้านที่ตรอกเซี่ยงฝูให้จ้าวชิงซงฟัง
“บ้านหลังเล็ก ๆ แค่ห้าห้อง แต่ตั้งราคาไว้แปดหมื่นห้าเลยเหรอ?” ราคานี้แพงกว่าที่จ้าวชิงซงคิดไว้มาก “แล้วตอนนี้บ้านล้อมลานของเราราคาเท่าไหร่ครับ?”
บ้านล้อมลานตั้งอยู่ในตรอกหลัวกู่ ใกล้กับตรอกเซี่ยงฝู บ้านล้อมลานมีขนาดใหญ่กว่า มีห้องเยอะกว่า และมีสวนที่กว้างกว่า
ราคาย่อมสูงกว่าบ้านของคุณปู่ซุนเป็นธรรมดา
ลี่หรงไม่เคยถามราคาบ้านล้อมลานของตัวเอง เธอกล่าวว่า “ไม่รู้สิคะ แต่ได้ยินมาว่ามีบ้านหลังหนึ่งในตรอกของเราขายได้ราคาเกือบแสน บ้านหลังนั้นเล็กกว่าบ้านเรา ฉันไม่ได้คิดจะขายบ้านล้อมลาน แต่ลองคิดเล่น ๆ ดู ตอนนี้ถ้าจะขายคิดว่าน่าจะขายได้ประมาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่น ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นละมั้งคะ?”
จ้าวชิงซงเลิกคิ้วขึ้นด้วยความทึ่ง “ตอนที่ซื้อมาเมื่อหลายปีก่อน ราคาแค่หมื่นต้น ๆ เองนะ เดี๋ยวนี้ราคาขึ้นมาตั้งสิบเท่า!”
“จริงสิ…คุณมีเงินไม่ถึงเจ็ดหมื่นไม่ใช่เหรอ? ผมเอาสมุดบัญชีเงินฝากมาด้วย เดี๋ยวไปเอามาให้นะครับ”
“ยังไม่ต้องรีบหรอกค่ะ พี่สามก็กำลังรีบหาซื้อบ้านอยู่ ฉันว่าจะถามเขาดูก่อน ถ้าเขาจะซื้อก็ให้เขาก่อนค่ะ”
“ทำไมต้องรีบล่ะครับ?”
“ก็จะแต่งงานแล้วนี่คะ”
“อืม ก็ควรจะแต่งงานได้แล้วจริง ๆ นั่นแหละ” จ้าวชิงซงมองเธอ “แล้วเมื่อไหร่เราจะมีลูกคนที่สองล่ะครับ หืม?”
เมื่อพูดถึงลูกคนที่สอง ลี่หรงก็นึกถึงเมื่อคืนที่ผู้ชายคนนี้พูดอยู่ข้างหูเธอ แล้วก็นึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน ที่ทำให้วันนี้เจิ้งเยี่ยนหงกับคนอื่น ๆ แซวเธอทางสายตาไม่หยุด
ลี่หรงเขินอายจนหน้าแดง เลยหยิกแขนเขาไปหนึ่งที “ไม่ต้องรีบ!”
เธอโทรหาลี่รุ่ยจือ เล่าเรื่องของคุณปู่ซุนให้ฟังจากนั้นจึงถามเขาว่า “พี่สนใจจะซื้อไหมคะ?”
ลี่รุ่ยจือถามเธอว่า “ตอนนี้มีข่าวเรื่องบ้านที่ฝูเจี้ยนบ้างไหม?”
“ตอนนี้ยังไม่มี ไม่รู้ว่าจั๋วเหวินอี้ขายออกไปหรือยัง”
ปลายสายเงียบไปสักพักแล้วพูดว่า “ฉันอยากรอฟังข่าวบ้านที่ฝูเจี้ยนก่อน”
ลี่หรงไม่ได้เกลี้ยกล่อมเขา บ้านที่ฝูเจี้ยนดีกว่าบ้านที่ตรอกเซี่ยงฝูมาก แม้ว่าราคาจะแพงกว่า แต่ลี่รุ่ยจือใช้สำหรับแต่งงาน ตระกูลเสิ่นมีฐานะเช่นนั้น การที่ลี่รุ่ยจือตัดสินใจเแบบนี้ ลี่หรงเข้าใจเป็นอย่างดี
เธอปรึกษากับจ้าวชิงซงเรื่องการซื้อบ้าน
“พี่สามของคุณไม่เอาเหรอครับ?” พอลี่หรงพยักหน้า จ้าวชิงซงก็พาเธอกลับห้อง หยิบสมุดบัญชีจากกระเป๋าที่ถือมาแล้วยื่นให้เธอ “เงินในมือคุณไม่พอสินะ ในนี้มีเงินประมาณเจ็ดหมื่น คุณเพิ่มอีกนิดก็ซื้อได้แล้วครับ”
“เยอะขนาดนี้เลยเหรอคะ? ครั้งก่อนที่โทรมาคุณบอกว่ามีแค่ห้าหมื่นเองไม่ใช่เหรอคะ?”
“เหล่าซ่งรู้ว่าผมจะมาฉลองตรุษจีนที่เมืองหลวง เมื่อปีที่แล้วฟาร์มสุกรได้กำไร เขาก็เอาเงินปันผลมาให้ล่วงหน้า แต่ที่จริงรออีกสองสามวันก็ได้แล้ว”
“นี่คงเป็นเงินทั้งหมดของคุณใช่ไหมคะ?”
“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะ ผมไม่ได้มีเงินส่วนตัวหรอกนะครับ”
“ถ้าฉันใช้หมด อย่างนั้นคุณก็จะไม่มีเงินใช้สิคะ”
“แค่มีคุณอยู่ผมก็พอใจแล้วครับ” จู่ ๆ เขาก็ปากหวานขึ้นมาจนลี่หรงอดยิ้มไม่ได้
มือของเธอหนักอึ้ง หัวใจของเธอก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่น
จ้าวชิงซงกอดลี่หรงแล้วจูบเธออย่างแผ่วเบา “ปลายปีนี้ ผมก็สามารถเก็บลูกแพร์ขายได้แล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน”
ลี่หรงเงยหน้ามองเขา “ก่อนหน้านี้เราตกลงกันว่าพอฉันเรียนจบ ฉันก็จะกลับไปอยู่กับคุณ แต่ฉันกลับมาเปิดร้านตัดชุดที่นี่เสียได้ คุณโกรธฉันไหมคะ?”
จ้าวชิงซงจะไปโกรธเธอได้อย่างไร เพียงแต่เขาจะไม่ปล่อยโอกาสเรียกคะแนนความน่าสงสารแบบนี้ไปหรอกนะ เขาถอนหายใจ แกล้งทำเป็นเสียใจ “ผมไม่โกรธคุณหรอก แต่สามีของคุณต้องนอนเฝ้าบ้านคนเดียว มันทั้งเหงา ทั้งทรมานมากเลยนะครับ”
แววตาของลี่หรงฉายแววความรู้สึกผิด แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรก็ถูกจ้าวชิงซงหอมแก้มไปหนึ่งที “ผมวางแผนไว้แล้วละ รอให้ธุรกิจลูกแพร์ลงตัวแล้ว ผมจะค่อย ๆ โอนให้พี่ใหญ่ดูแล แล้วถึงตอนนั้นผมก็จะมาอยู่กับคุณที่เมืองหลวง เราคงไม่ได้อยู่ห่างกันนานหรอกครับ”
ลี่หรงรู้สึกโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้มีความหวังมากเกินไป เพราะเผื่อมีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาจนทำให้ผิดจากที่ตั้งใจก็ได้
เมื่อถึงวันที่นัดโอนกรรมสิทธิ์บ้าน คุณปู่ซุนก็พาลี่หรงกับจ้าวชิงซงไปดูบ้านก่อน
หลังจากที่ดูเสร็จ จ้าวชิงซงก็พูดขึ้นมาว่า “เล็กจัง”
คุณปู่ซุนถึงได้รู้ว่าจ้าวชิงซงคือสามีของลี่หรง พอได้ยินเขาพูดแบบนั้น ก็กลัวว่าจ้าวชิงซงจะต่อราคาก็เลยรีบพูดขึ้นมาว่า “ไม่เล็กหรอก บ้านข้าง ๆ ที่เล็กกว่านี้ยังขายได้แปดหมื่นเลย พอดีว่าฉันรีบขายน่ะ ไม่งั้นคงจะไม่ขายถูกแค่เจ็ดหมื่นหรอก เอ่อ แล้วนี่เตรียมเอกสารกันมาครบแล้วใช่ไหม?”
ประโยคสุดท้ายคุณปู่ซุนถามลี่หรง
“เตรียมมาครบแล้วค่ะ งั้นตอนนี้เราไปโอนกรรมสิทธิ์กันเลยนะคะ เสร็จแล้วบ่าย ๆ ค่อยไปถอนเงินมาให้ค่ะ”
ที่ทำการโอนกรรมสิทธิ์บ้านคนไม่เยอะ รอไม่นานก็ถึงคิวพวกเขา
ตอนลงชื่อปู่ซุนเพิ่งสังเกตเห็นว่าชื่อที่เขียนคือชื่อของลี่หรง บ้านหลังนี้หลังจากนี้ก็จะเป็นทรัพย์สินของลี่หรง
เขาหันไปมองจ้าวชิงซงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างแปลกใจ
เดิมทีเขาคิดว่าลี่หรงพาสามีมาคงเพื่อจะให้สามีลงชื่อ หรือไม่ก็ลงชื่อทั้งสองคน แต่ลี่หรงกลับลงชื่อตัวเองคนเดียว
เขาจึงนึกถึงธุรกิจที่ลี่หรงทำแล้วก็คิดในใจว่า ลี่หรงคงมีเงินเป็นของตัวเอง ส่วนจ้าวชิงซง… คงจะเป็นพวกเกาะผู้หญิงกิน
สายตาที่คุณปู่ซุนมองจ้าวชิงซงแปลก ๆ จ้าวชิงซงรูปร่างสูงใหญ่ขนาดนี้ แต่กลับยอมให้ผู้หญิงเลี้ยงดู
แต่เขาก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกนั้นออกมา
สายตาแบบนั้นทำให้จ้าวชิงซงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เขาไม่รู้ว่าคุณปู่ซุนคิดไปเองอย่างไรบ้างแล้ว เขาเลยเลือกที่จะทำเป็นไม่เห็นซะ ถึงอย่างไร เมื่อโอนกรรมสิทธิ์เสร็จแล้ว พวกเขาก็คงจะไม่ได้เจอกันอีก