ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 247 จ้าวชิงซงคิดวิธีหาเงินเพิ่ม
บทที่ 247 จ้าวชิงซงคิดวิธีหาเงินเพิ่ม
คุณยายโม่ไม่ได้พูดต่อ แต่ทุกคนรู้ว่าหมายถึงอะไร “และที่สำคัญกว่านั้นก็คือลูกชายแท้ ๆ เป็นคนแจ้งความ ฉันกับสามีช่วยกันต่อสู้มาหลายปี จนกระทั่งเขาทนไม่ไหวก็จากไป ต่อมาพวกเราก็กลับมาบ้าน ฉันเลยพาเสี่ยวอ้ายมาจากชนบท และบ้านก็ถูกโอนเป็นชื่อฉัน”
เธอเห็นลี่หรงขมวดคิ้วจึงถามว่า “ทำไมเหรอคะ? มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
ลี่หรงนิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ฉันไม่เข้าใจนโยบายในปัจจุบัน แต่คุณยายกับหลี่กวงเหลียงมีความสัมพันธ์เป็นแม่ลูก ถึงแม้จะเป็นลูกเลี้ยง บ้านหลังนั้นถ้าเขาต้องการก็คงจะต้องแบ่ง”
แต่หลี่กวงเหลียงอาจจะไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น ไม่งั้นคงไปแจ้งความหรือฟ้องไปแล้ว
คุณยายโม่ที่ได้ยินก็ตกใจ “แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?”
ลี่หรงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วแนะนำให้คุณยายโม่ไปถามผู้ที่รู้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือไม่ก็โอนกรรมสิทธิ์บ้านให้หลี่เสี่ยวอ้าย
เธอไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ จึงไม่ได้อธิบายอะไรมากมาย ทำได้แค่ให้คำแนะนำเท่านั้น
เดิมทีแผนของจ้าวชิงซงคือมาฉลองตรุษจีนในเมืองหลวง แล้วกลับหมู่บ้านต้าเจียง แต่ตอนนี้เพราะงานแต่งงานของลี่รุ่ยจือเขาจึงต้องเลื่อนกำหนดกลับออกไป
ขณะที่อยู่เมืองหลวงเขาก็ไม่ได้อยู่เฉย ๆ ติดตามติงลี่เหรินไปยังเมืองรอบ ๆ ด้วย สองสามวันนี้ได้ไปเมืองเสินยังแวะไปฮ่องกงด้วย
ปี 1982 การจะไปฮ่องกงนั้นจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย
ติงลี่เหรินทำธุรกิจต้องเดินทางไปทั่วรู้จักคนเยอะ ได้ยินมาว่าที่ฮ่องกงหากมีญาติเขียนจดหมายรับรองว่ามีญาติอยู่ที่ฮ่องกง เข้าไปก็ไม่ต้องทำเรื่องให้ยุ่งยาก
เขาหาคนมาได้จึงใช้จดหมายฉบับนั้นเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
จ้าวชิงซงไม่เคยไปฮ่องกง จึงตั้งใจมาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย อย่างที่เขาลือกัน เขาก็ปลดประจำการแล้วไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้ตามติงลี่เหรินมาได้ง่าย ๆ แบบนี้
ว้าว
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าฮ่องกง จ้าวชิงซงก็เบิกตาโตมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ถึงแม้ที่นี่จะเล็กแต่ก็มีของขายมากมาย และหลาย ๆ อย่างก็ใช้คำโฆษณาว่านำเข้าจากต่างประเทศเสียด้วย
สินค้านำเข้าทำให้เขาตาลายไปหมด ไม่รู้เลยว่าเป็นของจากประเทศไหนบ้าง
เขาไม่เข้าใจภาษาต่างประเทศ ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนที่พาลี่รุ่ยจือไปทางใต้เพื่อดูตลาด
สุดท้ายก็หิ้วนาฬิกาหนึ่งถุงกลับมาขาย และยังซื้อของนำเข้าที่ติดฉลากภาษาต่างประเทศให้ลี่หรงด้วย
เมื่อเขาเห็นของที่เคยซื้อให้ลี่หรง เมื่อเทียบราคากับสกุลเงินฮ่องกงแล้ว ราคาถูกกว่าที่เขาเคยซื้อมาตอนนั้นเยอะเลย
จู่ ๆ เขาก็ฉุกคิดได้ว่าของที่ซื้อมาตอนนั้น บางทีอาจจะมาจากที่นี่ก็ได้?
หาเงินกับความชอบของผู้หญิงช่างง่ายเสียจริง!
งานแบบนี้คนอื่นทำแล้วได้กำไร เขาก็ต้องทำได้สิ
แต่ว่าเรื่องแบบนี้จ้าวชิงซงทำคนเดียวคงไม่สำเร็จหรอก ไม่ใช่ทำไม่ได้ แต่ว่าร้านอาจจะเล็กเกินไป
เพื่อนของติงลี่เหรินพาพวกเขาไปกินของอร่อย ขนมข้างทางที่นี่เยอะมาก คนนั้นหันไปตะโกนสั่งกับคนขายในร้านว่า “คุณครับ เอาถุงน่องสามแก้ว วาฟเฟิลไข่สองชุด ลูกชิ้นปลาห้าชุด”
พนักงานสาวหันหลังเดินไปพลางพูดว่า “รับทราบค่ะ!”
เมื่อจ้าวชิงซงเดินมาเขาก็ถามว่า “ถุงน่องคืออะไร?”
เพื่อนคนนั้นหัวเราะร่วน “ถุงน่องคือสิ่งที่ผู้หญิงใส่น่ะ”
ติงลี่เหรินหัวเราะก่อนจะอธิบาย “มันคือชานมน่ะ เดี๋ยวก็รู้เอง คนคนนี้เห็นว่านายไม่รู้จักก็เลยแกล้ง”
จ้าวชิงซงยิ้ม เขาเคยกินชานมนะ เมื่อก่อนลี่หรงเอาชานมผสมกับใบชาให้เขา ไม่รู้ว่าที่นี่จะรสชาติเหมือนกันไหม
ฤดูหนาวทางตอนใต้สั้นมาก เดือนกุมภาพันธ์ก็ใส่เสื้อแขนสั้นได้แล้ว
ชานมถูกยกมาเสิร์ฟพร้อมกับน้ำแข็งก้อน
จ้าวชิงซงชิมดูก็รู้สึกว่าที่ภรรยาเขาทำยังอร่อยกว่า
เขายิ้มเล็กน้อยพลางคิดว่า ภรรยาของเขาทำสิ่งนี้ได้ คงเพราะเธออาจจะเคยดื่มมัน หรือไม่ก็ครอบครัวลี่คงเคยพาเธอมาเที่ยวที่นี่มาก่อน
เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ที่เมืองหยาง มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าน้ำหวานซึ่งภรรยาของเขาก็เคยทำ เช่น น้ำหวานเผือก น้ำหวานเกาลัด ครั้งหนึ่งไม่รู้ว่าไปได้หญ้าชนิดไหนมา ต้มออกมาเป็นของเหลวข้นสีดำ ๆ หม้อหนึ่ง
ทำออกมาซะเยอะเลย
“นี่ คิดอะไรอยู่?” ติงลี่เหรินเอื้อมมือไปโบกตรงหน้าจ้าวชิงซง “เรียกตั้งนานก็ไม่พูด?”
จ้าวชิงซงได้สติ ยิ้มแล้วพูดว่า “คิดถึงเมียอยู่น่ะ”
“จิบน้ำชายังคิดถึงเมีย คงจะรักเมียมากเลยละสิ” เพื่อนของติงลี่เหรินพูดแซว
จ้าวชิงซงยังไม่ทันได้พูด ติงลี่เหรินก็พูดก่อน “นายไม่รู้อะไร เมียเหล่าจ้าวทั้งสวยทั้งเก่งเลยละ!”
“เก่งแค่ไหนกัน?”
“เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชิงหัว ตอนนี้ก็เปิดร้านตัดชุดเป็นเจ้าของกิจการเองเลยนะ”
“ร้านตัดชุดเหรอ ที่นี่ก็มีออกเยอะแยะ เมืองหยางก็ยิ่งเยอะกว่า” เพื่อนชาวฮ่องกงพูดภาษาจีนกลาง “แต่ละเมืองอยู่ติดกัน เราก็เอากระดาษจากที่นั่นมาเยอะแยะ”
ติงลี่เหรินส่ายหน้า “ร้านเธอไม่เหมือนร้านอื่นนะ ชุดที่เธอทำเป็นชุดที่สั่งตัด ชุดหนึ่งเริ่มต้นหลายร้อยหยวน ที่ซื้อใส่ข้างนอกต่างกันกับของเธอเยอะ”
หลังจากที่เพื่อนติงลี่เหรินกลับไป จ้าวชิงซงจึงพูดกับติงลี่เหรินถึงเรื่องนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากที่นี่ไปขาย
ติงลี่เหรินแปลกใจและมองเขา “จริงด้วย ฉันนึกไม่ถึงเลย!”
เขาตีหัวตัวเอง “ขายผลไม้มากเกินไป จนสมองมีแต่น้ำแล้ว!”
พวกเขาพักอาศัยอยู่ใกล้ท่าเรือ จ้าวชิงซงยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูผู้คนขนของเข้าออกท่าเรือ ไม่รู้ว่ามีเรือสินค้ากี่ลำที่เข้ามา
ทั้งสองเตรียมคิดว่าจะอยู่ฮ่องกงไม่นาน ทันทีที่ตัดสินใจได้ พวกเขาก็อยากเริ่มทำธุรกิจและหาผลประโยชน์จากที่นี่ให้หนำใจ แล้วจึงเริ่มปรึกษากัน
พูดถึงผลตอบแทนจากการนำเข้าของจากต่างประเทศ จ้าวชิงซงก็เคยหาซื้อนาฬิกาซึ่งเป็นของต่างประเทศมาก่อนและได้กำไรดีไม่น้อย
หลังจากวันที่หลี่ต้าอู่มาหาบ้านเช่า ก็มีคนมาอีกหลายคน แต่ก็ไม่มีใครเช่าเลย
นั่นเพราะว่าค่าเช่าแพงเกินไป
ตรอกเซี่ยงฝูใกล้กับถนนหลัวกู่ ใกล้ ๆ ยังมีโรงเรียน ราคาที่เธอซื้อมาก็ไม่ถูก ค่าเช่าก็คิดตามราคาตลาด
เมื่ออีกฝ่ายคิดว่าแพง เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้
เธอไม่กลัวว่าจะไม่มีคนเช่าบ้าน แล้วรออย่างใจเย็น
ยังไม่ทันหมดช่วงเทศกาลตรุษจีน บ้านในตรอกเซี่ยงฝูก็มีคนมาขอเช่าแล้ว แบ่งเป็นสี่ครอบครัว
ลี่หรงเริ่มใช้ชีวิตด้วยการเก็บค่าเช่าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ยังไม่ทันได้ใช้ชีวิตสุขสงบได้นานเท่าไร ก็มีผู้เช่ามาบอกว่าจะขอยกเลิกสัญญา
ลี่หรงตกใจมาก “เราตกลงกันไว้แล้วว่าจะเช่าขั้นต่ำหนึ่งปีไม่ใช่เหรอคะ?”
ผู้เช่าเป็นคู่สามีภรรยา อายุยี่สิบกว่า ๆ ตอนที่ลี่หรงเห็นฝ่ายหญิงก็รู้ว่าเธอเป็นคนรักษาบ้าน และอีกฝ่ายก็ไม่ติดปัญหาเรื่องค่าเช่า ไม่นานก็เซ็นสัญญาเช่าบ้าน
ตอนนี้ยังไม่ทันเช่าครบสิบวันเลย จะมาขอยกเลิกสัญญาได้อย่างไร
ลี่หรงสีหน้าไม่ค่อยดี เเล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พวกคุณเข้าเมืองหลวง แต่ไม่ได้อยากพักโรงแรม เลยวิ่งมาหลอกเช่าเพราะอยากประหยัดเงินสินะ”
“เปล่านะคะ พี่ลี่หรง ไม่ใช่แบบนั้นอย่าเพิ่งเข้าใจผิดค่ะ”
“แล้วเรื่องมันเป็นยังไง มีอะไรก็พูดมาสิ อยู่ดี ๆ ไม่บอกเหตุผลก็จะยกเลิกสัญญา ฉันจะไม่คืนเงินมัดจำให้หรอกนะ”
สามีภรรยามองตากัน ชายหนุ่มกัดฟันพูดออกมา “คนในบ้านพักเยอะเกินไป มันรบกวนชีวิตเราอย่างมาก”
ลี่หรงขมวดคิ้ว “ตอนแรกก็บอกพวกคุณแล้วว่าที่นี่ไม่ได้ให้คุณเช่าทั้งหมด ฉันต้องปล่อยให้คนอื่นเช่าด้วย บ้านในเมืองหลวงส่วนใหญ่ก็ต้องจ่ายค่าเช่ากับคนอื่น คุณจะย้ายออกไปก็ต้องไปเช่าร่วมกับคนอื่นอยู่ดี ที่นี่ปล่อยเช่าครั้งแรก ฉันก็ลดราคาให้คุณแล้ว เหตุผลแบบนี้ฉันรับไม่ได้ค่ะ”