ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 235 ใบโอนเงิน
บทที่ 235 ใบโอนเงิน
เช้าวันนั้นหลังจากที่ไปถึงบ้านของปู่ซุน ลี่หรงก็ได้มอบเงินสดสองหมื่นหยวนซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นเงินมัดจำให้เขาไว้ก่อนแล้ว
ส่วนที่เหลืออีกห้าหมื่น ลี่หรงจะไปถอนเงินที่ธนาคารมาให้หลังจากทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว
สมุดบัญชีของจ้าวชิงซงเป็นของธนาคารการเกษตร ลี่หรงจึงพาทุกคนไปที่ธนาคารการเกษตร เจ้าหน้าที่ที่ต้อนรับเป็นชายหนุ่มสวมแว่นกรอบทอง เมื่อเห็นลี่หรงกับชายชรา เขาก็คิดในใจว่าคงมาถอนเงินไม่มากเท่าไหร่ สีหน้าของเขาดูเฉื่อยชาและถามแบบส่ง ๆ ว่า “ฝากเงินหรือถอนเงินครับ?”
ลี่หรงไม่สนใจท่าทีของเขาและยื่นสมุดบัญชีให้ “สวัสดีค่ะ ถอนเงินสดห้าหมื่นหยวนค่ะ”
“เท่าไหร่นะ?” ชายหนุ่มสวมแว่นกรอบทองเบิกตาโพลง กดแว่นลงแล้วถามใหม่อีกครั้ง
“ห้าหมื่นค่ะ” ลี่หรงตอบซ้ำอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่เปิดสมุดบัญชีดูชื่อแล้วมองลี่หรงด้วยสายตาสงสัย “เจ้าของบัญชีชื่อจ้าวชิงซง คุณชื่อจ้าวชิงซงเหรอ?”
“ไม่ใช่ค่ะ” ลี่หรงตอบตามจริง
“ไม่ใช่ก็ถอนเงินไม่ได้”
“ฉันมีสมุดบัญชี มีรหัสผ่าน ทำไมจะถอนไม่ได้ล่ะคะ?”
“คุณเป็นอะไรกับจ้าวชิงซง”
ลี่หรงไม่อยากมีเรื่อง จึงตอบเขาไปว่า “สามีภรรยากันถอนเงินแทนกันได้ไหมคะ?”
“ผมจะรู้ได้ยังไงว่าพวกคุณเป็นสามีภรรยากัน?”
ลี่หรงอดขำไม่ได้ พนักงานคนนี้เป็นอะไรของเขากันเนี่ย จ้าวชิงซงที่นั่งรออยู่ข้างหน้าประตู สายตาของเขามองมาที่เธออยู่ตลอด ลี่หรงจึงกวักมือเรียกเขา
“มีอะไรครับ จำรหัสผ่านไม่ได้เหรอ?”
ลี่หรงชี้ไปที่จ้าวชิงซง “เขาอยู่นี่แล้ว คราวนี้ถอนเงินได้หรือยังคะ?”
เธออดไม่ได้ที่จะเหน็บแนมซ้ำอีกครั้ง “หรือว่ายังต้องมีหลักฐานยืนยันอีกว่าเขาคือจ้าวชิงซง”
สีหน้าของพนักงานเปลี่ยนไป แม้จะโดนตอกหน้าก็ไม่ตื่นตระหนก “อ้อ ขอโทษด้วยครับ จำนวนเงินนี้มากเกินไปต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน ถอนตอนนี้เลยไม่ได้ครับ”
ห้าหมื่นหยวน เทียบเท่ากับเงินในยุคหลังก็ประมาณสองสามล้าน
ลี่หรงไม่คิดว่าตอนนี้จะมีการจำกัดวงเงินการถอน และเธอก็เพิ่งจะเคยถอนเงินจำนวนมากเป็นครั้งแรกด้วย
ดูเหมือนว่าการจำกัดวงเงินถอนก็มีอยู่ในทุกยุค
ลี่หรงรำคาญข้อจำกัดเหล่านี้ของธนาคารที่สุด เช่น การจำกัดวงเงินถอน การถอนเงินจำนวนมากต้องนัดหมายล่วงหน้า…
ตอนฝากทำไมถึงได้ง่ายดายอย่างนั้น
คงเป็นเรื่องจริงที่ว่าฝากเงินง่าย ถอนเงินยาก
ไม่แปลกใจที่คนรุ่นเก่าไม่ค่อยอยากจะฝากเงินไว้กับธนาคาร
เมื่อปู่ซุนได้ยินคำพูดของพนักงานก็รีบร้อน “ทำไมจะถอนไม่ได้ล่ะ ฉันต้องรีบใช้เงินนะ พอจะมีทางช่วยหน่อยได้ไหมพ่อหนุ่ม?”
เขาเป็นแค่พนักงานทั่วไป ถอนเงินจำนวนมากหรือน้อยเขาก็ไม่ได้ค่าจ้างเพิ่ม จึงตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “คุณปู่ครับ ทางเราไม่สามารถช่วยได้หรอกครับ ธนาคารมีกฎข้อบังคับมาแบบนี้”
“ถ้าอย่างนั้น…” คุณปู่ซุนยังคงพูดกับพนักงานด้วยน้ำเสียงที่ใกล้จะอ้อนวอนแล้ว
ในที่สุดเรื่องนี้ก็ไปถึงหูของผู้จัดการธนาคาร
พอผู้จัดการทราบว่าลี่หรงต้องการถอนห้าหมื่นหยวนก็เสียดายมาก เพราะการฝากไว้ที่ธนาคารก็คือผลประโยชน์ของพวกเขาเอง แต่ถ้าถอนออกไป ในอนาคตหากนำไปฝากธนาคารอื่น นั่นก็จะกลายเป็นผลประโยชน์ของคนอื่น
และธนาคารมีเป้าหมายในการฝากเงินเป็นประจำทุกปี ปีนี้เพิ่งจะเริ่มต้น ถ้าห้าหมื่นหายไป เขาจะไปร้องไห้ที่ไหน?
เขาไม่ได้บอกว่าจะไม่ให้ลี่หรงถอนเงิน พวกเขายังต้องบริการลี่หรงและคนอื่น ๆ ด้วยความสุภาพ
ถึงอย่างไรลี่หรงก็ต้องถอนเงินแน่ ถึงจะอ้างว่าต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนถอน แต่เมื่อถึงวันนั้นลี่หรงก็ต้องมาถอนเงินอยู่ดี
ความคิดของผู้จัดการนั้นลึกซึ้งกว่าพนักงาน สมุดบัญชีของลี่หรงมีเงินฝากจำนวนมาก แสดงว่าเธอมีเงิน ไม่ว่าเธอจะมาถอนเงินเพื่อทำอะไร เขาก็ต้องบริการเธอให้ดีที่สุด มิฉะนั้นถ้าเขาทำให้ลี่หรงโกรธหรือไม่พอใจ เธออาจจะไม่มาฝากเงินที่ธนาคารการเกษตรอีกต่อไป ซึ่งมันไม่คุ้มค่าเลย
เขายิ้มอย่างมีไมตรี “คุณผู้หญิง เงินก้อนนี้ฝากไว้ในธนาคารดีที่สุด คุณจะได้ดอกเบี้ยด้วยนะครับ”
“ฉันรู้ค่ะ แต่ฉันจะเอาเงินนี้ไปซื้อบ้านแล้วทำไมถึงถอนไม่ได้? คุณช่วยฉันหน่อยได้ไหมคะ?”
นโยบายจำกัดวงเงินของธนาคารหลาย ๆ อย่าง ที่จริงแล้วเป็นแค่ข้อกำหนดที่ให้พนักงานทำอย่างผู้จัดการคนนี้ ลี่หรงเชื่อว่าเขาต้องมีวิธีให้เธอถอนเงินได้แน่นอน
ผู้จัดการครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเสนอความคิดเห็นให้ลี่หรง “คุณผู้หญิงสามารถโอนเงินได้นะครับ คนที่คุณผู้หญิงจะซื้อบ้านเขามีสมุดเงินฝากของทางธนาคารเราหรือเปล่าครับ? ถ้าไม่มีก็เปิดบัญชีใหม่ได้นะครับ”
ลี่หรงมองไปที่คุณปู่ซุน เขาส่ายหน้า “ไม่ได้ ฉันจะไปต่างประเทศแล้ว”
“ไปต่างประเทศเหรอ?” ผู้จัดการพึมพำคำนี้ จากนั้นก็ตบหัวตัวเองดังฉาด “ผมช่วยคุณจัดการเอกสารโอนเงินได้นะครับ ออกไปต่างประเทศก็คงจะเอาเงินสดติดตัวไปไม่ได้ใช่ไหมล่ะครับ”
“เอกสารโอนเงินคืออะไร?” ปู่ซุนไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ หรือว่าถึงแม้จะมีสมุดบัญชีธนาคาร แต่ก็ถอนเงินจากธนาคารในต่างประเทศไม่ได้เหรอ?
หลังจากได้ยินคำถามของปู่ซูน ผู้จัดการก็อธิบายให้ฟังอย่างตั้งใจ
ปู่ซุนมองผู้จัดการด้วยสายตาสงสัย จากนั้นก็ถามลี่หรงเบา ๆ ว่าเป็นอย่างที่ผู้จัดการพูดหรือไม่
ลี่หรงพอเข้าใจอยู่บ้าง เธอเคยเรียนต่อต่างประเทศมาก่อน แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเธอไม่ค่อยแน่ใจ
แล้วถ้าหากโอนเงินไปต่างประเทศ ก็ยังต้องคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
ลี่หรงไม่รู้ว่าคุณปู่ซุนไปประเทศไหน แต่ตราบใดที่มีอัตราแลกเปลี่ยนต่างกัน เวลาที่ใบโอนเงินแสดงจำนวนเงินที่ไม่ตรงกัน แม้เธอจะมีปากอีกหนึ่งหมื่นปากก็ยากจะอธิบายอยู่ดี
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต เธอจึงพูดว่า “ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องเลยค่ะ จริงสิ คุณปู่ซุน ลูกชายคุณก็กลับมาด้วยไม่ใช่เหรอคะ ทำไมไม่ให้เขามาที่นี่ด้วยล่ะ บางทีเขาอาจจะรู้ก็ได้นะคะ”
เมื่อเทียบกับลี่หรงที่เป็นคนนอก ลูกชายแท้ ๆ น่าเชื่อถือกว่าจริง ๆ
“เขากลับมาแล้ว แต่เขาไม่อยู่บ้าน เขาบอกว่าวันนี้จะไปหาเพื่อนเก่า”
ผู้จัดการ “อย่างนั้นพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีไหมครับ? ธนาคารการเกษตรของเราไม่หนีไปไหนหรอก”
ธนาคารการเกษตรจะไม่หนีไปไหน แต่ปู่ซุนยังไม่ได้เงินจิตใจก็ไม่สงบ
แต่ให้ลูกชายตัวเองมาน่าจะเป็นหนทางเดียวในตอนนี้แล้ว
“ตกลง” ปู่ซุนจำต้องพูด
พรุ่งนี้ต้องมาใหม่อีกรอบ
อาจจะเป็นเพราะทุกคนกำลังหาเงินซื้อของปีใหม่กัน ในวันถัดมา ลี่หรงยังไม่ได้ไปธนาคารกับปู่ซุน ก็ได้รับโทรศัพท์จากเฉิงอิง
อีกฝ่ายบอกว่ามีคนมาจำนองบ้านอีกแล้ว ยังเป็นบ้านที่ฝูเจี้ยน เธอถามว่าลี่หรงซื้อบ้านที่เคยดูไว้ไปแล้วหรือยัง? แล้วเธอยังต้องการอยู่ไหม?
ลี่หรงถามเธอว่า “เป็นหลังเดิมเมื่อคราวก่อนหรือเปล่า?”
เฉิงอิงบอกว่าไม่ใช่
ลี่หรงให้ที่อยู่ไว้แล้วนัดเวลาดูบ้านกับคนคนนั้น
บ้านของจั๋วเหวินอี้ ลี่หรงก็ชอบอยู่หรอกแต่ราคาไม่ลงตัว อีกฝ่ายก็ไม่ติดต่อมาจนถึงตอนนี้ เธอไม่รู้ว่าขายออกไปแล้วหรือจะค่อย ๆ ขายไป
จั๋วเหวินอี้ไม่เหมือนปู่ซุนที่ต้องรีบไปต่างประเทศ แม้จะมีคนในครอบครัวหลี่มาวุ่นวายอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังค่อย ๆ ขายออกไปก็ได้เพราะเขาไม่ได้อาศัยอยู่ที่ฝูเจี้ยน
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ลี่หรงได้ตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว บ้านที่ฝูเจี้ยนอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างเป็นระเบียบ แค่มองก็รู้แล้วว่าไม่มีใครอยู่ ดังนั้นจั๋วเหวินอี้คงจะมีที่พักที่อื่น
ลี่หรงคิดว่ารอให้คนแบบนี้กลับมาขายให้เธอในราคาถูกกว่าเดิมดีกว่าที่เธอจะต้องไปดูบ้านหลังอื่น ๆ ก่อน
แต่พูดตามจริงแล้วตอนนี้เงินของลี่หรงรวมกับของจ้าวชิงซงก็ไม่ถึงสี่หมื่น
ลี่หรงโทรศัพท์ไปหาลี่รุ่ยจืออีกครั้งแต่เขาไม่อยู่บ้าน เขาไปที่บ้านตระกูลเสิ่น
เธอจึงโทรศัพท์ไปที่บ้านตระกูลเสิ่นอีกครั้ง
เธอบอกลี่รุ่ยจือว่าช่วงบ่ายมีบ้านที่ฝูเจี้ยนที่จะต้องไปดู
เมื่อมาถึงธนาคารเพื่อการเกษตรอีกครั้ง ผู้จัดการคนเมื่อวานก็เป็นคนต้อนรับ
ลี่หรงได้พบกับลูกชายของปู่ซุน เขาเป็นคนรูปร่างสูงผอม สวมแว่นตา สวมชุดสูตสี่ชิ้น เสื้อนอกดูเหมือนจะทำจากขนสัตว์ สวมหมวกแปดกลีบอยู่บนศีรษะ