ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 256 การโต้เถียง
บทที่ 256 การโต้เถียง
“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงไม่ไปหาพี่ชายหรือน้องชายน้องสาวของคุณ พวกเราไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันเหรอ? ถ้าโรงงานเกิดปัญหาที่เราควบคุมไม่ได้ ทำไมเราไม่ไปขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว? หรือว่าคุณรู้สึกว่าการไปหาคนในครอบครัวมันน่าละอาย?”
บ้านพักพนักงานมักจะไม่ค่อยมีการทะเลาะกัน แต่ช่วงนี้กลับมีเสียงทะเลาะดังขึ้นเรื่อย ๆ เป็นครั้งที่สามแล้ว
หลินเหม่ยฮวาคิดไม่ตกว่าลี่สวนจือติดขัดอะไรกันแน่ ปัญหาของโรงงานถึงแก้ไม่ได้เสียที
เธอระงับอารมณ์โกรธไม่อยู่ หลังจากที่ทะเลาะกันอีกครั้ง เธอก็ไปนั่งร้องไห้บนโซฟาปิดหน้าปิดตาร้องไห้
ลี่สวนจือเต็มไปด้วยความหงุดหงิดและสิ้นหวัง เขาไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี เขาอายุสามสิบกว่าแต่กลับเลือกที่จะลาออกจากงานในบริษัทของรัฐเพื่อออกมาเป็นพ่อค้า
ไม่คิดว่าโรงงานยังตั้งไม่ทันเสร็จ กลับถูกคนปั่นหัวเสียก่อน
เขาอดคิดไม่ได้ว่าเขาทำอะไรผิดหรือเปล่า
ตั้งแต่ที่มีการค้าขายของเอกชนและธุรกิจส่วนตัวเกิดขึ้น รายได้ของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ของรัฐก็ถูกบีบจนลดลง สุดท้ายต้องไล่พนักงานออกหลายคน
ลี่สวนจือในฐานะรองผู้จัดการยังไงก็ไม่มีทางถูกไล่ออก แต่ไม่นานเขาก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองผู้จัดการอยู่ดี
หัวหน้าไม่เข้าใจ ลูกน้องก็ไม่เข้าใจ
ถึงแม้ว่าโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ของรัฐจะไปไม่รอดจนต้องไล่พนักงานออกไปเกือบหมด แต่ลี่สวนจือก็ไม่มีปัญหาอะไร เขาอาจจะแค่ถูกย้ายไปทำงานในตำแหน่งอื่น
หัวหน้ายังพยายามรั้งลี่สวนจือไว้ บอกว่าเขาเป็นคนสำคัญของโรงงาน ถึงแม้ในอนาคตโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์จะไม่ใช่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์แล้ว แต่ก็จะเปลี่ยนเป็นบริษัทของรัฐที่ตอบโจทย์ความต้องการของยุคสมัยอยู่ดี ซึ่งก็ยังเป็นรัฐวิสาหกิจ แค่ลี่สวนจืออยู่ต่อก็ยังสามารถทำงานได้
แต่ลี่สวนจือก็ยังไม่ยอมอยู่ต่อ ปฏิเสธคำชวนของหัวหน้าไป
พ่อแม่ของครอบครัวลี่ก็ยิ่งไม่เข้าใจทางเลือกของลูกชายคนรอง ตั้งแต่อายุสิบเจ็ดจนถึงตอนนี้ ทำงานในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์มาสิบกว่าปีแล้ว งานของรัฐบาลที่มั่นคงดี ๆ จะทิ้งไปได้อย่างไร
โชคดีที่ลี่หมิ่นหงไม่ใช่คนล้าหลัง และลี่สวนจือก็ไม่ใช่เด็กแล้ว ผู้ชายอายุสามสิบกว่าที่มีครอบครัวแล้ว การตัดสินใจของเขาคงไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบของเด็กหนุ่ม
สุดท้ายก็ปล่อยเขาไป ลี่หมิ่นหงยังเคยบอกกับลี่สวนจือว่าเรื่องราวในสังคมนี้มันซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คนที่ลงทุนทำธุรกิจมีมากมาย แน่นอนว่าต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดี พวกที่ไม่มีคุณธรรมและความเมตตาเข้ามาปะปนด้วย ถ้าหากเขาเจอปัญหาอะไรก็ขอให้กลับบ้านมาปรึกษาหารือกัน
ปัญหานี้ที่ลี่สวนจือกำลังเจออยู่ตอนนี้ ก็คือคนไม่ดี พวกที่ไม่มีคุณธรรมและความเมตตา เขาโดนหักหลัง เงินที่สร้างโรงงานก็สูญเปล่าไปหมด
เขาย่อมจำคำพูดของพ่อและคิดที่จะไปหาพี่ชายคนโตด้วย
แต่เขาก็ไม่กล้าพอ
ประโยคของหลินเหม่ยฮวานั้นเสียดแทงใจของเขา เขาไม่ได้กลัวที่จะรบกวนครอบครัวของตัวเอง เขากลัวที่จะขายหน้า
ตอนที่เขาลาออก ช่างเป็นเวลาพอดีเหลือเกินเขาเห็นว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลังจากการเปิดประเทศ ก็มีเศรษฐีเกิดขึ้นมากมายแต่มีอุตสาหกรรมไม่มากนัก ความต้องการของผู้คนมีมากขึ้น
เขาจึงมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ เขาไม่ต้องการที่จะทำงานในรัฐวิสาหกิจด้วยเงินเดือนที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถึงจะเป็นตำแหน่งรองผู้จัดการโรงงานก็ช่าง
คนอื่นมองเห็นแต่ความก้าวหน้า แต่ตัวเขารู้อยู่แก่ใจดีว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไปก็คงรวยยาก
หากจะถามว่าเขาไม่คิดถึงภรรยาและลูกบ้างเหรอ?
แน่นอนว่าคิด
เขารู้ว่าตัวเองเป็นพ่อ ดังนั้นจึงยิ่งอยากออกไปสู้สักตั้ง ตอนนี้เขาอายุสามสิบกว่าแล้ว เขาก็มีเส้นสายและมีประสบการณ์ในการบริหารการผลิตมานานหลายปี
เมื่อคนอื่น ๆ ลงทุนทำธุรกิจได้ แล้วทำไมเขาจะทำไม่ได้
ด้วยความคิดเหล่านี้ ลี่สวนจือจึงลาออกจากงานมาลงทุนทำธุรกิจ
ภรรยาของเขาหลินเหม่ยฮวาก็สนับสนุนเขาเป็นอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นยังลาออกจากงานที่โรงงานด้วย เพื่อออกมาช่วยลี่สวนจือสร้างเนื้อสร้างตัว
ตอนที่ตกลงกันว่าจะใช้เงินในบ้านเท่าไร หลินเหม่ยฮวาก็ยินยอมให้เขาเอาเงินเก็บของทั้งคู่เกือบทั้งหมดออกมาลงทุน
นี่ก็คือเหตุผลหลักที่ทั้งคู่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินหลังจากที่ประสบกับความล้มเหลวครั้งใหญ่ในตอนเริ่มต้น
ลี่สวนจือมองดูท่าทางที่สิ้นหวังของภรรยา หัวใจของเขารู้สึกราวกับถูกกรีดด้วยมีด ตลอดมาเขาห่วงเรื่องหน้าตาของตัวเองมากเกินไป
ผ่านไปนานพอสมควร ลี่สวนจือถอนหายใจราวกับว่าได้ตัดสินใจครั้งสำคัญลงไปแล้ว เขาโอบกอดปลอบโยนหลินเหม่ยฮวา “พรุ่งนี้ผมจะไปหาพ่อกับพี่ใหญ่แล้วจะบอกเรื่องนี้ ผมผิดเองคุณอย่าคิดมากไปเลย”
“อะไรที่เป็นความผิดของคุณ?” หลินเหม่ยฮวาเงยหน้าขึ้นมองเขา
ลี่สวนจือชะงักไปครู่หนึ่ง “บางทีการลาออกเพื่อมาเริ่มธุรกิจมันก็อาจจะกลายเป็นความผิดพลาดของผม”
หลินเหม่ยฮวามองลี่สวนจือด้วยแววตาที่จริงจัง “การตัดสินใจของคุณมันถูกหรือผิด ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูด เราแค่ตั้งโรงงานไม่สำเร็จและยังไม่ได้เริ่มผลิตหรือจำหน่าย แล้วคุณจะเริ่มสงสัยในตัวเองทำไมล่ะคะ?”
ลี่สวนจือไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าความคิดในใจของภรรยาจะเป็นแบบนี้ ที่ผ่านมาเขากับเธอทะเลาะกันบ่อย ๆ ทำให้ลี่สวนจือรู้สึกว่าการนำเงินเก็บทั้งหมดของตัวเองไปเสี่ยงแล้วก็ล้มเหลวทำให้ภรรยาผิดหวังในตัวเขา
หลินเหม่ยฮวาเห็นลี่สวนจือตกใจอยู่ เธอเป็นภรรยาเขามานานหลายปีก็เดาความคิดของเขาออกได้อย่างรวดเร็ว
เธออดไม่ได้ที่จะหยุดร้องไห้แล้วหัวเราะออกมา “คุณคิดว่าฉันจะผิดหวังในตัวคุณงั้นเหรอคะ?”
เขาพยักหน้า
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณ และไม่มีใครที่ทำธุรกิจแล้วจะราบรื่นตลอด ไม่มีใครไม่เคยเจอปัญหาขณะทำธุรกิจ และสำหรับเรา มันอาจจะแค่ช่วงเริ่มต้นที่ยากไปหน่อยก็ได้ ปัญหามันอาจจะมาเร็วไปหน่อย”
“เหม่ยฮวา…”
“แต่คุณก็ยังมีความผิดพลาดอยู่จริง ๆ” หลินเหม่ยฮวามองเขา “เรายังสร้างโรงงานไม่เสร็จ ก็มีวิธีการแก้ปัญหาหลายอย่าง เช่น หาคนรับเหมาใหม่ หรือเช่าโรงงานที่มีอยู่แล้ว ความจริงแล้วมันก็เป็นแค่เรื่องเงิน ปัญหาหลักก็คือตอนนี้เราไม่มีเงินใช่ไหมคะ? งั้นก็หายืม หาเส้นสาย”
วิธีการเช่าโรงงานที่มีอยู่แล้วถูกปฏิเสธไปในทันที เงินที่ลี่สวนจือใช้ส่วนใหญ่เป็นค่าซื้อที่ดิน ที่ดินในเขตชานเมืองฝั่งตะวันตกราคาถูก ความคิดของเขาก็คืออยากสร้างโรงงานด้วยตัวเองตั้งแต่เริ่มแรก
บางทีในสายตาของคนอื่น การกระทำแบบนี้มันก็มีความเสี่ยงมากเกินไป
แต่ว่านี่เป็นการตัดสินใจของลี่สวนจือหลังจากที่ได้ค้นหามาแล้วมากมาย เช่าบ้านในเมืองต้องใช้เงินจำนวนมากในการปรับปรุงโรงงาน และก็ไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมมากนักอยู่ในเมือง
ที่ดินทางชานเมืองด้านตะวันตกประกาศขายราคาถูก เขาจึงคว้าโอกาสซื้อไว้ อีกทั้งนโยบายการอุดหนุนสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจราคาก็ยังเหมาะสม
ลี่สวนจือกลับไปที่บ้านของพ่อและแม่เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ของพวกเขาพอดี
ลี่รุ่ยจือและเสิ่นรั่วหนิงย้ายกลับมาอยู่ที่นี่หลังจากแต่งงาน แม่ลี่สามารถดูแลเสิ่นรั่วหนิงที่กำลังตั้งครรภ์ได้
ลี่หรงพาจ้าวชิงซงและคนอื่น ๆ มาทานข้าวด้วยกัน มีคนมากกว่าที่ลี่สวนจือคิด
พี่ชายคนโตกำลังพักผ่อนอยู่ เขาพาภรรยาและลูกชายมาด้วย
ครอบครัวลี่มารวมตัวกันพร้อมหน้า ลี่สวนจือตั้งใจจะพูดเรื่องที่ตนตั้งใจจะพูด แต่ก็ได้เก็บไว้ในใจ คิดว่าจะหาโอกาสพูดกับลี่หมิ่นหงและลี่ข่ายจือในภายหลัง
เขาได้ละเลยลี่รุ่ยจือและลี่หรงไปโดยไม่รู้ตัว ลี่สวนจือต้องการยืมเงิน หรือหาเส้นสายต่างหาก
หากจะพูดว่ายืมเงิน ลี่รุ่ยจือเพิ่งแต่งงานและซื้อบ้าน จะมีเงินได้อย่างไร และลี่สวนจือก็รู้ว่าเขาได้ยืมเงินลี่ข่ายจือไปหลายหมื่นหยวน เขายังรู้สึกละอายใจอยู่บ้างที่มีเงินแต่ไม่สามารถให้น้องชายยืมได้ ลี่รุ่ยจือไม่มาขอยืมเงินเขาในตอนแรก คาดว่าคงจะเป็นเพราะรู้ว่าเขากำลังสร้างโรงงานอยู่เลยไม่รบกวนเขา
แม้ว่าตอนนี้จะมีสินสอดทองหมั้นของเสิ่นรั่วหนิง แต่เงินก้อนนั้นเอาไปใช้หนี้ค่าซื้อบ้านยังไม่พอด้วยซ้ำ ดังนั้นลี่สวนจือจึงไม่ได้คิดจะไปคุยกับเขา