ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 246 ปล่อยเช่าบ้าน
บทที่ 246 ปล่อยเช่าบ้าน
หลังจากที่ลูกชายคนโตและลูกชายคนรองของตระกูลลี่แยกบ้านออกไปมีครอบครัวของตนเองแล้ว ในช่วงตรุษจีนพวกเขาก็ยังมารวมตัวกันเพื่อฉลองและกินข้าวด้วยกันจนถึงวันที่ห้า
ช่วงบ่ายของวันที่สอง ลี่หรงพาจ้าวชิงซงและอันอันกลับบ้านตระกูลลี่ แต่ลี่ข่ายจือและลี่สวนจือก็พาภรรยาและลูก ๆ กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมของภรรยด้วย พวกเขาจึงคลาดกันไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อพวกเขามาถึงบ้านตระกูลลี่ ก็เหลือเพียงแค่พ่อแม่ลี่และลี่รุ่ยจือเท่านั้น
“น่าเสียดายจริง ๆ ลืมไปเลยว่าวันที่สองพี่ใหญ่กับพี่รองจะต้องพาพี่สะใภ้กลับบ้านด้วย แล้วทำไมพี่ถึงอยู่ที่บ้านล่ะ?”
เธอถามลี่รุ่ยจือ เพราะตามหลักแล้ว ตอนนี้ลี่รุ่ยจือควรอยู่ที่บ้านตระกูลเสิ่นสิถึงจะถูก
“ไม่ต้องพูดเลย พ่อตาฉันก็ต้องพาแม่ยายกลับบ้านของพวกเขาด้วย หนิงหนิงก็ไปด้วย”
“แม่ผิดเอง ที่จริงควรจะให้รุ่ยจืออยู่ที่นั่นต่ออีกหน่อยแล้วค่อยกลับก็ได้”
แม่ลี่เดินเข้ามา “เจียเจ๋อกับคนอื่น ๆ ต่างก็บอกว่าจะรออันอันมาเล่นด้วย แต่พวกเขากลับไปตั้งแต่เช้าแล้ว ตอนนี้คงจะกำลังกินมื้อเที่ยงอยู่ พวกลูกจะค้างคืนที่นี่สักคืนไหม ยังไงห้องของลูกก็ยังเหมือนเดิม”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวตอนเย็นพวกเราก็กลับแล้ว ถ้าพ่อกับแม่ว่างก็แวะไปหาพวกเราที่บ้านได้นะคะ นั่งรถประจำทางไปไม่นานก็ถึงแล้วค่ะ”
“ครั้งก่อนก็บอกว่าลูกเปิดร้านตัดชุดอะไรสักอย่าง พี่สามของลูกพูดมากจนแม่สับสนไปหมด คงต้องหาเวลาไปดูเองแล้วละ” แม่ลี่หัวเราะอีกครั้ง “อีกไม่นาน พวกเราจะได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วนะ”
“ยังไงเหรอคะ?”
“พี่สามของลูกจะได้แต่งงานแล้วน่ะสิ!”
“จริงเหรอคะ?” ลี่หรงมองไปที่ลี่รุ่ยจือที่ท่าทางเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เธอถามว่า “เยี่ยมเลย เมื่อไหร่ล่ะคะ?”
“หลังเทศกาลตรุษจีน” ลี่รุ่ยจือเลิกคิ้วขึ้น “รอให้ทางอำเภอเปิดทำการสักสองสามวันก่อน แล้วพวกเราจะไปจดทะเบียนสมรสกัน”
“ยินดีด้วยนะคะ ในที่สุดก็สมหวังสักที”
ลี่รุ่ยจือหัวเราะในลำคอ พลางหยิบส้มมาปอกเปลือกแล้วยื่นให้อันอัน
“ลุงเก่งไหม?”
อันอันไม่รู้ว่าเขาถามอะไร แต่ถามว่าเก่งไหมพูดว่าเก่งไว้ก่อนก็ถูกแล้ว
เขาพยักหน้าว่าเก่ง ลี่รุ่ยจือจึงยื่นส้มให้เขา
แม่ลี่กลอกตามองบนลูกชายตัวดี “ชอบหลอกเด็กจังเลยนะ”
ลี่รุ่ยจือหัวเราะ ไม่ได้โต้เถียงอะไร ลี่หรงรอจนจ้าวชิงซงเล่นหมากรุกกับพ่อเสร็จก็เตรียมตัวกลับบ้าน
หลังวันตรุษจีน ลี่หรงหากระดาษมาแล้วใช้พู่กันเขียนข้อมูลการเช่าบ้านไปติดไว้ที่บ้านตรงตรอกเซี่ยงฝูและหน้าบ้านล้อมลานของตัวเอง
แน่นอนว่าเธอไม่ได้จะปล่อยเช่าบ้านล้อมลาน แต่เพียงรู้สึกว่าการไปติดป้ายในที่ของคนอื่นคงไม่ดีนัก
ถ้าไปติดที่กำแพงคนอื่นก็จะโดนด่าโดนว่าแน่ ๆ!
ถ้าไปติดที่อาคารสาธารณะหรือเสาไฟฟ้าก็นับเป็นโฆษณาลับ ถ้าถูกทางกรรมการชุมชนจับได้ก็จะต้องถูกพาไปปรับทัศนคติ เพราะการติดป้ายประกาศเท่ากับเป็นการทำลายทรัพย์สินของสาธารณะ!
ลี่หรงก็ไม่อยากจะเสียเงินไปลงหนังสือพิมพ์ แล้วในยุคนี้การเช่าบ้านก็มักจะประกาศหาผู้เช่าแบบนี้ เพื่อประหยัดทั้งเงินและเวลา แต่กว่าจะได้ปล่อยเช่าคงต้องใช้เวลานานหน่อย
ทว่าลี่หรงไม่คิดเลยว่าเธอเพิ่งจะติดประกาศไปได้ไม่กี่วันก็มีคนมาถามแล้ว
ตอนนั้นเธออยู่ที่ห้องตะวันออกกำลังทำงานอยู่ ก็ได้ยินเสียงตะโกนถามว่าที่นี่มีบ้านให้เช่าหรือไม่
เธอวางงานที่กำลังทำอยู่แล้วเดินออกไป กำลังจะตอบกลับ แต่พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเป็นหลี่ต้าอู่ เธอกอดอกพิงประตู “ที่แท้ก็นายนี่เอง ที่นี่ไม่มีบ้านให้เช่า ถึงมีก็ไม่ให้เช่าหรอก”
หลี่ต้าอู่จำลี่หรงได้ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ครอบครัวเขาก็คงไม่ต้องเร่ร่อนแบบนี้ ช่วงตรุษจีนแทบหาบ้านเช่าไม่ได้เลย จึงจำใจต้องเสียเงินไปพักโรงแรมข้างนอก
โรงแรมไม่ใช่ถูก ๆ ต้องเสียเงินทุกวัน หลี่กวงเหลียงก็ไม่อยากจะเสียเงินมากเกินไป จึงได้เปิดห้องหนึ่งห้องแล้วให้คนทั้งครอบครัวไปเบียดกันอยู่ในนั้น
พูดกันตามตรง ถึงจะบอกว่าหลี่ต้าเผิงกับหลี่ต้าอู่ไม่มีเงินก็ไม่ได้ แต่ทั้งครอบครัวอยู่ด้วยกัน เงินที่ต้องจ่ายไปทุกเดือนแต่ก่อนก็ต้องนำไปจ่ายให้หลี่กวงเหลียงส่วนหนึ่ง เงินนั้นเป็นค่าใช้จ่ายที่ใช้ร่วมกันของครอบครัว
ลี่กวงเหลียงใช้เงินจำนวนนั้นเปิดห้อง เขาเปิดแค่ห้องเดียวแต่หลี่ต้าอู่และคนอื่น ๆ ไม่พอใจเลย ทว่าก็ไม่อยากใช้เงินของตัวเองไปเปิดห้องใหม่ เพราะจะรู้สึกเหมือนตัวเองขาดทุน!
ในที่สุดก็ผ่านพ้นช่วงตรุษจีนไปได้ หลี่กวงเหลียงจึงให้เขาออกมาหาบ้านเช่า
หลี่ต้าอู่เดินหาอยู่สองวันที่ถนนหลัวกู่ ระหว่างนั้นเขาก็หาซื้ออะไรกินไปพลาง ๆ
จากนั้นก็เดินเข้ามาในตรอกหลัวกู่ เพราะไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว กลับไปที่โรงแรมก็เจอแต่คนในครอบครัวที่เอาแต่มองเขาด้วยสายตาตำหนิ จึงทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด เขาเลยเดินเล่นไปเรื่อย ๆ
แต่เมื่อเห็นว่าที่หน้าประตูบ้านหลังหนึ่งได้รับการทำความสะอาดอย่างเรียบร้อยและมีการติดป้ายอวยพรปีใหม่ เขาก็สบถคำหยาบออกมา ทำไมคนเหล่านี้ถึงมีบ้านหลังใหญ่ได้กัน?
บางหลังยังแขวนโคมไฟ ดูแล้วก็รู้ว่าร่ำรวย หลี่ต้าอู่ไม่ได้คิดว่าทุกคนต่างมีโชคชะตาเป็นของตัวเอง เขาเอาแต่ถุยน้ำลายและสบถคำหยาบไปเรื่อย ๆ เมื่อมีคนอื่นเห็น เขาก็เดินหนีไป
มีเพียงวิธีนี้ที่จะทำให้ความไม่พอใจและเกลียดชังของเขาบรรเทาลงไปได้บ้าง
เขาไม่คิดว่าจะมีบ้านให้เช่าที่นี่ แต่เมื่อเห็นประตูทางเข้าที่เปิดออกว้าง เขาจึงแอบมองอยู่นาน ด้านในบ้านตกแต่งได้น่าอยู่มาก
สวยจริง ๆ!
ถ้าเขาได้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ เขาจะหาผู้หญิงไม่ได้งั้นเหรอ?
หลี่ต้าอู่ยิ้มเยาะ นี่มันสุดยอดไปเลย แต่บ้านหลังนี้ดันเป็นของผู้หญิงคนนี้!
เขาถุยน้ำลายออกมา “ถุย! ไม่เห็นจะน่าอยู่เลยสักนิด!”
เมื่อพูดจบเขาก็หันหลังแล้วเดินจากไปโดยไม่กล้าแม้แต่จะหยุด ผู้หญิงคนนี้ดูแล้วไม่น่าจะรังแกได้ง่าย ๆ เขามาคนเดียว ใครจะรู้ว่าจะมีคนอยู่ในบ้านหลังนี้กี่คน ถ้าออกมาเขาอาจจะสู้ไม่ได้!
ลี่หรงมองดูแผ่นหลังของเขาแล้วหัวเราะเยาะออกมาเบา ๆ คนอย่างหลี่ต้าอู่ ใครที่ให้เขาเช่าบ้านก็คงจะซวยมากแน่!
เมื่อกลับมาที่ห้องตะวันออก หลี่เสี่ยวอ้ายถามลี่หรงว่า “ใครเหรอคะ? ทำไมรู้สึกเหมือนคุ้นเสียงมาก่อน?”
“ลูกชายคนรองของลุงหลี่เธอน่ะ กำลังหาบ้านเช่าอยู่ แล้วพวกเขายังไปรบกวนพวกเธออีกไหม?”
“เปล่าค่ะ” หลี่เสี่ยวอ้ายส่ายหัว “คิดว่าพวกเขาคงจะไม่กล้ากลับมาอีกแล้วล่ะค่ะ”
“ถึงอย่างไรก็อย่าประมาท ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในเมืองหลวง เธอกับยายก็ต้องระวังตัวไว้เสมอ พวกนั้นเป็นอันธพาล อาจจะหาโอกาสกลับมาก่อเรื่องไม่ดีก็ได้”
คุณยายโม่ตกใจ “ที่แท้เสี่ยวหรงเป็นคนช่วยพวกเราเองหรอกเหรอเนี่ย ฉันก็สงสัยอยู่ว่าเจ้าพวกคนเลวนั่นมาแย่งบ้านเรา แต่อยู่ ๆ ก็พากันออกไป ถามหลานสาวก็ไม่ยอมบอก ขอบใจมากนะจ๊ะ”
“ที่เสี่ยวอ้ายไม่ยอมบอกก็เพราะว่าเป็นห่วงคุณยายค่ะ ที่จริงที่พวกนั้นไม่กล้ามารบกวนอีกไม่ใช่เพราะหนูหรอกค่ะ แต่เป็นเพื่อนของพี่ชายที่เป็นทหารมาช่วยไว้น่ะค่ะ ฉันก็แค่ขอความช่วยเหลือจากพวกเขาอีกที”
ลี่หรงรินน้ำชาร้อน ๆ ใส่ถ้วย แล้วถือถ้วยอุ่นไว้บนมือพลางซักถามคุณยายโม่อย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “บ้านหลังนั้นเป็นชื่อใครเหรอคะ?”
เพราะเธอเพิ่งนึกได้ว่าถ้าบ้านหลังนั้นเป็นชื่อสามีของคุณยายโม่ เมื่อหลี่กวงเหลียงกลับมา ถึงตอนนั้นหากต้องมีการแบ่งบ้านก็คงต้องแบ่งกันคนละครึ่ง
“เป็นชื่อสามีฉันเอง แต่ก่อนที่สามีฉันจะจากไปเขาก็โอนมาเป็นชื่อฉันแล้ว”
คุณยายโม่ดูเศร้าใจเมื่อเอ่ยถึงสามีเก่า เธออดไม่ได้ที่จะเล่าเรื่องเก่า ๆ ให้ลี่หรงซึ่งเป็นคนรุ่นหลังฟัง
“สามีฉันเป็นครู ลูกชายคนโตของเขาตายตอนสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ส่วนลูกชายคนรองก็คือไอ้หลี่กวงเหลียงนั่น ตอนนั้นรัฐบาลเข้มงวดมาก หลี่กวงเหลียงมันติดการพนัน ไม่รู้ไปได้ยินมาจากไหนว่าถ้าแจ้งเบาะแสการทำธุรกิจจะได้รางวัล พอโดนแจ้งเบาะแส ก็เลยโดนตำรวจจับไป…”