ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 270 นักออกแบบอิสระ
บทที่ 270 นักออกแบบอิสระ
“แต่ความต้องการก็สูงอยู่เหมือนกันค่ะ คุณน้าคะ สินค้าขายส่งของคุณจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขายเร็ว และถูก ซึ่งเลียนแบบได้ง่าย วันนี้เพิ่งขายชุดแรกออกไป ตลาดก็อาจจะมีสินค้าที่คล้ายคลึงกันออกมาในเร็ว ๆ นี้ หมายความว่าฉันต้องออกแบบสินค้าใหม่ ๆ ออกมาอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ” ลี่หรงยิ้ม “มันไม่ใช่แค่การออกแบบเฉย ๆ นะคะ ถ้าจะทำก็ต้องทำให้ดีที่สุด ตอนนี้ฉันยังไม่มีกำลังมากพอค่ะ”
สวีจิ้งตาน “หมายความว่าเธอปฏิเสธฉันเหรอ?”
“ขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะ”
สวีจิ้งตานคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วไม่ฝืนลี่หรง “ฟังจากที่เธอพูด เธอน่าจะมีความคิดเป็นของตัวเองเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเสื้อผ้า งั้นในอนาคตเธอจะเปิดโรงงานเองงั้นเหรอ?”
“มีความเป็นไปได้ค่ะ”
การทำชุดสั่งตัดส่วนตัว ไม่มีผลต่อการที่ลี่หรงจะเปิดโรงงานผลิตเสื้อผ้า เพื่อทำธุรกิจ
รายได้จากโรงงานเสื้อผ้ามหาศาลมาก แม้จะไม่ใช่แบรนด์ของตัวเอง ทำมาขายส่งก็ยังได้ หรือจะรับจ้างผลิตก็ยังเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ
แบรนด์บางแบรนด์ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง บางทีก็ไม่มีแม้แต่เสื้อผ้าที่ออกแบบเอง ทุกอย่างล้วนรับมาจากโรงงาน แล้วก็ติดป้ายของแบรนด์ตัวเองลงไป ก็ถือว่าเป็นสินค้าของแบรนด์ตัวเองแล้ว
รูปแบบธุรกิจแบบนี้ ในอนาคตจะพบเห็นได้บ่อยในการขายไลฟ์สดของเหล่าเน็ตไอดอล เน็ตไอดอลส่วนใหญ่ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง หลัก ๆ ก็คือรับเสื้อผ้ามาจากโรงงาน แล้วก็ติดป้ายของตัวเอง
สวีจิ้งตานกินข้าวคำหนึ่ง แล้วจิบชาก่อนจะถาม “แล้วทำไมตอนนี้เธอถึงไม่คิดที่จะเข้ามาร่วมกับฉันล่ะ ฉันก็กำลังหาหุ้นส่วนอยู่ พวกเรามาทำด้วยกันดีไหม?”
ลี่หรงอึ้งไป เธอคาดไม่ถึงว่าสวีจิ้งตานจะชวนให้เธอมาร่วมงานด้วย
สำหรับคนนอกต่อให้ร้านที่เธอทำจะดีแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นเพียงเด็กที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ ๆ
ส่วนสวีจิ้งตานอยู่ในวัยสามสิบกว่า ๆ ทั้งฐานะและเส้นสายก็ถือว่าไม่ธรรมดา
ประสบการณ์ของอีกฝ่ายมากกว่าลี่หรงเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเมืองหยางและภาพรวมของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในปัจจุบัน
เมื่อคิดได้แบบนี้ลี่หรงอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้เมื่อมองไปที่สวีจิ้งตาน “ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะสำหรับการยอมรับของคุณ แต่ตอนนี้ฉันยังไม่คิดจะหาหุ้นส่วนทำธุรกิจจริง ๆ ค่ะ”
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?” สวีจิ้งตานกล้ารับรองว่าเธอเพิ่งเห็นแววตาสนใจในดวงตาของลี่หรง แต่ลี่หรงยังคงปฏิเสธเธออีกครั้ง ทำไมกัน?
ลี่หรงมีความกังวลจริง ๆ “ต้องใช้เงินสร้างโรงงานหนึ่งถึงสองแสนหยวน พูดตามตรง ฉันเพิ่งซื้อบ้านเมื่อปลายปีก่อน ตอนนี้ในมือก็ไม่มีเงินแล้ว เร็วที่สุดก็ต้องรอถึงปีหนึ่งเก้าแปดสี่ ฉันถึงจะมีเงินค่ะ”
บางทีอาจจะกู้ได้ แต่สองสามปีนี้ลี่หรงไม่อยากเสียสมาธิกับงานที่ทำอยู่จริง ๆ
ตอนนี้รายได้หลักของเธอมาจากร้านฝูหรง อีกส่วนหนึ่งก็มาจากค่าเช่าบ้านที่ตรอกเซี่ยงฝู
เธออยากเลี้ยงอันอันอีกสักสองสามปี รอจนอันอันโตกว่านี้ค่อยไปลงทุนทำงานใหญ่ ๆ ก็ยังไม่สาย
ปีหนึ่งเก้าแปดสี่…
สวีจิ้งตานครุ่นคิด เอาเข้าจริงก็ไม่ได้นานขนาดนั้น ปีหนึ่งเก้าแปดสองก็กำลังจะจบลงในอีกไม่กี่อึดใจ
จู่ ๆ เธอก็หัวเราะออกมา “ก่อนจะมาหาเธอ ฉันก็ไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะตกลงอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ง่ายขนาดนั้น ฉันต้องสำรวจตลาดอีกเยอะ รอให้ถึงเวลาที่เหมาะเจาะแล้ว ฉันจะกลับมาหาเธออีกที”
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายค่อนข้างให้ความสนใจลี่หรง
ปลายสัปดาห์ลี่หรงโทรศัพท์ไปหาจ้าวชิงซงและเล่าเรื่องที่สวีจิ้งตานมาหาเธอ
ปลายสาย จ้าวชิงซงเงียบไปชั่วครู่ แล้วถามว่า “คุณตอบตกลงไปแล้วเหรอครับ?”
ถ้าลี่หรงตกลงร่วมลงทุนสร้างโรงงานเสื้อผ้ากับคนอื่น นั่นก็หมายความว่า ลี่หรงจะยิ่งยุ่งเข้าไปใหญ่ และโรงงานก็ต้องตั้งอยู่ที่เมืองหยาง ลี่หรงก็ต้องเดินทางไปเมืองหยางอีก
“เปล่าหรอกค่ะ ฉันยังไม่ได้คิดเรื่องนั้นไว้ เอาไว้ทีหลังก็ได้”
เมื่อได้ยินลี่หรงพูดแบบนี้ จ้าวชิงซงก็ไม่ได้พูดต่อในเรื่องนี้ เขาถามลี่หรงว่าหลังจากที่อันอันปิดเทอมจะกลับไปหมู่บ้านไหม?
อันอันยืนเขย่งปลายเท้าฟังอยู่ข้าง ๆ พอได้ยินชื่อตัวเองก็ร้องเรียกพ่อขึ้นมาทันที
ลี่หรงยิ้มแล้วถามว่า “ลูกอยากจะกลับบ้านในช่วงปิดเทอมหรือเปล่าจ๊ะ?”
อันอันเงยหน้าขึ้นถามหลังจากผ่านไปครู่หนึ่งว่า “แม่จะกลับด้วยไหมครับ?”
“แม่คงไม่ได้กลับด้วยจ้ะ”
ช่วงปิดเทอมอากาศร้อน มีลูกค้ามาก เสื้อผ้าก็ขายดี เป็นช่วงที่กำไรดี
ลี่หรงจึงไม่อยากกลับ
เจ้าตัวเล็กครุ่นคิดอยู่นานแล้วพูดดัง ๆ ใส่โทรศัพท์ว่า “รอตรุษจีนนะครับพ่อ”
จากปลายสายจ้าวชิงซงหัวเราะและต่อว่า “เด็กน้อยสองคนใจร้ายกันทั้งคู่เลย!”
เขาพูดถึงต้นแพร์ว่า “ต้นแพร์ออกดอกแล้ว ดูทรงแล้วไม่เลว คาดว่าน่าจะได้ผลผลิตดี”
ลี่หรงถามว่า “ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้ผลผลิตหรือเปล่า? คุณวางแผนจะขายยังไงคะ?”
ผลไม้ขายในท้องถิ่นไม่ได้ราคา พ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อก็ให้เงินน้อย
“กลัวอะไรล่ะครับ เราปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว ถ้าลูกแพร์ไปได้ดีก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้แล้วละครับ”
หลังจากที่มาบ้านลี่หรงครั้งนั้น เฉาเหลียงอวี้ก็เเวะเวียนมาที่บ้านล้อมลานอยู่บ่อย ๆ
เธอสนิทกับพนักงานคนอื่น ๆ ในร้านมาก เวลาเธออารมณ์ดี เธอก็น่ารักน่าเอ็นดู และเธอก็สนิทกับอันอันด้วย
แม่จ้าวชอบเธอมาก พอรู้ว่าเฉาเหลียงอวี้เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัว แม่จ้าวก็ยิ่งทำดีกับเธอมาก ทุกครั้งที่เธอมาแม่จ้าวก็มักจะชวนให้เธออยู่ทานข้าวด้วยกันตลอด
ตั้งแต่ที่เธอเริ่มสนิทกับลี่หรง เธอก็มักจะเอางานที่เธอออกแบบมาปรึกษาลี่หรงอยู่บ่อย ๆ โดยไม่รู้สึกเคอะเขินอีก
ลี่หรงดูงานออกแบบของเฉาเหลียงอวี้ แล้วก็อดแซวไม่ได้ “นี่เอาฉันมาเป็นแรงงานฟรีเหรอ?”
เฉาเหลียงอวี้หน้าแดง “ฉันก็เป็นแรงงานฟรีให้รุ่นพี่ได้นะคะ รุ่นพี่มีอะไรให้ฉันทำไหม? อย่างเช่น ตัดผ้า”
“ตอนนี้ยังไม่มี” ลี่หรงมองดูเฉาเหลียงอวี้อย่างจริงจัง “หรือว่าเธอจะมาทำงานกับฉันไหม? งานพิเศษน่ะ”
เฉาเหลียงอวี้ตาโต “ให้ฉันทำอะไรเหรอคะ?”
“ก็ทำสิ่งที่เธอถนัดสิ ออกแบบไง” ลี่หรงดูผลงานการออกแบบของเฉาเหลียงอวี้มาหลายชิ้นแล้ว ชิ้นงานมีเอกลักษณ์และมีความคิดสร้างสรรค์ เพียงแต่ตอนนี้การออกแบบหลาย ๆ อย่างยังดูไม่เหมือนมืออาชีพเท่าไร
แต่เมื่อเทียบกับคนรุ่นเดียวกันแล้ว ความสามารถของเธอจัดว่าอยู่ในกลุ่มหัวกะทิ
แค่คอยแนะนำนิดหน่อยเฉาเหลียงอวี้ก็ต้องเป็นนักออกแบบที่เก่งและเป็นตัวของตัวเองอย่างแน่นอน
เฉาเหลียงอวี้ฐานะทางบ้านดี เธอแทบไม่ขาดแคลนเงิน แต่เธอไม่ได้ดูถูกงานที่ลี่หรงให้ หรือแม้กระทั่งใฝ่ฝันอยากจะทำงานแทนที่ลี่หรง
“ฉันเต็มใจค่ะ! เริ่มงานวันไหนดีคะ?”
“รอแป๊บหนึ่งนะ ฉันต้องบอกเงื่อนไขก่อน” ลี่หรงจริงจังขึ้นมาทันที “เมื่อเธอมาทำงานที่นี่ เธอจะเห็นว่าฉันอาจจะดุมาก เธอต้องรู้ว่าที่นี่คือที่ทำงาน การออกแบบของเธอต้องทำให้ลูกค้าพอใจ เพื่อให้ฉันได้เงิน”
เฉาเหลียงอวี้ตกใจไปครู่หนึ่ง รู้สึกลังเลอยู่บ้าง แต่ยังคงพูดอย่างมั่นใจว่า “ฉันไม่กลัวเรื่องที่รุ่นพี่จะดุหรือไม่ดุ ถ้ารุ่นพี่ดุแสดงว่าฉันยังมีอะไรที่ต้องปรับปรุงค่ะ”
“เธอไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นหรอกนะ” ลี่หรงกลับมาเป็นคนใจดีเหมือนเดิม “งานของเธอคือร่างแบบ เธอมีเวลาว่างก็มาเรียนรู้ที่ร้านได้ งานที่เธอทำหลัก ๆ ก็คืองานที่ฉันทำอยู่นี่แหละ ออกแบบ แต่ว่าจะออกแบบยังไงนั้นก็มีหลักเกณฑ์ ฉันจะค่อย ๆ บอกเธอทีหลัง”
“ตกลงค่ะ!”
“อ้อ งานของเธอเป็นงานพิเศษนะ เธอยังเรียนอยู่ วันหยุดสุดสัปดาห์ถ้าว่างก็มาทำงานได้ ไว้มีโอกาสเหมาะ ๆ ฉันจะค่อย ๆ ให้เธอรับงานเอง คิดค่าจ้างเป็นชิ้นนะ”
“ค่าจ้างไม่เป็นไรค่ะ” เฉาเหลียงอวี้ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก
หลี่เสี่ยวอ้ายที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกอิจฉาและถอนหายใจ “ฉันก็อยากเป็นเหมือนพี่ลี่หรงจังเลย”