ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 262 ธุรกิจของซ่งเสี่ยวซาน
บทที่ 262 ธุรกิจของซ่งเสี่ยวซาน
การตัดเย็บเสื้อผ้าเป็นความรู้พื้นฐานที่เฉาเหลียงอวี้ทำได้อย่างคล่องแคล่ว
เฉาเหลียงอวี้สังเกตเห็นว่านี่เป็นคำสั่งซื้อจากลูกค้า ทำให้รู้สึกไม่กล้าลงมือเท่าไหร่ อีกทั้งเนื้อผ้ายังดูดีกว่าของที่เธอใช้ฝึกหัดเสียอีก เธอจึงกลัวว่าถ้าตัดผิดจะทำให้คำสั่งซื้อของลี่หรงเสียหาย
“ทำสิ ทำไมถึงได้ยืนนิ่งอยู่ล่ะ?”
“อ๋อ… ได้ค่ะ”
ถึงแม้เฉาเหลียงอวี้จะสงสัยว่าทำไมลี่หรงถึงให้เธอเป็นคนตัดผ้า แต่ไม่ได้ซักถามอะไรและหยิบกรรไกรขึ้นมาอย่างว่าง่าย
เฉาเหลียงอวี้ตัดตามขนาดผ้าที่เขียนไว้ เมื่อผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็ตัดเสร็จ จากนั้นจึงเฝ้ามองลี่หรงด้วยสายตาเป็นประกาย “รุ่นพี่ ฉันตัดเสร็จแล้วค่ะ”
ลี่หรงเอ่ยรับคำสั้น ๆ โดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมาและเหยียบจักรเย็บผ้าต่อไป
เฉาเหลียงอวี้เห็นว่าลี่หรงกำลังยุ่งอยู่ จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป เธอจึงเดินสำรวจไปรอบ ๆ เพื่อรอให้ลี่หรงทำงานเสร็จ
หลี่เสี่ยวอ้ายที่อยู่ใกล้ ๆ เรียกเธอว่า “พี่สาว”
เฉาเหลียงอวี้หันไปมองหลังจากที่เธอเรียกซ้ำอีกครั้ง “เธอเรียกฉันเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้า พร้อมถามด้วยรอยยิ้ม “พี่สาวเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยชิงหัวใช่ไหมคะ?”
“ใช่แล้ว มีอะไรเหรอ?”
เก่งจังเลยค่ะ หลี่เสี่ยวอ้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉา
เฉาเหลียงอวี้ได้ยินคำชมนี้จนชินหูแล้ว เธอจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร เมื่อสังเกตจากลักษณะที่ดูเป็นเด็กมัธยมของหลี่เสี่ยวอ้าย เธอจึงเอ่ยปากพูดไปตามมารยาท “ถ้าเธอขยัน เธอก็สอบติดได้เหมือนกัน สู้ ๆ นะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายบอกด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ ว่า “ตอนนี้ฉันไม่ได้เรียนแล้วค่ะ แต่ฉันน่าจะได้กลับไปเรียนในช่วงเดือนกันยายนปีนี้”
เฉาเหลียงอวี้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย ก่อนเดินไปหาหลี่เสี่ยวอ้ายแล้วมองดูผ้าปักลายไม้ไผ่ของเธอ พลางพูดว่า “ฝีมือเธอก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน พวกเราที่เรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้เก่งเรื่องปักผ้ากันทุกคนหรอกนะ”
หากเป็นเมื่อก่อนที่ถูกใครสักคนชม หลี่เสี่ยวอ้ายคงจะรู้สึกอึดอัดไม่รู้จะตอบอย่างไร แต่ตอนนี้คงเป็นเพราะอยู่กับลี่หรงนานเข้า เธอจึงกลายเป็นคนร่าเริงและมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เธอรับคำชมของเฉาเหลียงอวี้ด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณพี่สาว”
เฉาเหลียงอวี้เป็นลูกสาวคนเดียวในบ้าน พี่ชายสองคนจึงตามใจเธอมาตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพี่ชายทั้งสองของเธอต้องกลับไปชนบท แต่เธอได้อยู่ต่อโดยไปทำงานที่สหกรณ์ในเมืองหลวง
ไม่มีเด็กคนไหนที่อายุน้อยกว่าเธอ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ยินใครเรียกเธอว่าพี่สาว
ความรู้สึกประหลาดบางอย่างพลันเกิดขึ้น ราวกับว่าเธอได้แบกรับความรับผิดชอบบางอย่างไว้ พลางขยับเข้ามาใกล้หลี่เสี่ยวอ้าย “ฉันเรียนออกแบบเสื้อผ้า ฉันก็จะทำอาชีพออกแบบเสื้อผ้าในอนาคต แต่ฉันปักลายไม่เป็น เธอเก่งกว่าฉันเสียอีก นี่มันเรียกว่า… เรียกว่าชำนาญการเฉพาะทาง!”
หลี่เสี่ยวอ้ายยิ้มจนเผยให้เห็นฟันขาว “ฉันเคยได้ยินคำนี้พี่ลี่หรงพูดกับฉัน พี่สาวก็จะออกแบบเสื้อผ้าในอนาคตเหรอ? แสดงว่าเหมือนกับพี่ลี่หรงเลยสิ”
อายุของทั้งสองไม่ต่างกันมาก พวกเธอพูดคุยกันไปมาก็สนิทกันอย่างรวดเร็ว
ลี่หรงไม่ชอบทำอะไรค้างไว้ เมื่อเธอจัดการกับสิ่งของในมือเสร็จ เธอจึงหมุนคอคลายเส้นแล้วลุกขึ้นไปรินน้ำ
เธอเดินถือน้ำไปนั่งที่โซฟาตรงข้ามกับหลี่เสี่ยวอ้าย “คุยอะไรกัน ฟังดูน่าสนุกเชียว”
เฉาเหลียงอวี้กับหลี่เสี่ยวอ้ายมองหน้ากันแล้วหัวเราะทันที “คุยเรื่องทั่วไปน่ะค่ะ”
เฉาเหลียงอวี้มองสิ่งของที่เธอตัดเตรียมไว้ เห็นลี่หรงไม่ได้พูดอะไรเธอจึงอดถามไม่ได้ว่า “รุ่นพี่ ฉันตัดผ้าเสร็จแล้วมีอะไรให้ฉันทำอีกไหมคะ?”
“ขอบใจมาก ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ฉันจะไปทำชุดแล้ว” ลี่หรงดื่มน้ำในแก้วจนหมด แล้วพูดกับเฉาเหลียงอวี้ “เธอจะนั่งรออยู่ที่นี่ต่อหรือจะกลับไปก็ได้”
“อ้าว” เฉาเหลียงอวี้รู้สึกสับสนเล็กน้อย เธอจึงตัดสินใจนั่งต่อสักพัก แล้วหยิบแบบร่างการออกแบบของตัวเองขึ้นมาดูสักพักจึงเข้าใจปัญหาของตัวเองได้ในทันที
เธอลุกพรวดขึ้นเดินไปหาลี่หรง แล้วพูดด้วยความดีใจ “ฉันเข้าใจแล้ว แบบร่างของฉันมันซับซ้อนเกินไปหน่อย ฉันผิดเองที่ชอบใส่ทุกอย่างที่คิดไว้ลงไป บางทีถ้าตัดบางอย่างออกไปบ้างก็อาจจะดีกว่า!”
แบบร่างของเฉาเหลียงอวี้ เป็นชุดเดรสราตรี ส่วนบนใช้การต่อผ้าที่มีการออกแบบซับซ้อน มีการวาดดอกไม้ประดับหน้าอก แขนเสื้อเป็นแขนตุ๊กตาขนาดใหญ่ ชุดกระโปรงบานและมีดอกไม้ประดับอยู่มากมาย…
แวบแรกมันก็ดูดีอยู่ แต่พอดูอีกรอบมันเริ่มรู้สึกเอียน
ชุดที่ลี่หรงตัดเย็บให้เธอ เป็นชุดดูที่เรียบง่ายมาก
ความเรียบง่ายที่ว่าคือเนื้อผ้าเรียบ ๆ ไม่มีลายปัก ความหรูหราของชุดนี้อยู่ที่การออกแบบคอเสื้อที่มีลูกไม้เป็นรูปหยดน้ำ
ลี่หรงเห็นว่าเธอเข้าใจความหมายในนั้นแล้ว จึงพูดเสริมอีกเล็กน้อย
จากนั้นเฉาเหลียงอวี้จึงเข้าใจการออกแบบของตัวเองมากยิ่งขึ้น เธอหยิบถุงผ้าของตัวเองขึ้นมา แล้วรีบกล่าวลาลี่หรง โดยบอกว่าจะกลับไปแก้ไขแบบ
ลี่หรงโบกมือลา
ลี่สวนจือได้รับความช่วยเหลือจากเตียวฉีหู่แล้ว จึงไม่อยากจะรอช้าอีกต่อไป
ลี่หรงจึงไปหาลี่หมิ่นหงให้ช่วยเป็นคนกลางไปกู้เงินจากธนาคารด้วยกัน
ก่อนลี่หมิ่นหงจะเกษียณมีลูกศิษย์อยู่หลายคน การจะใช้เส้นสายให้ลี่สวนจือจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ไม่ใช่ว่าอยากกู้ก็กู้ได้เลย ต้องเอาของไปจำนองเสียก่อน
ลี่สวนจือกัดฟันคิดจะจำนองบ้าน แต่ถูกลี่หมิ่นหงห้ามไว้ว่า “เจ้ารอง! ถ้าฉันรู้ว่าแกจะจำนองบ้าน ฉันคงไม่พามาแน่ แกต้องคิดถึงเหม่ยฮวาและเจียโหรวนะ!”
“ผมคุยกับเหม่ยฮวาแล้ว เธอสนับสนุนผมครับ” ความมั่นใจในตอนที่ลาออกก็กลับคืนมาบนใบหน้าของลี่สวนจือ
เมื่อสามีภรรยาคู่นี้ปรึกษากันแล้ว แม้ลี่หมิ่นหงจะไม่พอใจ แต่ไม่ได้ห้ามอะไรอีก
หลังจากกลับถึงบ้านลี่หมิ่นหงจึงเล่าเรื่องนี้ให้แม่ลี่ฟัง แม่ลี่มีสีหน้ากังวล “หวังว่าจะได้เงินก้อนนี้คืนนะ”
“ช่างเถอะ โตขนาดนี้แล้วทำอะไรก็ต้องรับผิดชอบผลของตัวเอง ผมเป็นห่วงเจียโหรวกับเจียเหวยต่างหาก”
“ถ้าขาดทุนก็ปล่อยให้เขานอนข้างถนนไปสิ หลาน ๆ เราเลี้ยงเองก็ได้” ถึงแม่ลี่พูดอย่างนั้น แต่พอผ่านไปไม่นานก็โทรหาลี่หรง แล้วอดไม่ได้ที่จะบอกกับลี่หรงว่า “พี่รองของลูกนี่ช่างกล้าได้กล้าเสียจริง ๆ”
ลี่หรงฟังแล้วพูดไม่ออก พี่ชายของเธอช่างกล้าได้กล้าเสียจริง ๆ นั่นแหละ
หลังจากนั้นลี่หรงจึงบอกเรื่องนี้กับจ้าวชิงซง แต่เขากลับไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย “นี่มันเหมือนสิ่งที่พี่รองจะทำอยู่แล้ว แม้ว่าจะเป็นคุณ ผมก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลย”
ลี่หรงรู้ว่าเขากำลังพูดถึงเธอ เธอจึงไม่โต้แย้ง แล้วเปลี่ยนไปถามเรื่องที่บ้านแทน
“ที่บ้านจะมีเรื่องอะไรได้ล่ะครับ ฟาร์มสุกรซ่งเซียนผิงเป็นคนดูแล ผมไม่ต้องกังวลแล้วล่ะ ส่วนสวนลูกแพร์บนภูเขาก็ไม่มีปัญหาอะไร รอแค่ใส่ปุ๋ยเพิ่มอีกครั้งเดียว แล้วรอให้ดอกออกเท่านั้น”
ลี่หรงไม่รู้เรื่องการปลูกลูกแพร์ แต่เธอจำได้ว่ามันออกผลในช่วงฤดูหนาว เธอคุยกับจ้าวชิงซงอีกสองสามประโยค อันอันก็วิ่งเข้ามาหา
ลี่หรงจึงส่งโทรศัพท์ให้เขา จ้าวชิงซงเอ็นดูลูกชายของตัวเองจึงคุยกับอันอันเกือบครึ่งชั่วโมง ฟังเขาเล่าเรื่องราวในโรงเรียนอนุบาลโดยไม่รู้สึกเบื่อ
ในทุกวันจ้าวชิงซงทำแต่งาน คือ ดูแลต้นลูกแพร์ บางครั้งก็โทรคุยกับติงลี่เหรินและลี่รุ่ยจือ เพื่อสอบถามสถานการณ์ตลาดในเมืองหลวง
วันนี้จ้าวชิงซงกำลังจะออกไปซื้อปุ๋ยก็ได้พบกับซ่งเสี่ยวซานที่มาส่งของพอดี
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่นโยบายยังไม่เปิด ซ่งเสี่ยวซานจึงทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นคนส่งของให้กับจ้าวชิงซง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการส่งเนื้อหมูไปที่ฟาร์มสุกร
หลังจากที่นโยบายเปิดซ่งเสี่ยวซานยังคงเป็นคนส่งของเช่นเดิม เพียงแต่ตอนนี้เขาส่งเนื้อหมูอย่างถูกกฎหมายแล้ว งานที่เขาทำคือการขนส่งเนื้อหมูไปให้กับฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซง
……………………………………………………………………………………………………………..
47ZVNMCU