ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 269 หลังจากนั้น
บทที่ 269 หลังจากนั้น
“แน่นอนค่ะ เอ่อ หลัก ๆ ก็คือฉันสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว”
อาจารย์อาน่าพยักหน้า “ถ้ามีเวลา ก็สามารถกลับไปสอนที่มหาวิทยาลัยได้นะ”
ลี่หรงชะงักไป “มีโอกาสก็จะกลับไปนะคะ”
เธอไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของอาจารย์อาน่าทันที เพราะตอนนี้เธอไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู
การกลับไปสอน อาจจะสอนได้แค่หนึ่งหรือสองคาบ ไม่ได้ให้เป็นอาจารย์ประจำ เธอมีความสามารถพอที่จะสอนไม่กี่คาบ และยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นโอกาสที่เธอจะได้พูดคุยกับนักศึกษาที่เรียนด้านการออกแบบโดยตรง
มันมีค่ามากเลยล่ะ
แน่นอนว่าเธอจะยังไม่กลับไปในตอนนี้ รอให้ถึงเวลาที่เธอเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียงก่อน แล้วค่อยกลับไปสอนให้คนอื่นฟังอย่างสง่าผ่าเผย
ในยุคหลัง ๆ ก็เป็นแบบนี้ บางคนกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือเป็นผู้มีชื่อเสียง แต่จุดเริ่มต้นของพวกเขาก็อาจจะไม่ได้มาจากคนในสาขานั้น ๆ
มีคำกล่าวที่ว่า วีรบุรุษไม่ถามที่มา และไม่ถามที่มาเมื่อเป็นวีรบุรุษแล้ว
พูดออกนอกเรื่องไปไกลเลย
แต่แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ความตั้งใจหลักของเธอ เธอเป็นแค่คนธรรมดาสามัญคนหนึ่ง ทุกสิ่งที่เธอทำล้วนเพื่อหาเงินก้อนใหญ่ การหาเงินคือเป้าหมายสูงสุดของเธอ
อาจารย์อาน่าชื่นชอบนิสัยของลี่หรง ขณะที่เดินเข้ามาเธอเห็นลี่หรงกำลังเขียนแบบอยู่จึงถามว่า “ฉันรบกวนเวลาทำงานเธออยู่หรือเปล่า?”
“ไม่เลยค่ะ” ลี่หรงเอื้อมมือไปนวดท้ายทอยตัวเอง “ฉันก็กำลังจะพักพอดีน่ะค่ะ”
“เธอเปิดร้านตัดชุดที่นี่ มีเธอเป็นช่างออกแบบแค่คนเดียวเหรอ?”
ลี่หรงไม่ค่อยได้ยินใครใช้คำว่าช่างออกแบบ บางคนเรียกเธอว่าอาจารย์ บางคนเรียกเธอว่าช่างตัดเสื้อ…
อาจารย์อาน่าเป็นคนที่กลับมาจากเมืองนอก คำพูดบางคำที่เธอพูดทำให้ลี่หรงฟังแล้วสบายใจมาก ราวกับได้ย้อนกลับไปในยุคที่เธอจากมา
เธอตอบข้อสงสัยของอาจารย์อาน่า “ใช่แล้วค่ะ ทำไงได้ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นนี่คะ ตอนนี้ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อย่างที่คุณเห็น ที่นี่ลูกค้าล้วนเป็นผู้ดีมีเงิน ความต้องการก็จะสูงกว่าปกติ”
“ก็เพราะเธอทำดีเกินไปไง พวกนั้นเห็นแล้วรสนิยมก็พัฒนาขึ้นตามไปด้วย ความต้องการก็ย่อมสูงขึ้นเป็นธรรมดา”
ลี่หรงหัวเราะแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เธอเข้าใจความหมายของอาจารย์อาน่า ถ้าหากว่าช่วงแรกเธอไม่ได้เปิดร้านตัดชุดแบบนี้ แต่กลับทำให้ทุกคนได้แบบที่ไม่ต่างกันมากนัก ความต้องการของพวกเธอก็คงจะไม่สูง
สรุปสั้น ๆ ก็คือ ลี่หรงทำให้พวกเธอมีรสนิยมสูงขึ้น
“ไม่ได้คิดจะหาคนมาช่วยเหรอ?”
“กำลังคิดอยู่ค่ะ” ลี่หรงมองไปรอบ ๆ “ตอนนี้ที่ร้านก็เริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ถึงเวลาที่จะรับนักออกแบบเข้ามาทำงานแล้วล่ะค่ะ”
จู่ ๆ อาจารย์อาน่าก็พูดขึ้นว่า “เธอสามารถไปหาคนจากภาควิชาออกแบบของมหาวิทยาลัยชิงหัวได้นะ”
“ฉันก็คิดไว้อย่างนั้นเหมือนกันค่ะ”
อาจารย์อาน่าพูดคุยกับลี่หรนานถึงครึ่งวัน จากนั้นจึงจากไปด้วยความรู้สึกที่ยังไม่เต็มอิ่มนัก
ช่างบังเอิญเหลือเกิน
หลังจากที่อาจารย์อาน่าเพิ่งจะออกไปได้ไม่นาน เฉาเหลียงอวี้ก็มา
ใบหน้าเธอเต็มไปด้วยความโกรธ รีบวิ่งเข้ามาโดยไม่รอให้ลี่หรงพูดอะไรเลย เธอรีบบ่นกับลี่หรง “มันเกินไปแล้ว! พี่ลี่หรงหวังอ้ายเจินขโมยแบบของฉัน! วันนี้อาจารย์อาน่าเรียกไปพูดคุยที่ห้อง เธอยังไม่ยอมรับเลย!”
ลี่หรงขมวดคิ้วฉุกคิดขึ้นได้ ก็เลยคิดออกว่าที่อาจารย์อาน่ามาหาเธอ ไม่ใช่เพราะอยากมาเฉย ๆ แต่ต้องการใช้แบบทั้งสองมาสอบถามจากเธอ
จากต้นจนจบอาจารย์อาน่าไม่ได้พูดถึงเรื่องการลอกเลียนแบบเลย ไม่รู้ว่าในใจตอนนี้คิดอะไรอยู่
“เมื่อกี้อาจารย์อาน่ามา แล้วก็เอาแบบให้ฉันดูสองอัน ฉันก็เพิ่งรู้ว่าเป็นแบบนี้ อีกอันเป็นของหวังอ้ายเจินงั้นเหรอ?”
ลี่หรงมีความประทับใจในตัวคนคนนี้ แต่เป็นความประทับใจที่ไม่ดีมาก ๆ หวังอ้ายเจินดูแล้วไม่เหมือนคนดีอะไรเลย
“รุ่นพี่เห็นแล้วเหรอคะ?” เฉาเหลียงอวี้อ้าปากค้าง กังวลนิดหน่อย
“แล้วอาจารย์อาน่าพูดอะไรหรือเปล่าคะ?”
“ไม่ได้พูดอะไร” ลี่หรงตอบตามจริง “แต่ไม่ต้องห่วง เชื่อสิ อาจารย์อาน่าคงตัดสินได้แล้วละ”
เฉาเหลียงอวี้ก็เลยรู้สึกโล่งใจได้บ้าง “น่ารำคาญจริง ๆ ทำไมถึงมีคนแบบนี้ด้วยนะ”
ลี่หรงฟังคำพูดไร้เดียงสาที่ยังไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาวของเธอแล้วก็ไม่ได้พูดอะไร
หลังจากนั้นไม่กี่วัน เฉาเหลียงอวี้ก็กลับมาอีก เพื่อมาบอกกับลี่หรงว่า งานของหวังอ้ายเจินไม่ผ่าน ต้องออกแบบใหม่
ลี่หรงยิ้มอาจารย์อาน่านี่ช่างใจดีเหลือเกิน เลือกที่จะปกป้องหน้าตาของหวังอ้ายเจินไว้
แต่ถ้าคิดดูดี ๆ แล้ว อาจารย์อาน่าก็เป็นคนแบบนี้ เหมือนตอนก่อนหน้านี้ที่เฉาเหลียงอวี้เอาแบบที่ลี่หรงใช้ในการประกวดไปซ่อนไว้ อาจารย์อาน่าก็จัดการอย่างเงียบ ๆ
ลี่สวนจือเอาบ้านกับรถไปจำนองเพื่อกู้เงิน รวมกับที่วัสดุก่อสร้างจากฝั่งของเตียวฉีหู่ที่นำมาให้อย่างรวดเร็ว และเตียวฉีหู่ยังหาคนรับเหมาให้ด้วย ทำให้การสร้างโรงงานมีความคืบหน้าไปได้ด้วยดี
คืบหน้าไปได้ดีจนลี่สวนจือแทบไม่อยากจะเชื่อ รวมถึงหลินเหม่ยฮวาก็รู้สึกไม่คาดฝันเหมือนกันว่า “นี่มันเพื่อนแบบไหนกันนะ เขาดีกับเราจริง ๆ”
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะรู้สึกเศร้า แต่เธอก็ไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย เพราะคราวนี้เธอเป็นคนคอยช่วยลี่สวนจือดูแลเรื่องต่าง ๆ ด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นเหมือนคราวก่อน
ลี่สวนจือพยักหน้า “ต้องขอบคุณลี่หรงที่แนะนำมา เขาเป็นสามีของคนที่มาสั่งตัดชุดกับลี่หรง พวกเราได้รับความช่วยเหลือนี้ได้ก็เพราะลี่หรง”
หลินเหม่ยฮวาเผยรอยยิ้ม “เสี่ยวหรงช่วยเหลือเราได้มากเลยละค่ะ รอว่าง ๆ ฉันจะต้องหาเวลาเลี้ยงข้าวเสี่ยวหรงให้ได้เลย”
ยังไม่ทันที่ลี่สวนจือจะเชิญลี่หรงมาทานข้าว ก็มีคนมาเชิญลี่หรงไปทานข้าวก่อนแล้ว
สถานที่ก็ยังคงเป็นโรงแรมหวงเหอ
เดิมทีลี่หรงอยากจะบอกว่าไม่จำเป็นต้องหรูหราขนาดนี้ เพราะอีกฝ่ายคือสวีจิ้งเหอ
แต่สวีจิ้งเหอบอกว่าคนที่อยากเจอลี่หรงไม่ใช่เธอ ความต้องการนี้มาจากคนอื่น
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาอยากเจอลี่หรงไปทำไม เพราะไม่น่าจะเกี่ยวกับเรื่องที่จะจ้างธอตัดเสื้อผ้า เพราะถ้าจะตัดเสื้อผ้าโดยตรงก็สามารถไปที่บ้านล้อมลานได้เลย ไม่ค่อยมีใครที่จู่ ๆ จะเชิญไปทานข้าวเพื่อขอตัดเสื้อผ้าให้
เมื่อไปถึง ลี่หรงก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตา
หลังจากทักทายกัน สวีจิ้งเหอก็แนะนำว่า “เธอคือน้าของหนิงหนิง เรียกว่าน้าตานได้เลยจ้ะ”
สวีจิ้งตานเผยรอยยิ้มที่เป็นมิตรต่อลี่หรง “สวัสดีจ้ะ”
เธอไม่ใช่คุณนายเสิ่นที่อยู่ต่างประเทศของเสิ่นรั่วหนิง แต่อยู่ที่เมืองจีนมาตลอด
ลี่หรงถึงได้รู้สึกคุ้นหน้า ที่แท้คนที่นัดเธอมาก็คือคนที่เคยเจอในงานแต่งงานของเสิ่นรั่วหนิง
หลังจากพูดคุยกันไปสักพัก ลี่หรงก็เพิ่งจะรู้ว่าสวีจิ้งตานเป็นคนเก่งมาก ตั้งแต่ที่นโยบายเปิดประเทศ ก็กล้าที่จะเดินทางไปพัฒนาที่ทางใต้เพียงลำพัง
อีกฝ่ายทำธุรกิจค้าส่งเสื้อผ้า และด้วยธุรกิจนี้ทำให้เธอได้กลายเป็นเศรษฐีหมื่นหยวนคนแรก ๆ สมกับคำว่าหญิงแกร่งแห่งยุค
“ดังนั้น คุณน้าก็เลยอยากให้ฉันออกแบบเสื้อผ้าให้เหรอคะ?”
“ก็ประมาณนั้นแหละจ้ะ” สวีจิ้งตานพึงพอใจในความฉลาดหลักแหลมของลี่หรงมาก
สวีจิ้งตานทำธุรกิจค้าส่งจนมีเงินเก็บมากมาย เธอคงทำธุรกิจค้าส่งแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เธอต้องทำโรงงานเอง จึงจะลดต้นทุนให้ต่ำที่สุด รวมทั้งขยายธุรกิจให้เติบโตมากขึ้นด้วย
ตอนนี้ที่เมืองหยางมีโรงงานเสื้อผ้ายุคใหม่เกิดขึ้นมากมาย เพื่อน ๆ เคยชวนเธอให้ร่วมลงทุนด้วย
ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าจังหวะยังไม่ลงตัว จนถึงตอนนี้สวีจิ้งตานคิดว่าถึงเวลาแล้ว เธอจึงเริ่มคิดเรื่องการสร้างโรงงาน
พอได้ยินว่าอีกฝ่ายเลือกที่จะตั้งโรงงานเสื้อผ้าที่เมืองหยาง ลี่หรงอดไม่ได้ที่จะชื่นชมเธออยู่ในใจ ในอนาคตเมืองหยางจะเป็นอุตสาหกรรมเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นอย่างมาก
พูดถึงการค้าส่งเสื้อผ้า หลายคนจะนึกถึงเมืองหยางเป็นอันดับแรก
อย่างไรก็ตามลี่หรงไม่ได้ตอบตกลงในทันที “งานของฉันเป็นงานสั่งทำส่วนตัว ต้นทุนสูง ใช้เวลาในการผลิตนาน และระยะเวลาคืนทุนไม่แน่นอนค่ะ”
สวีจิ้งตานรอจนลี่หรงพูดจบ เธอครุ่นคิดสักพักแล้วพูดว่า “ฉันเข้าใจ แต่ฉันเชื่อว่าเธอสามารถออกแบบอะไรที่เรียบง่ายแต่ทันสมัยได้นะ การออกแบบแบบนี้จะไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องใช้เวลานาน และเธอแค่ต้องออกแบบมาให้ฉัน ส่วนเรื่องการผลิตฉันจะจัดการเอง”
……………………………………………………………………………………………………………………………..
WWYVEEHZ