ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 240 ลุงรองปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
บทที่ 240 ลุงรองปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
“ได้อั่งเปาตรุษจีนด้วย” หลี่เสี่ยวอ้ายตาเป็นประกาย “พี่ลี่หรง นอกจากคุณยายแล้ว พี่ก็เป็นคนที่ดีที่สุดในโลกสำหรับฉันเลยนะคะ”
คุณยายโม่ก็รู้สึกซาบซึ้ง เธอไม่ได้รับค่าจ้างมานานมากแล้ว ไม่คิดว่าเมื่อแก่ตัวลง ทักษะเหล่านี้จะยังไม่เสื่อมยังทำให้เธอหาเงินได้อีก
ลี่หรงตบบ่าหลี่เสี่ยวอ้าย “เอาละ ไม่ต้องพูดอะไรมากแล้ว ตรุษจีนทั้งทีต้องมีความสุขให้มาก ๆ นะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้ารับ “อื้อ!”
จนกระทั่งหรานชิงชิงมาเอาเสื้อคลุมกลับบ้าน ร้านฝูหรงจึงปิดอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตามลี่หรงไม่ได้อยู่เฉย ๆ เธอต้องใช้ประโยชน์จากช่วงเวลาก่อนสิ้นปีนี้ เขียนแบบชุดแต่งงานให้เสิ่นรั่วหนิง
หลังจากผ่านตรุษจีนไปแล้ว ท้องของเสิ่นรั่วหนิงคงจะเริ่มนูนเล็กน้อย ชุดที่ใช้ใส่ในงานแต่งงานจึงไม่ควรรัดแน่นเกินไป
ในการแข่งขันออกแบบเสื้อผ้าครั้งก่อน เสิ่นรั่วหนิงชอบชุดที่ลี่หรงออกแบบมาก เธอจึงรับปากในตอนนั้นว่าจะทำชุดที่มีผ้าคลุมไหล่ให้
ความยากของชุดแต่งงานอยู่ที่การปักลวดลายลงบนชุด และยังเป็นการปักลายลงบนพื้นที่ขนาดใหญ่
ในอนาคตจะมีเครื่องจักรที่ผลิตวัสดุเหล่านี้ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ จะต้องปักทีละเข็มด้วยมือล้วน ๆ
ชุดนี้ลี่หรงไม่คิดที่จะรับเงินจากเสิ่นรั่วหนิง แต่เมื่อถึงเวลาก็คงจะให้เธอใช้ก่อนแล้วค่อยเอากลับมาใช้ใหม่
หากชุดที่มีผ้าคลุมไหล่สำเร็จลุล่วง นั่นจะเป็นชุดแต่งงานงานฝีมือชิ้นแรกในอาชีพของเธอ ซึ่งมีความหมายอย่างมาก
สองสามวันก่อนถึงตรุษจีน จ้าวชิงซงที่พาอันอันและเอ้อร์หนิวกลับมาจากข้างนอก ก็เห็นหลี่เสี่ยวอ้ายกำลังนั่งร้องไห้อยู่หน้าประตู
บ้านล้อมลานไม่มีใครอยู่บ้าน วันนี้ทุกคนไปช่วยกันทำความสะอาดบ้านที่เพิ่งซื้อมาที่ตรอกเซี่ยงฝู
เมื่อผ่านช่วงตรุษจีนไปแล้ว ถึงจะติดประกาศหาผู้เช่า
หลี่เสี่ยวอ้ายเคาะประตูแต่ไม่มีใครตอบ เธอก็นั่งลงร้องไห้อยู่ที่หน้าประตู ทำให้จ้าวชิงซงที่เพิ่งกลับมาได้เห็นพอดี
นอกจากภรรยาตัวเองแล้วจ้าวชิงซงไม่เคยสนใจว่าใครจะร้องไห้ หากไม่ใช่หลี่เสี่ยวอ้ายนั่งร้องไห้อยู่หน้าบ้านเขา เขาคงไม่มองและเดินกลับเข้าบ้านไปเลย
แต่ตอนนี้เธอนั่งร้องไห้อยู่หน้าบ้านล้อมลาน จ้าวชิงซงก็เลยลูบหัวอันอันให้เขาเดินเข้าไปหา
อันอันวิ่งเข้าไปเหมือนเจ้าชายน้อยแสนใจดี ยื่นมือเล็ก ๆ ไปลูบหน้าหลี่เสี่ยวอ้าย พลางพูดว่า “พี่เสี่ยวอ้ายเป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไมเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายกอดเจ้าตัวน้อยไว้แน่นแล้วปล่อยโฮออกมา จ้าวชิงซงรำคาญใจจึงพูดเสียงแข็งออกไปว่า “หยุดร้องได้แล้ว!”
ราวกับหลี่เสี่ยวอ้ายจะแกล้งเขาจึงยิ่งร้องเสียงดังกว่าเดิม
จ้าวชิงซงรู้สึกปวดหัว มีเพื่อนบ้านเริ่มโผล่ออกมาดูแล้ว คนที่ไม่รู้อาจจะคิดว่าเขาเป็นคนทำให้เธอร้องไห้
เขาเดินอ้อมหลี่เสี่ยวอ้ายเปิดประตูให้เธอเข้าไปในบ้าน
หลี่เสี่ยวอ้ายหยุดร้องไห้ ไม่มองหน้าเขา แล้วเดินกอดอันอันเข้าไป
อันอันใช้มืออ้วน ๆ เช็ดน้ำตาบนใบหน้าหลี่เสี่ยวอ้ายเลียนแบบลี่หรง ตอนที่ปลอบเขา ยื่นมือไปลูบหลังหลี่เสี่ยวอ้าย “ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง…”
หลี่เสี่ยวอ้ายสูดน้ำมูก แล้วทำท่าเหมือนยิ้ม “พี่ไม่ร้องแล้ว แม่หนูอยู่ไหนเหรอ?”
“แม่ก็อยู่…” อันอันบอกไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน เขาคิดอยู่นานแล้วก็บอกว่าไม่รู้
หลี่เสี่ยวอ้ายเงยหน้าขึ้น แล้วถาม “คุณจ้าว”
ตั้งแต่ที่จ้าวชิงซงเดินเข้ามาในบ้านเขาก็ไม่ได้สนใจเธอเลย เด็กสาวคนนี้ไม่เคยมองเขาดี ๆ เลยสักครั้ง เขาเองก็รับรู้แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาอายุมากกว่าเธอตั้งสิบกว่าปี ไม่จำเป็นต้องมาคิดมากกับเด็กสาว
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องไปเอาอกเอาใจหลี่เสี่ยวอ้ายที่ร้องไห้แบบนั้น คงมีเรื่องทุกข์ใจแต่เธอก็ไม่ได้คิดจะระบายให้เขาฟัง เธอคงกำลังตามหาลี่หรงอยู่แน่
“นี่!” หลี่เสี่ยวอ้ายเรียกอีกครั้ง
จ้าวชิงซงหันมามองเธอ พบว่าอีกฝ่ายกำลังเรียกเขาจริง ๆ เขาจึงหรี่ตามอง “ผมไม่ได้ชื่อนี่”
ถ้าเป็นเวลาปกติหลี่เสี่ยวอ้ายคงต้องกลอกตามองบน แต่ตอนนี้ต่างออกไป ตอนนี้หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกเหมือนคนอยู่ใต้ชายคาต้องยอมก้มหัวให้ “ใครจะรู้ว่าคุณชื่ออะไร ฉันอยากเจอพี่ลี่หรง”
“ภรรยาผมอยู่ที่ตรอกเซี่ยงฝู น่าจะกลับมาตอนเย็น” จ้าวชิงซงหยิบของบางอย่างแล้วหันมาถามเด็กน้อยสองคน “พวกเธอจะไปด้วยไหม?”
เอ้อร์หนิวและอันอันมองหน้ากันก่อนจะมองหลี่เสี่ยวอ้าย แล้วก็ส่ายหัวพร้อมเพรียงกันอย่างเข้าใจ
อันอันพูดว่า “พ่อไปเถอะครับ พวกเราจะอยู่เล่นกับพี่เสี่ยวอ้ายที่บ้าน”
มีพี่สาวตัวโตคนหนึ่งอยู่ด้วย กับเด็กน้อยสองคน บ้านมีรั้วปิดคงจะไม่มีใครเข้ามา จ้าวชิงซงพยักหน้า “ได้”
“เดี๋ยวก่อน!”
จ้าวชิงซงที่กำลังจะเดินไปถูกหลี่เสี่ยวอ้ายเรียกเอาไว้ เขากลับหลังหัน ได้ยินอีกฝ่ายถามว่า “คุณจะไปหาพี่ลี่หรงใช่ไหม?”
“เปล่า ถ้าเธอรีบก็ไปที่นั่นได้เลยตรอกเซี่ยงฝู เลขที่หกสิบแปด”
หลี่เสี่ยวอ้ายพาเด็กน้อยสองคนไปที่ตรอกเซี่ยงฝูหกสิบแปด
เมื่อเด็กน้อยสองคนกลับมาที่นี่ ก็ผลักประตูเข้าไป ข้างในลี่หรงกำลังขนของอยู่
หลี่เสี่ยวอ้ายตะโกนเรียกลี่หรงก่อนจะเดินไปช่วย
ดวงตาและปลายจมูกของเธอแดงก่ำ เสียงค่อนข้างเบา ลี่หรงเห็นแล้วก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เพราะความหนาวเย็น เมื่อวางโต๊ะเสร็จลี่หรงก็มองเธอด้วยสายตาเป็นห่วง “เสี่ยวอ้ายเป็นอะไร ตาบวมแดงหมดแล้ว”
หลี่เสี่ยวอ้ายถือว่าลี่หรงเป็นพี่สาว ลี่หรงถามแบบนี้เธอจึงกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
“ร้องไห้ทำไมล่ะ มีเรื่องอะไรก็พูดเถอะ”
แม่จ้าวก็ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ ปกติเธอเอ็นดูหลี่เสี่ยวอ้ายมาก เห็นเด็กสาวร้องไห้ก็อดสงสารไม่ได้ “น้อยใจอะไรกัน ร้องไห้ซะน่าสงสารเลย บอกพวกเราเถอะ มีปัญหาอะไรเราจะได้ช่วยกันแก้ไข”
หลี่เสี่ยวอ้ายเช็ดน้ำตาแต่ยังคงสะอื้น “คุณยาย ฮึก คุณยายเข้าโรงพยาบาลค่ะ”
“อะไรนะ!” ลี่หรงเม้มปาก “เป็นอะไรเหรอ?”
“เมื่อวานลุงรองกลับมา แล้วก็ทะเลาะกับคุณยาย บอกจะไล่พวกเราสองยายหลานออกจากบ้าน แล้วยายก็เลยโกรธจนหมดสติต้องเข้าโรงพยาบาล ฮือ ๆ ๆ ฉันจะทำยังไงดีพี่ลี่หรง”
ลี่หรงถามด้วยความสงสัย “แต่พวกเธอเคยบอกว่าไม่มีญาติที่ไหนแล้วนี่?”
เธอจำได้ว่าคุณยายโม่กับหลี่เสี่ยวอ้ายอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง แล้วทำไมอยู่ ๆ ก็มีลุงรองโผล่มาได้ล่ะ
หลี่เสี่ยวอ้ายอธิบายว่า“เขาไม่ใช่ลุงรองของฉันโดยสายเลือดหรอกค่ะ พูดให้ถูกก็คือ เขาไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของยาย ที่จริงเขาเป็นลูกของภรรยาเก่าคุณตา ส่วนคุณยายคือคนที่คุณตาแต่งงานด้วยทีหลังค่ะ”
ลี่หรงทำหน้างง ๆ “แล้วทำไมเขาเพิ่งกลับมา? เขาไปอยู่ที่ไหนมา?”
“ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมไม่ตายไปข้างนอกซะ!” หลี่เสี่ยวอ้ายพูดด้วยสายตาขุ่นเคือง “คุณยายเล่าให้ฉันฟังว่า เขาเป็นคนไปแจ้งความจับตากับยายเอง ถ้าไม่อย่างนั้นตากับพ่อฉันคงไม่ต้องทะเลาะกันแบบนี้!”
“ตอนนี้คุณยายอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นยังไงบ้าง หมอบอกว่ายังไง”
“ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วค่ะ แค่โมโหเฉย ๆ ตอนที่ฉันออกมา คุณยายฟื้นแล้ว เย็นนี้ฉันจะกลับไปเยี่ยมคุณยาย”
ลี่หรงตบไหล่หลี่เสี่ยวอ้าย “ลุงรองคนนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน? อยู่บ้านพวกเธอหรือเปล่า?”
“อยู่ค่ะ! เมื่อคืนมัวแต่ยุ่งอยู่กับการพาคุณยายไปส่งโรงพยาบาล ไม่คิดว่าเขาจะหน้าด้านขนาดนี้ กลับมาวันนี้เขาก็เปลี่ยนกุญแจซะแล้ว!”