ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 268 อาจารย์อาน่าตามหาลี่หรง
บทที่ 268 อาจารย์อาน่าตามหาลี่หรง
“เธอจะพิสูจน์ยังไง?” อาจารย์อาน่าหันไปถามเฉาเหลียงอวี้ ถึงแม้เธอจะเอาแต่ใจ แต่เธอก็รู้ว่าเฉาเหลียงอวี้เป็นนักศึกษาที่ดี ในใจก็ไม่ค่อยเชื่อว่าเธอจะลอกเลียนแบบผลงานของคนอื่น
“อาจารย์คะ ถ้าฉันบอกไปอาจารย์จะต้องแปลกใจแน่ ๆ ค่ะ” เฉาเหลียงอวี้ยิ้ม “ก่อนหน้านี้ฉันเคยไปหารุ่นพี่ลี่หรงแล้วขอให้เธอช่วยดูแบบให้ มันเหมือนกับอันนี้เกือบจะทั้งหมดเลย ดังนั้นรุ่นพี่ลี่หรงสามารถช่วยฉันพิสูจน์ได้ค่ะ”
สายตาของหวังอ้ายเจินดูสับสน ก่อนจะรีบแย้งขึ้นมา “ใครจะมั่นใจได้ล่ะ เพราะก่อนหน้านี้เธอช่วยเดินแบบให้ แล้วหลังจากนั้นก็ไปกินข้าวด้วยกันที่โรงแรมหวงเหอ ใครจะรู้ว่าพวกเธอจะร่วมมือกันหรือเปล่า?”
เธอหันไปมองอาน่าด้วยสายตาที่น่าสงสาร “อาจารย์คะ พวกเธอร่วมมือกันแน่ ๆ ค่ะ อาจารย์อย่าไปฟังที่เธอพูดนะคะ!”
อาน่าทำหน้าครุ่นคิดไม่รู้จะตัดสินอย่างไรดี หลังจากคิดอยู่สักพัก เธอก็บอกให้ทั้งสองคนกลับไปก่อน
เรื่องนี้ยังไม่มีบทสรุป
หวังอ้ายเจินคิดว่าอาจารย์อาน่าคงไม่เอาเรื่องแล้ว จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยิ้มแล้วก็เดินออกไป
เฉาเหลียงอวี้รู้ว่าอีกฝ่ายลอกเลียนแบบผลงานของเธอ เธอรู้สึกหงุดหงิดมาก หลังจากที่หวังอ้ายเจินเดินออกไปแล้ว เธอยังคงยืนอยู่ในห้อง กัดริมฝีปากถามอย่างลังเล “อาจารย์อาน่า เรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้นะคะ หวังอ้ายเจินขโมยไอเดียของฉัน เธอเป็นคนไม่ดีจริง ๆ”
“ใครบอกว่าฉันจะปล่อยผ่าน เรื่องจริงเป็นยังไง ฉันจะไปตรวจสอบเอง” อาจารย์อาน่ามองไปที่เฉาเหลียงอวี้พลางถอนหายใจ “ไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นยังไง เธอก็ไม่ควรวิจารณ์นิสัยของคนอื่นโดยพลการ”
“ฉันเปล่านะคะ ก่อนหน้านี้ฉันเอาแบบของรุ่นพี่ลี่หรงไปซ่อน ก็เพราะเธอคอยพูดยุยงตลอด นั่นเป็นความผิดของฉัน ฉันไม่ได้คิดจะโทษคนอื่น แต่ก่อนหน้านี้เรื่องที่รุ่นพี่ลี่หรงกับเพื่อนร่วมชั้นอีกคนล้มลงในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า อาจารย์ยังจำได้อยู่ไหมคะ? พวกลูกปัดนั่น หวังอ้ายเจินเป็นคนเอาไปเทไว้”
“พูดอะไรมั่ว ๆ ไม่มีหลักฐาน” อาจารย์อาน่าพูดจบถึงได้หันไปมองเฉาเหลียงอวี้ด้วยสายตาตำหนิ “อีกสองปี เธอก็จะต้องออกไปทำงานแล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ อีกต่อไป หลาย ๆ คำ ต้องคิดก่อนพูด”
เฉาเหลียงอวี้ก้มหน้า “รู้แล้วค่ะ ขอบคุณอาจารย์ ถ้ามีหลักฐาน ฉันจะไปแจ้งตำรวจ เพราะเธอมีจิตใจชั่วร้ายเกินไป”
หลังจากที่เฉาเหลียงอวี้ออกไปแล้ว อาน่าก็นั่งอยู่ที่ห้องทำงานสักพัก ก่อนจะรีบลุกขึ้นออกไป
ตามที่อยู่เก่าที่ลี่หรงทิ้งไว้ อาน่าไปถึงบ้านล้อมลานแต่เธอไม่ได้รีบเข้าไป เพียงแต่ยืนอยู่ที่หน้าบ้านแล้วก็มองเห็นป้ายที่หน้าประตู เธอปรับอารมณ์ใหม่แล้วยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปข้างใน
หลังจากอากาศอบอุ่นขึ้น ห้องทำงานทั้งสองห้องก็เปิดประตูตลอดเวลา
หลี่เสี่ยวอ้ายเป็นคนแรกที่พบอาจารย์อาน่า เธอเห็นอีกฝ่ายดัดผมเป็นลอน สวมชุดกระโปรงยาวทันสมัย มองแวบเดียวก็รู้ว่ามาจากตระกูลที่ร่ำรวย
ตระกูลที่ร่ำรวยในความคิดของหลี่เสี่ยวอ้ายคือจัดอยู่ในกลุ่มลูกค้าของลี่หรงโดยทันที
เธอตื่นเต้นจนต้องรีบตะโกนเรียกลี่หรงว่า “มีแขกมาอีกแล้ว เป็นผู้หญิงที่สง่างามมาก!”
ลี่หรงกำลังวาดแบบอยู่ ได้ยินเช่นนี้ก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น รอให้แขกเดินเข้ามาก่อนค่อยว่ากัน
หลังจากเดินเข้ามาในบ้านแล้วก็จะมีป้ายบอกทางที่ชัดเจน ชี้ให้แขกเดินไปที่ห้องด้านทิศตะวันออก โดยปกติแล้วคนที่มารับเสื้อผ้าสำเร็จรูปมักเดินตรงไป ส่วนคนที่มองหาใครสักคนจะตะโกนเรียกในบ้าน
อาจารย์อาน่าไม่ได้มาเพื่อตัดเสื้อผ้า เธอมาหาลี่หรง
แต่เธอก็เลือกเดินตามป้ายไปที่ห้องด้านทิศตะวันออก เห็นว่าประตูเปิดอยู่ ด้วยมารยาทที่ดีอาจารย์อาน่าจึงเคาะประตู
เมื่อลี่หรงเห็นว่าเป็นอาจารย์อาน่าก็รู้สึกประหลาดใจอย่างมาก “อาจารย์อาน่าเหรอคะ?”
“เธอยังจำฉันได้ด้วยเหรอ?” อาจารย์อาน่ายิ้มน้อย ๆ
“แน่นอนว่าต้องจำได้อยู่แล้วสิคะ ถ้าไม่มีอาจารย์อาน่า ฉันคงไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมการประกวด พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ฉันยังไม่มีโอกาสได้ขอบคุณอาจารย์เลยค่ะ”
ลี่หรงเหลือบมองแบบวาดในมือ เธอกำหนดตำแหน่งต่าง ๆ ลงบนแบบโดยใช้ดินสอ ก่อนจะวางแบบวาดลง แล้วหยุดการออกแบบ เธอเดินไปรินชาให้อาจารย์อาน่าหนึ่งถ้วย “เชิญอาจารย์ดื่มชาก่อนค่ะ”
อาจารย์อาน่าตอบรับด้วยความสุภาพ
เมื่ออีกฝ่ายวางถ้วยชาลงแล้ว ลี่หรงจึงยิ้มก่อนจะถามว่า “อาจารย์มาหาฉัน มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
“มีอยู่เรื่องหนึ่ง” อาจารย์อาน่าหยิบแบบที่หวังอ้ายเจินเป็นคนส่งออกมาจากกระเป๋า แล้ววางไว้ตรงหน้าลี่หรง “เธอเคยเห็นแบบชุดนี้ไหม?”
“นี่มันแบบของเฉาเหลียงอวี้นี่คะ?” ลี่หรงพูดจบก็หยุดยิ้มไปเล็กน้อย “แต่ดูจะไม่ค่อยเหมือนเท่าไร”
“หือ?”
ลี่หรงบอกว่า “โดยรวมมันก็เหมือนเดิม มีแค่บางส่วนที่แก้ไข แต่ส่วนหลักคือเรื่องสี สีเดิมต้องเข้ากันมากกว่านี้ แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร?”
ลี่หรงขมวดคิ้วแสดงสีหน้าครุ่นคิด “ฉันคิดว่าเธอจะตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกนะ ตอนนั้นฉันบอกเธอไปหลายจุด แล้วก็ให้เธอไปแก้ที่บ้าน ฉันคิดว่าเธอเข้าใจความหมายของฉันแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า…”
อาจารย์อาน่าเห็นลี่หรงถอนหายใจ ก็พอจะเดาความจริงของเรื่องได้คร่าว ๆ
เธอหยิบแบบร่างของการออกแบบอีกอันออกจากกระเป๋า
ลี่หรงเห็นแบบร่างของการออกแบบใหม่ก็ตาเป็นประกาย “นี่สิ ถึงจะเรียกว่าของที่ผ่านการแก้ไขแล้ว”
เธอยิ้มจนตาหยี “เฉาเหลียงอวี้ยังฉลาดเหมือนเดิมเลยนะคะ”
อาจารย์อาน่าไม่ได้บอกเรื่องที่มีการลอกแบบกัน แต่พูดชมเฉาเหลียงอวี้ตามคำพูดของลี่หรง “เฉาเหลียงอวี้เป็นนักศึกษาที่ดี”
หลังจากที่อาจารย์อาน่ากลับมาเมืองจีนได้พักใหญ่ เธอประทับใจเฉพาะลี่หรงเท่านั้น ในใจของเธอลี่หรงเป็นนักออกแบบอัจฉริยะ
โดยเฉพาะหลังจากที่เข้ามาที่บ้านล้อมลาน แล้วได้เห็นร้านที่ลี่หรงสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง
ห้องทางทิศตะวันออกสองห้องเปิดประตูไว้ อาจารย์อาน่าเดินเข้าไปและแอบมองไปทางด้านข้าง ภายในมีจักรเย็บผ้าหลายเครื่องที่ส่งเสียงดังอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนข้างในก็ยังมีคนอีกหลายคนกำลังก้มหน้าก้มตาปักผ้าอยู่
ร้านของลี่หรงใหญ่กว่าที่เธอคิดไว้และดูเป็นระเบียบมาก ไม่เหมือนกับคนที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาแล้วและไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานเลย
อาจารย์อาน่าเคยเห็นแบรนด์เก่า ๆ บางแบรนด์ในต่างประเทศที่เป็นแบบนี้ ซึ่งพวกเขามีเครื่องจักรแต่ก็ไม่ใช้ แล้วก็อ้างว่าเป็นงานฝีมือ งานที่ใช้ฝีมือก็สามารถตั้งราคาขายสูง ๆ ได้
งานที่ทำด้วยมือปริมาณก็จำกัดอยู่แล้ว พอปริมาณน้อยราคาก็สูงขึ้นไปเป็นธรรมดา
เมื่อรวมการออกแบบกับฝีมือเข้าด้วยกัน ก็ค่อย ๆ กลายเป็นของที่เหล่าเศรษฐีต่างก็ต้องการ ทุกครั้งที่มีสินค้าใหม่ประจำไตรมาส เหล่าเศรษฐีก็ต่างแข่งกันซื้อ แม้จะต้องจ่ายเงินมากขึ้นหรือรอนานหลายเดือนก็ตาม นั่นเพื่อจะได้เป็นคนแรกที่ได้ครอบครองสินค้าชิ้นนั้น…
ร้านของลี่หรงให้ความรู้สึกแบบนั้นกับเธอ
อาจารย์อาน่าเพิ่งเคยเห็นรูปแบบอุตสาหกรรมเสื้อผ้าแบบนี้ในประเทศเป็นครั้งแรก แต่กลับคล้ายกับแบรนด์หรูจากต่างประเทศอย่างไม่น่าเชื่อ
เธอเฝ้ามองลี่หรงอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็อดใจไม่ไหวเอ่ยปากถามขึ้นมาว่า “ขออนุญาตถาม เธอตั้งราคาสินค้ายังไงเหรอ?”
คำตอบที่ลี่หรงให้มาอยู่ในความคาดหมายของเธอ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจซ่อนไว้ได้ “ลี่หรง เธอช่างเป็นอัจฉริยะจริง ๆ เธอเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมดเลยเหรอ?”