ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 266 เงินถูกยืมไป หรือเอาไปเล่นการพนัน?
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 266 เงินถูกยืมไป หรือเอาไปเล่นการพนัน?
บทที่ 266 เงินถูกยืมไป หรือเอาไปเล่นการพนัน?
“ก็เพิ่งจะบอกไปอยู่ว่าเงินหาย!” หวังฉยงมองมาด้วยสายตาที่ไม่พอใจ “คุณเป็นใครกัน? ฉันบอกว่าลูกชายฉันทำหายก็คือหาย ฉันจะไม่รู้จักลูกชายตัวเองรึไง?”
หวังฉยงคิดว่าถึงเงินจะหายไปก็ยังดีกว่าการที่ลูกชายยืมไป เพราะถ้าให้ยืมก็ไม่รู้ว่าลูกชายจะใช้คืนเมื่อไหร่
ถ้าบอกว่าหายไป เธอกับลูกก็จะได้ร้องขอความเมตตาจากเขา ซ่งเซียนผิงหลานชายคนนี้ เขาคงจะต้องให้อภัยสักครั้ง หรืออาจจะช่วยปิดบังให้ เพราะสุดท้ายแล้วเธอก็เป็นป้าแท้ ๆ ของเขา ต้องรักษาหน้าให้กันบ้าง
จ้าวชิงซงแสดงสีหน้าเข้าใจ “เมื่อกี้เจิ้งซื่อเผิงบอกว่ายืมไป แต่คุณป้ากลับบอกว่าหายไป…”
สีหน้าของซ่งเซียนผิงเครียดขึ้น เขาดึงเจิ้งซื่อเผิงเข้ามา “เล่าให้หมด ว่าเอาเงินไปทำอะไร!”
“ยืม…ยืมไปครับ!” เจิ้งซื่อเผิงไม่ยอมรับว่าเอาเงินไปเล่นการพนัน ยังยืนกระต่ายขาเดียวกับซ่งเซียนผิง ส่วนหวังฉยงนั้นเดี๋ยวค่อยคุยกันที่บ้าน เพราะยังไงก็เป็นแม่ของเขา
หวังฉยงขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกชายถึงต้องบอกว่าให้คนยืมไป ซ่งเซียนผิงแสดงสีหน้าไม่ดีนัก เธอยังไม่ทันตั้งตัว จึงยังคิดไม่ออกว่าจะพูดว่าอะไรดี
จ้าวชิงซงนั่งลงข้าง ๆ “ถ้ายืมไป ก็รีบหาเงินมาคืนซะ”
ซ่งเซียนผิงจ้องเขม็งไปที่เจิ้งซื่อเผิง “เงินอยู่ไหน?”
ฟังจากน้ำเสียงของจ้าวชิงซงแล้ว คงแค่หาเงินมาคืนก็จบ ซ่งเซียนผิงตอนนี้ไม่อยากจะต่อว่าเจิ้งซื่อเผิงแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องใช้หนี้ให้หมด
ก่อนหน้านี้ที่หวังฉยงใช้ความเป็นญาติมาพูด หากจ้าวชิงซงไม่อยู่ตรงนี้ เขาคงจะช่วยญาติของตัวเอง แต่ตอนนี้ต่อหน้าจ้าวชิงซง ซ่งเซียนผิงไม่กล้าที่จะช่วย
ถือเป็นเรื่องของมารยาท หากซ่งเซียนผิงไม่จัดการอย่างเด็ดขาด ต่อไปก็คงจะไม่สามารถดึงญาติของตัวเองเข้ามาทำงานในฟาร์มได้อีก
ทั้งสี่คนร่วมลงทุนทำฟาร์มสุกรแม้ว่าตอนนี้ซ่งเซียนผิงจะเป็นคนดูแลอยู่ แต่ในใจของพวกเขาก็รู้ดีว่าถ้าไม่มีจ้าวชิงซง ฟาร์มสุกรก็คงจะใหญ่โตขนาดนี้ไม่ได้
นโยบายที่เข้มงวดเมื่อสองสามปีก่อน จ้าวชิงซงยังกล้าที่จะทำ มันก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนหัวไว มีความคิดสร้างสรรค์
สิ่งที่โชคดีที่สุดสำหรับซ่งเซียนผิงคือการที่เขาเข้าร่วมลงทุนกับจ้าวชิงซง ตอนนี้ซ่งเซียนผิงรับผิดชอบเรื่องต่าง ๆ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจะปรึกษากับจ้าวชิงซงเสมอ
รวมถึงเรื่องการขยายฟา์มสุกร ส่งหมูไปขายที่อื่น และเรื่องซื้อรถ…
อีกอย่างในตอนนั้นจ้าวชิงซงต้องพาภรรยาไปเข้าเรียนที่เมืองหลวง งานสำคัญต่าง ๆ จึงตกเป็นหน้าที่ของเขา
จริง ๆ แล้วเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่จ้าวชิงซงกลับมายังหมู่บ้านต้าเจียง และบอกว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อพัฒนาหมู่บ้าน ซ่งเซียนผิงก็เริ่มกังวลว่าจ้าวชิงซงจะกลับมาดูแลฟาร์มสุกรหรือเปล่า?
การดูแลฟาร์มสุกรจะได้เงินเดือนเพิ่มอีกหนึ่งก้อน เงินเดือนนั้นไม่ใช่น้อย แถมยังได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของ ซ่งเซียนผิงไม่มีทางยอมสละตำแหน่งนั้นไปเด็ดขาด
โชคดีที่หลังจากนั้นจ้าวชิงซงไปปลูกต้นไม้แทน ไม่ได้มาดูแลฟาร์มสุกร ซ่งเซียนผิงจึงค่อย ๆ สบายใจขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ซ่งเซียนผิงรู้สึกหวาดระแวงจ้าวชิงซง
“เงิน! เงิน! เงินอยู่กับแม่! แม่ เอาเงินให้ผมก่อนได้ไหมครับ?” เจิ้งซื่อเผิงวิ่งเข้าไปแย่งเงินจากมือหวังฉยง
“ว๊าย! แกทำอะไรน่ะ!” หวังฉยงยื้อแย่งถุงเงินกับลูกชาย “ถึงจะยืมไป แต่เราก็จะใช้ให้ตอนได้เงินไม่ใช่เหรอ?”
ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่มีทางยอมเสียเงินก้อนนี้ไปเด็ดขาด!
ใบหน้าของจ้าวชิงซงเรียบเฉย ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ความไม่ชัดเจนเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
“บัญชีนี้ต้องชำระคืนวันนี้!”
ซ่งเซียนผิงรู้สึกเครียดหนัก หากหวังฉยงไม่ยอมจ่ายเงิน และเจิ้งซื่อเผิงไม่มีเงิน เขาจะต้องเป็นคนจ่ายเงินเองทั้งหมด
แต่เงินนั่นก็ไม่ใช่น้อย ๆ
สองสามร้อยเลยนะ!
จะให้คนอย่างซ่งเซียนผิงรับให้ เขาคงไม่รับแน่
แต่ตอนนี้จ้าวชิงซงอยู่ที่นี่ ซ่งเซียนผิงกัดฟันกำลังจะอ้าปากพูด กลับโดนเสียงจากด้านนอกขัดจังหวะ
ตะโกนโวยวายราวกับกำลังตามหาใคร
เจิ้งซื่อเผิงเดิมทีก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่สุดท้ายกลับได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเขาก็จำได้ว่าเป็นหนึ่งในเพื่อนที่ดื่มเหล้าและเล่นไพ่ด้วยกันชื่อหลี่ฮุย
แม้จะไม่รู้ว่าหลี่ฮุยมาที่นี่ได้ยังไง แต่ฟังแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องดี เจิ้งซื่อเผิงไหวพริบดีมากในเรื่องแบบนี้
เขารีบหมอบลงอย่างรวดเร็ว พยายามหาที่ซ่อน
หลี่ฮุยและคนอื่น ๆ เดินมาถึงก็ชะโงกหน้าเข้ามาเห็นหวังฉยง และทักทายอย่างยิ้มแย้มว่า “คุณป้า” จากนั้นจึงหันไปตะโกนหาซ่งเซียนผิง “พี่ของซื่อเผิง ซื่อเผิงอยู่ไหนครับ?”
หวังฉยงรู้สึกไม่ชอบคนพวกนี้ เธอรู้ดีว่าพวกเขามักจะเกียจคร้านอยู่เฉย ๆ จึงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่สนใจ
แม้ว่านิสัยคนเราจะเป็นไปตามกลุ่มเพื่อน แต่หวังฉยงไม่เคยรู้สึกว่าลูกชายของตนเองมีปัญหาอะไร ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ลูกชายของเธอขับรถไถในฟาร์มสุกร มีรายได้เดือนละตั้งเกือบสามสิบหยวน!
ซ่งเซียนผิงไม่ค่อยคุ้นเคยกับหลี่ฮุย แต่เมื่อมีคนมาหาถึงที่ สิ่งแรกที่เขาทำคือตามหาเจิ้งซื่อเผิง เขาจับเจิ้งซื่อเผิงลุกขึ้นมา “ตามหาเขาทำไม? เขาอยู่ที่นี่”
“ซื่อเผิง นายต้องช่วยฉันนะ!” หลี่ฮุยรีบวิ่งเข้ามาคว้าเจิ้งซื่อเผิง
“ช่วยอะไร?” เจิ้งซื่อเผิงหน้าซีด คนที่อยู่ข้าง ๆ นั้นเขารู้จักดี พวกนั้นคือขาประจำในบ่อนพนัน จากท่าทางของหลี่ฮุยตอนนี้เจิ้งซื่อเผิงเดาออกทันทีว่าเขาต้องติดหนี้พวกนั้นแน่ เขาปัดมือของหลี่ฮุยออกแล้วพูดว่า “นายมาที่นี่ได้ไง?”
พฤติกรรมของเจิ้งซื่อเผิงทำให้คนที่ติดตามหลี่ฮุยมานั้นมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง พวกเขาไม่สนใจว่าจะสนิทสนมกันขนาดไหน ดูเหมือนว่าเจิ้งซื่อเผิงจะไม่มีเงินถึงร้อยหยวนมาช่วยหลี่ฮุยใช้หนี้
พวกเขามาเพื่อทวงหนี้ ไม่ได้ส่งหลี่ฮุยมาสร้างสัมพันธ์อันดีกับเจิ้งซื่อเผิง
หัวหน้าของกลุ่มคนพวกนั้นแสดงสีหน้าดุร้ายอย่างชัดเจน “หลี่ฮุย แกกล้าหลอกพวกเราเหรอ?”
“เปล่า ๆ เป็นไปไม่ได้ ฉันจะกล้าหลอกพวกนายได้ยังไง พี่หงอู๋พี่ให้เวลาผมหน่อย” หลี่ฮุ่ยหันกลับมามองเจิ้งซื่อเผิงด้วยสายตาเศร้า “ซื่อเผิง พวกเราเป็นพี่น้องกันให้ฉันยืมเงินร้อยหนึ่งก่อนได้ไหม เดี๋ยวฉันจะใช้คืน”
เจิ้งซื่อเผิงไม่มีเงิน ต่อให้มีเขาก็ไม่กล้าให้ยืมหรอก
หวังฉยงรีบเข้ามากั้นหลี่ฮุ่ยออก “ลูกฉันไม่สนิทกับแก จะยืมเงินก็ไปยืมที่อื่น!”
“ดูท่าเจิ้งซื่อเผิงคงจะพูดจริงที่บอกว่าเอาเงินไปให้เพื่อนยืม” จ้าวชิงซงสังเกตการณ์อยู่นาน พอเข้าใจแล้วก็อดที่จะถอนหายใจไม่ได้ “แต่ก็เอาเงินให้คนอื่นเอาไปเล่นการพนันต่างหาก!”
ซ่งเซียนผิงเม้มปาก นอกจากเขาแล้วสายตาคนอื่น ๆ ต่างก็จับจ้องไปที่เจิ้งซื่อเผิงและหลี่ฮุ่ย
อย่างไรก็ตาม คำพูดของจ้าวชิงซงนั้นพูดให้ซ่งเซียนผิงฟังคนเดียวเท่านั้น เพื่อให้ซ่งเซียนผิงได้คิดว่าเจิ้งซื่อเผิงเอาเงินไปทำอะไร
มีเพียงซ่งเซียนผิงเท่านั้นที่รู้สึกกดดัน
เจิ้งซื่อเผิงหลบอยู่หลังหวังฉยง ที่เห็นอย่างชัดเจนว่าเธอไม่มีทางให้ยืม
หลี่ฮุ่ยกลัวแทบตาย เจ้ามือไม่ใช่คนที่จะยอมปล่อยใครง่าย ๆ ไม่งั้นหงอู๋คงไม่ตามมาด้วยแบบนี้ วันนี้ถ้าเอาเงินมาให้ไม่ได้ เขาคงต้องถูกตัดนิ้วแน่ ๆ
หลี่ฮุ่ยเห็นท่าทางเจิ้งซื่อเผิงก็หมดหวัง ชี้ไปที่เจิ้งซื่อเผิงแล้วพูดว่า “ถ้านายไม่ยอมให้ฉันยืมเงิน ฉันจะเล่าเรื่องทุกอย่างที่นายเคยทำ! พี่ชายนายก็อยู่ตรงนี้ นายคิดให้ดี!”