ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 254 ชาวต่างชาติ
บทที่ 254 ชาวต่างชาติ
เนื่องจากยังเช้าเกินไป นอกจากคนที่เดินทางมาจากแดนไกลแล้ว แขกจากที่อื่นยังอยู่ระหว่างการเดินทาง
เมื่อขบวนแห่เจ้าสาวกลับมาสวี่จิ้งก็จุดประทัดเสียงดังไปทั่ว
ถึงแม้ว่าเสิ่นรั่วหนิงจะสวมชุดแต่งงานที่ดูเหมือนกับชุดราชวงศ์หมิง แต่ก็ไม่ได้เคร่งเหมือนกับงานแต่งในอดีต
ลี่รุ่ยจือลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปอีกด้านหนึ่งเปิดประตูแล้วจูงมือเธอเข้าไปในงาน
แขกที่มาร่วมงานแต่งงานต่างยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นเจ้าสาวต่างก็พากันร้องว่าสวยเกินไปแล้ว
อันอันเดินตามเสิ่นรั่วหนิงไป หนุ่มน้อยคนนี้ก็ดึงดูดสายตาไปไม่น้อย
อันอันรู้สึกว่ามีสายตามากมายมองมาที่เขา แต่เขาไม่รู้สึกหวั่นเกรงเลย เชิดหน้าขึ้นสูงและยังคงนิ่งเฉย
ส่วนใหญ่แล้วที่เขาอยู่โรงเรียนอนุบาล เขามักถูกครูจับขึ้นไปเป็นตัวแทน หรือเล่านิทานอยู่เสมอ ดังนั้นเมื่อสายตาจำนวนมากมารวมกัน เขาจึงไม่รู้สึกหวาดกลัวเลย
“เด็กคนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ ลูกเต้าเหล่าใครกันนะ?” มีแขกบางคนในงานที่สงสัย
คนที่รู้ก็อธิบายให้แขกคนนั้นฟังว่า “เหมือนจะเป็นหลานชายของเจ้าบ่าว ผู้หญิงคนนั้นคือแม่ของเด็ก ส่วนคนที่อยู่ข้าง ๆ น่าจะเป็นพ่อของเด็ก”
“โอ้โห ทั้งพ่อและแม่ต่างก็หน้าตาดีทั้งคู่ เด็กคนนี้สืบทอดยีนส์ของพ่อแม่ออกมาได้สมบูรณ์จริง ๆ”
คนที่หอพักนอกจากลี่หรงกับสวี่จิ้งแล้ว เสิ่นรั่วหนิงก็เชิญเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ด้วย แต่พวกเขาก็ต่างเสียดายที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้
หลิวหลานหลานและหลี่ชุนเสวี่ยยังส่งของขวัญมาให้ด้วย ส่วนอู๋เยี่ยนหง เสิ่นรั่วหนิงไม่ได้ส่งบัตรเชิญให้เธอ
เสิ่นรั่วหนิงเชิญโจวรุ่นหัว เพื่อนร่วมชั้นและเพื่อนอีกสองคนที่ทำงานอยู่ในเมืองหลวงอย่างสวีเหยียนและเสินจื้อเฉิง
พิธีกรในงานแต่งงานคืออาจารย์หยวน
ตอนแรกเสิ่นรั่วหนิงไม่กล้าไปเชิญหยวนฮุยเหวิน จึงให้ลี่หรงเป็นคนไปเชิญให้
เสิ่นรั่วหนิงเป็นลูกศิษย์ ส่วนลี่รุ่ยจือก็เป็นพี่ชายของลี่หรงที่เป็นเหมือนลูกสาวคนหนึ่งของเขา เมื่อลี่หรงมาขอร้อง หยวนฮุยเหวินก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่คิด
เพื่อนทหารของลี่รุ่ยจือคุ้นเคยกันดี แถมยังมาหยอกล้อจนเกิดความวุ่นวายในบ้านหลังใหม่ขึ้นเป็นเวลานาน ใกล้เวลาแล้วลี่รุ่ยจือจึงพาเสิ่นรั่วหนิงไปต้อนรับแขกที่หน้าประตู
อันอันก็ตามมาด้วยอย่างว่าง่าย
ลี่หรงเห็นเจ้าตัวเล็กเดินตามต้อย ๆ อยู่ตั้งนาน นึกขึ้นได้ว่า เมื่อกี้ควรจะหาโอกาสให้เจ้าตัวเล็กกินอะไรสักกหน่อย แต่เธอยุ่งอยู่ก็เลยไม่ได้สนใจ
จ้าวชิงซงเดินเข้ามาถามเธอเบา ๆ ว่าเป็นอะไร
ลี่หรงบอกสิ่งที่คิด จ้าวชิงซงก็หัวเราะ “คุณไม่ต้องห่วงหรอก แม่รู้ว่าคุณยุ่ง เมื่อกี้ก็เลยหยิบขนมกับผลไม้ให้กินไปแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะหิวหรอกนะครับ”
“อย่างนั้นก็ดีค่ะ” ลี่หรงสบายใจขึ้นทันที
“พ่อแม่เจ้าสาวมาถึงแล้ว ของขวัญแต่งงานเป็นรถยนต์หนึ่งคัน”
คนที่ประกาศรายชื่อแขกที่หน้าประตูพูดจบก็อึ้งไป เขาเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าที่เกษียณแล้วของ ลี่หมิ่นหง
อีกฝ่ายรู้จักฐานะของลี่หมิ่นหงดี แต่พอเห็นของชำร่วยก็พบว่าครอบครัวเจ้าสาวรวยกว่าที่คิด ของขวัญแต่งงานเป็นรถยนต์เสียด้วย
เสิ่นหมิงโจวขับรถมาจอดอย่างช้า ๆ ที่หน้าประตูใหญ่ แล้วลงจากรถ รถติดตัวอักษรสีแดงคู่แสดงความยินดี ประตูข้างมีข้อความระบุว่าเป็นของหมั้นให้กับเสิ่นรั่วหนิง
รถคันนี้ดูโดดเด่นมาก รถคันใหม่กริบ!
ในยุคนั้น คนที่มีรถยนต์ส่วนตัวน้อยมาก แม้แต่เศรษฐีก็ต้องกัดฟันซื้อถึงจะมี
รถยนต์หงฉีราคาประมาณเกือบหนึ่งหมื่นห้าพันหยวน การได้ขับรถยนต์ยี่ห้อนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของเศรษฐี
นอกนั้นก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ได้รับการจัดสรรยานพาหนะ
ของขวัญยังไม่ทันหมด ยังมีเงินสดอีก เสิ่นรั่วหนิงได้สินสอดเป็นเงินสดห้าหมื่นหยวน
จากเงินสดห้าหมื่นหยวนนี้ สามหมื่นหยวนมาจากคุณอาคุณน้าฝั่งบ้านคุณยายของเสิ่นรั่วหนิง ส่วนอีกสองหมื่นหยวนเป็นของครอบครัวฝั่งพ่อ
เสิ่นหมิงโจวให้อีกสองหมื่นหยวน
รวมสินสอดที่ได้จากครอบครัวฝ่ายหญิงคือรถยนต์ยี่ห้อหงฉีและเงินอีกเจ็ดหมื่นหยวน
เจ็ดหมื่นหยวน!
เดิมทีคิดว่าเห็นรถเก๋งก็ตกใจแล้ว ไม่คิดว่าจะมีเงินอีกเจ็ดหมื่นหยวน!
คนอื่น ๆ ได้ยินก็พากันอิจฉา ครอบครัวแบบไหนกันเนี่ย
พ่อลี่กับแม่ลี่ของลี่หรงไม่มีการเตรียมตัวใด ๆ พวกเขาเพียงซื้อโทรทัศน์เครื่องหนึ่ง พร้อมกับเงินอีกสองพันหยวนสำหรับเลี้ยงฉลองงานแต่งงาน
ฝ่ายเจ้าสาวกลับให้ของมูลค่าเกือบหนึ่งแสนหยวนมา
แม่ลี่กลืนน้ำลายลงคอ แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกอับอาย แต่กลับรู้สึกว่าครอบครัวฝ่ายหญิงให้มาเยอะขนาดนี้ ส่วนของที่ตัวเองเตรียมไว้ก็ดูน้อยไปหน่อย
ลี่หมิ่นหงก็ไม่รู้ว่าเสิ่นหย่วนเทาจะให้สินสอดมาเยอะขนาดนี้ ตอนที่เจอกันครั้งแรก พ่อลี่ก็บอกว่าฝ่ายชายจะให้โทรทัศน์เครื่องหนึ่งพร้อมกับเงินสองพันหยวน
เงินสองพันหยวนสำหรับครอบครัวเกษียณอย่างพ่อลี่แล้วก็ไม่ถือว่าน้อย แต่เมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นก็ไม่ได้มีใครเตรียมสินสอดไว้ให้ครอบครัวฝ่ายชายเยอะเท่านี้
ตอนนั้นเสิ่นหย่วนเทาก็ไม่ได้บอกว่าจะเตรียมสินสอดมาเท่าไร ลี่หมิ่นหงก็ไม่ได้ซักถามอะไรเพิ่มเติม เขาคิดว่าทุกคนก็คงจะประมาณเท่า ๆ กัน
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่ผ่านโลกมาครึ่งชีวิตแล้ว เขาจึงพูดกับแม่ลี่ด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงว่า “กลัวอะไรล่ะ บ้านที่เราซื้อให้รุ่ยจือก็แสนเจ็ดแล้วนะ เท่านี้ก็เหมาะสมแล้ว”
แม่ลี่จ้องมองเขา ไม่รู้จะพูดอะไรดี สักพักแม่ลี่พูดกับลี่หมิ่นหง “บ้านที่รุ่ยจือซื้อ มีแค่คนในครอบครัวที่รู้ คนนอกไม่รู้ คงคิดว่าลูกชายเราได้ดีเกาะผู้หญิงกินน่ะสิ”
“ช่างหัวพวกเขาสิ ญาติรู้ก็พอแล้ว”
ใช่ ตระกูลเสิ่นรู้ก็พอแล้ว แม่ลี่คิดได้อย่างนี้จึงสบายใจขึ้นเยอะ
รอให้คนของตระกูลเสิ่นคุยกับบ่าวสาวเสร็จแล้ว แม่ลี่ก็เดินเข้าไปหาอย่างยิ้มแย้ม “สวัสดีค่ะ คุณแม่เจ้าสาว”
ลี่รุ่ยจือเพิ่งรู้สึกตัวจึงกระซิบถามเสิ่นรั่วหนิง “ทำไมครอบครัวเธอให้สินสอดเยอะจัง”
สีหน้าเขายังคงมึนงง ประมาณว่าเหมือนซื้อลอตเตอรี่ไม่ได้หวังถูกรางวัล แต่ดันถูกหลายล้าน รวยขึ้นมาเฉย ๆ แบบนั้น
เสิ่นรั่วหนิงยักไหล่ “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกเขาไม่ได้บอกฉันล่วงหน้า แล้วก็มีสามหมื่นที่บ้านยายฉันออกให้ พวกเขามีเงินเยอะแค่นี้ไม่เท่าไรหรอกค่ะ”
ลี่รุ่ยจือยังมีอะไรอยากพูด แต่เสิ่นรั่วหนิงก็พูดขัดขึ้นมาก่อน “นี่คือสินสอดของฉันนะ มันเป็นของฉัน ไม่ใช่ของพี่ เพราะฉะนั้นพี่อย่าได้คิดจะคืนเด็ดขาดเลยนะคะ”
ลี่รุ่ยจืออึ้งไป เหมือนจะใช่ เขาหัวเราะขึ้นมาทันที “ไม่คืนครับ”
เสิ่นรั่วหนิงพูดอีกครั้ง “ลุงกับป้าของฉันมีเงินเยอะ พี่ไม่ต้องกังวลหรอก”
เธอเพิ่งจะพูดถึงคนในครอบครัวฝั่งยาย ลี่รุ่ยจือถาม “ลุงของเธอทำอาชีพอะไรงั้นเหรอครับ?”
เสิ่นรั่วหนิงเพิ่งจะกลับมาที่เมืองหลวงแค่ช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอไม่ได้สนใจเป็นพิเศษว่าลุงของเธอทำอะไร เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่ค่อยแน่ใจค่ะ แต่มีสามคนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ อีกคนอยู่ต่างประเทศ เดี๋ยวพอเจอกันพี่ก็จะรู้เอง”
ลี่รุ่ยจือถอนหายใจเฮือกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว คิดว่าครอบครัวของเสิ่นรั่วหนิงรวยมากแล้ว แต่ไม่คิดว่าฝั่งยายของเสิ่นรั่วหนิงจะรวยกว่า
โชคดีที่ตอนนั้นไม่ได้ไปหาลุงของเธอ ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้แต่งงานกับเธอเร็วขนาดนี้
สักพักญาติฝ่ายแม่ของเสิ่นรั่วหนิงก็มาถึง
มีรถยนต์หลายคันแล่นเข้ามาจอด ผู้คนที่ลงมาจากรถมีบุคลิกและท่าทางที่บอกได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดา พอมองไปที่รถคันสุดท้ายปรากฏว่ามีชาวต่างชาติมาร่วมงานด้วย
ร่างสูงสง่า ผมสีเหลือง ตาสีฟ้า กำลังจับมือผู้หญิงที่ดูสูงศักดิ์ไว้
ผู้หญิงคนนั้นชัดเจนว่าเป็นคนจีน เธอแต่งกายอย่างมีรสนิยม
คนที่ยืนอยู่ตรงกลางนั้นเป็นผู้ที่มีอายุ
เสิ่นรั่วหนิงจับมือลี่รุ่ยจือไปต้อนรับคุณยาย และแนะนำกับเธอว่า “นี่คือลี่รุ่ยจือค่ะ”