ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 252 จัดห้องหอ
บทที่ 252 จัดห้องหอ
ชุดแต่งงานนี้ลี่หรงได้ตัดเย็บตามแบบของราชวงศ์หมิง
เสื้อคอตั้งสีเหลืองอ่อน ชุดเสื้อคลุมยาวสีเขียวเข้ม เสื้อแขนยาวสีแดงสดเงางาม บนผ้าปักลายหงส์กับดอกโบตั๋น กระดุมเป็นกระดุมหยกสีแดงและน้ำเงิน
ผ้าคลุมไหล่สีเขียวเข้ม ปักลายหงส์ล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆ
ชุดแต่งงานชุดนี้ทำให้สวีจิ้งเหอและลูกสาวละสายตาไม่ได้เลย
เสิ่นรั่วหนิงไม่รู้วิธีสวม ลี่หรงอยู่ข้าง ๆ คอยช่วยสวมทีละชิ้น “สวยจริง ๆ นี่มันลายหงส์เหรอ?”
“ใช่แล้ว” ลี่หรงยิ้ม “เธอชอบก็ดีแล้ว”
“ชุดแต่งงานนี่ เธอคงใช้เวลาและความพยายามไปไม่น้อยเลยนะ” เสิ่นรั่วหนิงลูบผ้าคลุมไหล่เบา ๆ เนื้อสัมผัสช่างดีจริง ๆ
“รั่วหนิง” ลี่หรงหยุดไปครู่หนึ่ง “ชุดแต่งงานนี้ หลังจากที่เธอแต่งงานแล้ว ฉันขอคืนนะ คือว่าฉันทำมาให้เธอยืมเฉย ๆ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันเอากลับไปก็แค่แขวนไว้เฉย ๆ ไม่ได้ขาย แล้วก็จะไม่ให้ใครยืมต่อด้วย”
“อ้าว” สวีจิ้งเหอและลูกสาวถึงกับอึ้ง
เสิ่นรั่วหนิงเข้าใจลี่หรงดี เพราะลี่หรงเป็นคนที่พูดอะไรแล้วน้อยนักที่จะเปลี่ยนใจได้ แต่เธอชอบชุดนี้มากจริง ๆ แม้จะได้สวมใส่เพียงครั้งเดียว เธอก็จะหาอะไรมาใส่ไว้
เธอหันไปทางสวีจิ้งเหอราวกับขอความช่วยเหลือ “เสี่ยวหรง ไม่งั้นหนูก็ตั้งราคามาเลยดีกว่าจ้ะ ดูสิ ดูแล้วหนิงหนิงคงชอบชุดนี้มากจริง ๆ”
ลี่หรงส่ายหน้า “พูดตามตรง ชุดแต่งงานนี้เป็นชุดแต่งงานแบบราชวงศ์หมิงชุดแรกที่หนูทำเองทั้งชุดตั้งแต่เริ่ม แล้วงานปักอะไรต่าง ๆ ล้วนแต่ทำมือทั้งหมดค่ะ อัญมณีไข่มุกก็เป็นของสะสมของหนูเอง สำหรับหนู มันมีความหมายในการเก็บสะสมค่ะ รั่วหนิงฉันสัญญาว่าจะไม่ให้ใครยืมต่ออย่างแน่นอน”
ชุดแต่งงานสั่งตัดข้างนอกก็ได้ แต่ยังไม่สวยเท่าที่ลี่หรงทำให้ เสิ่นรั่วหนิงลังเลอยู่นาน
“ก็ได้” เสิ่นรั่วหนิงจำต้องยอมลี่หรง ถ้าไม่ยอมก็คงไม่ได้ นอกจากว่าเธอจะไม่ต้องการชุดแต่งงานนี้แล้ว
สวีจิ้งเหอก็ไม่พูดอะไรอีก เธอหัวเราะและชมลี่หรงว่าฝีมือดี และพูดอีกว่าร้านของเธอสามารถขยายไปในทิศทางใหม่ได้
“อ้อ ใช่แล้ว ชุดแต่งงานของเจ้าบ่าวเป็นยังไงเหรอ?” เสิ่นรั่วหนิงนึกถึงลี่รุ่ยจือ “ไม่มีชุดผู้ชายเหรอ?”
“จะเอาชุดผู้ชายไปทำไมกัน พี่สามใส่สูตสีดำก็ได้แล้วนี่” ลี่หรงกะพริบตาด้วยยความไม่เข้าใจ
เสิ่นรั่วหนิงตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ชุดแต่งงานไม่ต้องแก้ไขอะไรแล้ว เหลือเวลาอีกประมาณสิบวันก่อนถึงวันแต่งงาน
“แล้วจะจัดงานแต่งงานที่ไหนล่ะ?”
“ที่บ้านล้อมลานน่ะ ถึงเวลานั้นรุ่ยจือจะมารับฉันที่บ้าน”
“ตกลง หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันจะรอแค่ไปกินของอร่อยที่งานแต่งงานของพวกเธอนะ”
“จริงสิ แล้วเธอจะไปงานในฐานะน้องสาวของเจ้าบ่าวหรือเพื่อนสนิทของฉันล่ะ?”
ลี่หรงไม่เข้าใจ เธอไม่ต้องเป็นเพื่อนเจ้าสาวอยู่แล้ว เธอแค่จะไปกินเลี้ยงงานแต่งงาน จะมีอะไรยุ่งยากอีกเหรอ “มันต่างกันยังไงเหรอ?”
“ไม่ต่างหรอก แต่เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน ฉันอยากให้เธอไปในฐานะเพื่อนเจ้าสาว นั่งที่โต๊ะของเพื่อนเจ้าสาว”
“ฮ่าฮ่าฮ่า” ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ “พวกเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ถึงเวลานั้นฉันต้องไปนั่งโต๊ะเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยด้วยหรือเปล่า?”
“ไม่สิ ฉันว่าเธอน่าจะต้องไปนั่งโต๊ะพี่ชายของเธอแน่ ๆ”
ลี่หรงเห็นเสิ่นรั่วหนิงทำหน้างอแง จึงพูดว่า “เดี๋ยวฉันพาอันอันมาด้วยให้เขาเป็นคนถือดอกไม้ให้”
“ก็ได้!”
ลี่รุ่ยจือมีเรื่องมากมายให้จัดการ พี่สะใภ้ทั้งสองต่างก็พากันมาช่วยจัดการตกแต่งบ้านล้อมลานของเขา
ทั้งภายในและภายนอกนั้น ตกแต่งด้วยผ้าไหมสีแดงจำนวนไม่น้อย ยิ่งเมื่อรวมกับของตกแต่งภายในบ้านแล้ว ยิ่งดูคล้ายกับงานแต่งของบุตรสาวจากตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจที่กำลังจะแต่งงานกับน้องชายผู้ไร้ความสามารถของท่านแม่ทัพ
“ของหมั้นสามหมุน หนึ่งดัง*[1]ก็ไม่ต้องแล้ว เตรียมอะไรแทนล่ะ”แม่ลี่ถามด้วยความกังวลใจ เพราะไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมของหมั้นอะไร
ของหมั้นที่ว่าก็คือ จักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า และวิทยุ
คนของตระกูลเสิ่นคงจะไม่สนใจทั้งจักรยานและนาฬิกา แล้ววิทยุก็น่าจะไม่จำเป็น ซื้อโทรทัศน์ดีกว่า
ใช่แล้ว ซื้อโทรทัศน์! “แม่กับพ่อจะซื้อโทรทัศน์ให้กับครอบครัวของพวกเธอ ตกลงไหม ไม่ดูแย่เกินไปใช่ไหม?”
แม่ลี่ไม่รู้มาก่อนจนกระทั่งลี่ข่ายจือบอก เธอถึงได้รู้ว่าตระกูลเสิ่นร่ำรวยแค่ไหน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ควรจะทำให้ผู้อื่นต้องอับอาย
โทรทัศน์ราคาราว ๆ หนึ่งแสนหยวน ลี่รุ่ยจือยังซื้อบ้านราคาแสนกว่าหยวน หากจะพูดออกไป ก็คงไม่มีใครกล้าดูถูกว่าทำให้ลูกสาวคนอื่นต้องลำบากได้
แม่ลี่ถามคำถามนี้ต่อหน้าเจียงซิ่วอวี้ และหลินเหม่ยฮวา โดยไม่กลัวว่าพวกเธอจะไม่พอใจ ถึงแม้ว่าเธอและลี่หมิ่นหงจะรักลูกชายคนเล็กมากกว่า แต่พวกเขาก็รักลูกชายคนโตและคนรองด้วย
พวกเขาจะให้สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะให้ได้แก่ลูกชายในงานแต่งงาน
อย่างเช่นตอนที่ลี่ข่ายจือและลี่สวนจือแต่งงาน ในยุคสมัยนั้นพ่อลี่และแม่ลี่ก็ซื้อของหมั้นที่ดีที่สุดในเวลานั้นให้กับพวกเขา นั่นก็คือ จักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า และวิทยุ
“ซื้อโทรทัศน์ไปทำไม ไม่ต้องหรอกครับ” ลี่รุ่ยจือปฏิเสธ “ผมเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้หรอก รอเลี้ยงหลานก็พอแล้วครับ”
“กังวลเรื่องอะไรเหรอคะ?” ลี่หรงพาจ้าวชิงซงเดินเข้ามาจากด้านนอก พวกเขากล่าวทักทาย แม่ลี่และคนอื่น ๆ แล้วลี่หรงจึงเงยหน้าขึ้นมอง
ในห้องมีการประดับตกแต่งด้วยอักษรคู่สีแดงจำนวนมาก
เจียงซิ่วอวี้กำลังเอาอินทผลัมและถั่วลิสงใส่ถุงไว้พร้อมกับอธิบายให้ลี่หรงฟัง “คุณแม่บอกว่าจะซื้อโทรทัศน์ให้รุ่ยจือ แต่เขาไม่เอาน่ะ”
“แม่คะ เขาไม่เอาแต่หนูเอานะคะ บ้านหนูขาดโทรทัศน์พอดีเลยค่ะ”
ลี่หรงแกล้งกะพริบตาอย่างขี้เล่นแล้วอ้อนแม่ลี่
“เธอก็พูดไปเรื่อย” ลี่รุ่ยจือหัวเราะในลำคอ “ถ้าแม่ซื้อให้เธอจริง ๆ อย่ามาโทษฉันนะ”
จ้าวชิงซงเดินผ่านมาพอดีก็ออกแรงกดไหล่ลี่รุ่ยจือ
ลี่รุ่ยจือเจ็บจนสะดุ้ง “โอ๊ย! น้องเขยนี่นายลำเอียงเกินไปแล้ว ฉันพูดเล่นเฉย ๆ”
จ้าวชิงซงเหลือบมองลี่รุ่ยจืออย่างไม่สนใจ
ก็ใช่ ลี่รุ่ยจือเข้าใจแล้ว นี่กำลังบอกว่าแม้แต่พูดเล่นก็ไม่ได้
“สมควรแล้ว กำลังจะแต่งงานแล้วยังไม่รู้จักวางตัว” แม่ลี่พูดล้อเลียน
“นี่น้องเขย” ลี่รุ่ยจือทำหน้าจริงจัง “เมื่อครู่ที่เสี่ยวหรงพูด นายได้ยินไหม ว่าที่บ้านไม่มีโทรทัศน์น่ะ”
“ไม่มีก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ครับ ก็เงินผมทั้งหมดอยู่ที่ภรรยาสุดที่รักของผมไงล่ะ” จ้าวชิงซงพูดออกมาอย่างไม่อายแถมยังยิ้มหน้าบานเป็นจานเชิงอีก
ถั่วลิสงกับอินทผลัมเกือบเต็มแล้ว หลินเหม่ยฮวายิ้มแล้วบอกว่า “เดี๋ยวฉันออกไปดูข้างนอกก่อนนะคะว่ามีอะไรให้ช่วยไหม”
พอหลินเหม่ยฮวาออกไป ลี่หรงก็ลดเสียงลงแล้วถามว่า “พี่สะใภ้รองเป็นอะไรคะ ดูเหมือนกำลังฝืนยิ้มเลย”
แม่ลี่ถอนหายใจ “พี่รองของลูกจะเปิดโรงงานไม่ใช่เหรอ ตอนแรกก็ดี แต่หลัง ๆ มาเจอปัญหา ตอนนี้เครียดมาก ก็ไม่รู้ว่าโรงงานจะเปิดได้หรือเปล่า”
“เจอปัญหาอะไรคะ?”
ตามความรู้สึกของลี่หรงแล้ว ในตระกูลลี่พี่รองเป็นคนที่มีความพยายามที่สุด ไม่เช่นนั้นเขาคงจะทำงานจากพนักงานระดับล่างจนเป็นรองผู้จัดการโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ของรัฐได้อย่างไร และตอนนี้ก็เตรียมการที่จะเปิดโรงงานของตัวเองแล้ว
อีกอย่าง เมื่อก่อนตอนที่ลี่หรงยังอยู่ที่หมู่บ้านต้าเจียงพี่รองเองก็เคยส่งเงินและตั๋วแลกเนื้อให้เธอด้วย
ดูเหมือนว่าพี่รองจะไม่ค่อยมีบทบาทในตระกูลลี่ แต่ก็เป็นคนที่ขาดไม่ได้ เมื่อได้ยินว่าลี่สวนจือกำลังประสบปัญหามากมาย ลี่หรงก็ดูวิตกกังวล “ให้เขาพูดออกมา เราทุกคนจะได้ช่วยคิดวิธีแก้ไขดีกว่าไหมคะ?”
ลี่รุ่ยจือกลับมาจริงจัง “พวกเราก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ถามแล้ว แต่พี่รองบอกว่าจะคิดหาวิธีแก้ไข แต่ไม่ยอมพูดอะไรเลย พี่สะใภ้รองก็เป็นห่วง แต่ก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน คาดว่าพี่รองน่าจะไม่ให้พูด”
ลี่หรงทำหน้าเศร้า ลี่สวนจือมีพี่ชายที่เป็นถึงผู้บัญชาการกองพล ครอบครัวใหญ่โตขนาดนี้ ถ้าพูดออกมาทุกคนคงจะช่วยกันแก้ไขได้ แต่เขากลับไม่ยอมพูด
อาจจะคิดจะแก้ไขด้วยตัวเอง ซึ่งก็ใจแข็งใช้ได้
[1] สามหมุน หนึ่งดัง หมายถึง ของขวัญแต่งงานแบบดั้งเดิมของจีน ประกอบด้วย
-สามหมุน คือ จักรเย็บผ้า พัดลม และเครื่องซักผ้า
-หนึ่งดัง คือ โทรทัศน์