ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 271 ไม่อยากไปโรงเรียน
บทที่ 271 ไม่อยากไปโรงเรียน
“ความคิดนี้ไม่เลวนะ” ลี่หรงหันไปมองหลี่เสี่ยวอ้าย “แบบที่ให้เธอวาดเสร็จหรือยัง?”
“เสร็จแล้วค่ะ…” ใบหน้าหลี่เสี่ยวอ้ายแดงก่ำขึ้นมาทันใด พลางเอ่ยด้วยความเขินอาย “แต่ว่ามันแย่มากเลย คุณยายบอกว่าให้กระดูกสุนัขไปแทะ สุนัขก็ยังแทะได้สวยกว่า”
ฮ่าฮ่าฮ่า ทุกคนที่นั่งอยู่กลั้นเสียงหัวเราะไม่อยู่
คุณยายโม่ก็พูดขึ้นทันที “ฉันไม่ได้พูดอะไรผิดนะ ไม่เชื่อก็ไปเอามาให้ทุกคนดูสิ”
พอคุณยายพูดแบบนนั่น หลี่เสี่ยวอ้ายก็รู้สึกเก้อเขินไม่น้อย เธอหยิบภาพวาดที่เธอลองวาดมาให้ลี่หรง
“อืม… จริง ๆ แล้วก็พอใช้ได้ ถือว่ายังพอมีพรสวรรค์บ้าง อย่างน้อยก็รู้จักวาดให้มีช่อง ๆ ใส่ของมีกระเป๋า” ลี่หรงอดหัวเราะไม่ได้ หลี่เสี่ยวอ้ายวาดเป็นแค่ชุดธรรมดา ๆ ทั่วไป เพื่อไม่ให้เด็กสาวเสียหน้า เธอเลยชมไปอย่างนั้น
หลี่เสี่ยวอ้ายเป็นคนคิดง่าย ๆ ไม่ว่าคุณยายโม่จะพูดยังไง เธอก็ได้ยินแต่คำชมของลี่หรง หลังจากนั้นก็เงยหน้าขึ้นอย่างภูมิใจ “พี่ลี่หรงชมฉันด้วย!”
คราวนี้ลี่หรงกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว นึกถึงเรื่องราวของหลี่เสี่ยวอ้ายขึ้นมา เธอเลยพูดว่า “อีกไม่นานก็จะจบเทอมแล้ว อีกหน่อยฉันจะไปหาโรงเรียนให้เธอ แล้วส่งเธอไปเรียน”
“อ้าว” หลี่เสี่ยวอ้ายทำหน้าไม่ค่อยจะพอใจนัก
“มีอะไรเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายบีบนิ้วตัวเองอยู่ครู่ใหญ่ แล้วก็พูดว่า “พี่ลี่หรง ฉันไม่อยากไปโรงเรียนแล้ว”
“อ้าว” ลี่หรงเหลือบมองคุณยายโม่ “เธอมีปัญหาอะไรเหรอ”
แต่เดิมที่หลี่เสี่ยวอ้ายไม่เรียนหนังสือเพราะที่บ้านไม่มีเงิน เธอก็ทำงานที่นี่กับลี่หรงมาหลายเดือนแล้ว เงินในมือก็พอมีไม่น้อย การจ่ายค่าเล่าเรียนนั้นน่าจะเหลือเฟือ
คุณยายโม่ก็ไม่ได้ป่วยจนต้องใช้เงิน
ลี่หรงนึกไม่ออกว่าคนที่อยากเรียนหนังสือมากแท้ ๆ ทำไมพอมีโอกาสกลับไม่อยากไปซะอย่างนั้น
หลี่เสี่ยวอ้ายมองที่นิ้วของเธอเองและพูดความคิดของเธอ “ฉันชอบทำเสื้อผ้า ฉันอยากทำเสื้อผ้าตลอดไป ถึงแม้ว่าฉันจะเรียนจบแล้ว ฉันก็ยังอยากทำเสื้อผ้า ถ้าอย่างนั้นทำไมฉันต้องเสียเวลาไปกับการเรียนหนังสือตั้งหลายปี สู้เรียนทำเสื้อผ้าตั้งแต่ตอนนี้ไปเลยไม่ดีกว่าเหรอคะ?”
ลี่หรงฟังแล้วคิ้วขมวดแน่น สีหน้าจริงจัง “เสี่ยวอ้าย คิดแบบนี้ไม่ได้นะ!”
หลี่เสี่ยวอ้ายเงยหน้ามองลี่หรงที่กำลังจ้องมองเธอ จนทำให้หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกกลัว เธอไม่เคยเห็นลี่หรงทำหน้าดุขนาดนี้มาก่อนเหมือนว่าจะโกรธแล้ว
“เสี่ยวอ้าย ถึงตอนนี้เธอจะชอบทำเสื้อผ้า แต่เธอรับรองได้เหรอว่าจะชอบทำเสื้อผ้าตลอดไป?”
“ฉัน…” หลี่เสี่ยวอ้ายกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกลี่หรงขัดขึ้น
“แล้วเธอคิดว่าการเรียนหนังสือคือตัวตัดสินอาชีพหน้าที่การทำงานในอนาคตงั้นเหรอ?”
ลี่หรงพูดต่อ “เธอจะทำเสื้อผ้าต่อไป เธอคิดว่าจะอยู่ในร้านของฉันตลอดไปงั้นเหรอ? ถ้าวันหนึ่งฉันไม่เปิดร้านแล้วล่ะ เธอจะทำอะไร? ความสามารถและความรู้ของเธอในตอนนี้จะสามารถเลี้ยงดูเธอไปได้ตลอดชีวิตเลยงั้นเหรอ?”
นั่นคงเป็นไม่ได้แน่นอน
หลี่เสี่ยวอ้ายมองลี่หรงอย่างอ้ำอึ้ง “การทำเสื้อผ้าอยากทำเมื่อไรก็ทำได้ แต่การเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่มีค่าและใช้เวลาจำกัดแค่ไม่กี่ปี และถ้าเธอเรียนหนังสือเหมือนกับเหลียงอวี้ เรียนรู้การตัดเสื้อผ้าอย่างเป็นระบบ มันจะดีกว่าไหม? หรือเธอคิดจะตัดเสื้อผ้าไปตลอดชีวิต โดยอาศัยแค่รูปวาดที่เธอกำลังวาดอยู่ตอนนี้?”
ลี่หรงชี้ไปที่แบบร่างภาพที่หลี่เสี่ยวอ้ายวาด
“ถ้าเธอคิดว่าฉันเป็นพี่สาว เธอก็ฟังฉัน เมื่อถึงเวลาก็กลับไปตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี”
หลี่เสี่ยวอ้ายก้มหน้าด้วยความละอาย “ฉันผิดไปแล้ว ขอโทษด้วยค่ะพี่ลี่หรง”
“เธอขอโทษฉันงั้นเหรอ?” ลี่หรงชี้ไปที่คุณยายโม่ “ตอนที่คุณยายโม่มาหาฉันที่ร้านเป็นครั้งแรก เธอรู้ไหมว่าคุณยายโม่บอกว่าทำไมถึงอยากหาเงิน คุณยายโม่บอกว่าอยากให้หลานสาวได้กลับไปเรียนหนังสือ”
หลี่เสี่ยวอ้ายรู้สึกคัดจมูก อดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ “หนูขอโทษที่ทำให้คุณยายผิดหวัง คุณยายคะ หนูจะกลับไปเรียนหนังสือให้ดีอย่างแน่นอนค่ะ”
เจิ้งเยี่ยนหงและคนอื่น ๆ ไม่ได้กินข้าวเย็นที่บ้านล้อมลาน เมื่อถึงเวลาเลิกงานต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
มีเพียงเฉาเหลียงอวี้ที่ยังอยู่
เมื่อเร็ว ๆ นี้ เธอเพิ่งรู้ว่าลี่หรงทำอาหารเก่ง เมื่อไรก็ตามที่เห็นว่าลี่หรงว่าง เธอจะอ้อนวอนให้ลี่หรงทำอาหารให้กิน
วันนี้ลี่หรงทำเนื้อหมูตุ๋นน้ำแดงให้เธอ เฉาเหลียงอวี้ขยันขันแข็งช่วยเป็นลูกมือในครัว
ตอนนี้ในห้องครัวมีแค่พวกเธอสองคน เฉาเหลียงอวี้จึงเอ่ยคำที่เก็บงำไว้ตลอดบ่ายออกมา “พี่ลี่หรง ฉันมีคนรู้จักอยู่ในกระทรวงศึกษา เรื่องของเสี่ยวอ้าย ถ้าจำเป็นพี่บอกฉันได้นะคะ”
หลังจากอยู่กับลี่หรงมานาน เฉาเหลียงอวี้ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนคำเรียก เธอรู้สึกว่ามันค่อนข้างดีทีเดียว ‘พี่ลี่หรง’ ฟังดูใกล้ชิดกว่า ‘รุ่นพี่ลี่หรง’ มาก
มือที่กำลังเทซีอิ๊วของลี่หรงชะงักไปเล็กน้อย เธอรู้สึกประหลาดใจกับภูมิหลังของตระกูลของเฉาเหลียงอวี้ แต่เมื่อนึกถึงว่าที่นี่คือเมืองหลวงก็ดูจะไม่แปลกอะไรอีกต่อไป
สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่าคือเฉาเหลียงอวี้กลับแสดงความเต็มใจที่จะช่วยเหลืออย่างจริงใจ
“ทำไมจู่ ๆ ถึงได้ใส่ใจเรื่องนี้ล่ะ เพราะสนิทกับเสี่ยวอ้ายงั้นเหรอ?”
“จริง ๆ แล้วเป็นเพราะพี่มากกว่า ถ้าเป็นคนอื่น ฉันคงไม่สนใจหรอก”
“เอาไว้ค่อยว่ากันอีกที ฉันก็รู้จักคนเหมือนกัน แต่ไม่ใช่กระทรวงศึกษาแต่เป็นครู เอาไว้ถึงเวลานั้นถ้าจำเป็นจริง ๆ ฉันจะบอกเธอเอง”
เฉาเหลียงอวี้พยักหน้า
ประโยคที่เธอพูดนั้นจริงใจ ไม่ได้ประจบประแจง หลังจากอยู่กับลี่หรงมานาน เธอจึงรู้ว่าลี่หรงเป็นคนดีมาก มีเมตตาแต่ไม่ใช่แม่พระ คอยเป็นห่วงแต่จะไม่มาคอยควบคุมมากจนเกินไป…
อย่างเช่นเรื่องวันนี้ ถ้าเป็นคนอื่นที่บอกว่าจะเลิกเรียน ลี่หรงคงไม่พยายามพูดจาโน้มน้าวเป็นเวลานานขนาดนี้ เธอคงคิดว่าเป็นเพื่อน จึงได้ทำแบบนี้
สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกชื่นชมก็คือบุคลิกที่มีเสน่ห์ของลี่หรงนั่นเอง
เฉาเหลียงอวี้ยิ่งรู้สึกชอบลี่หรงมากขึ้นไปอีก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนเย็นได้กินเนื้อตุ๋นน้ำแดงที่ลี่หรงตั้งใจทำพิเศษให้ เธอก็รู้สึกว่าแม้พรุ่งนี้จะมีเรียนเช้าก็คงไม่ยากเย็นอะไรนัก!
จนถึงปลายภาคเรียน เฉาเหลียงอวี้ยังไม่พร้อมที่จะรับงาน
ช่วงนี้เธอทุ่มเทเวลาเพื่อเรียนรู้วิธีการออกแบบจากลี่หรง
ลี่หรงมีนิสัยชอบเขียนบันทึก ซึ่งบันทึกเหล่านี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดีสำหรับเฉาเหลียงอวี้
พอปิดเทอมภาคฤดูร้อน เฉาเหลียงอวี้แทบจะปล่อยตัวตามใจชอบ เธอมาบ้านลี่หรงบ่อยขึ้น
วิ่งเข้าวิ่งออกทุกวัน แม่จ้าวเห็นแล้วกลัวว่าเธอจะเหนื่อย จึงถามเธอว่า “ทำไมไม่พักที่นี่ล่ะจ๊ะ? มีห้องว่างอยู่นะ”
จู่ ๆ เฉาเหลียงอวี้ก็ตาสว่าง ใช่แล้ว! ทำไมเธอไม่พักที่นี่ล่ะ
ช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เธอมาทำงานตรงเวลาทุกวันเหมือนหลี่เสี่ยวอ้าย และคนอื่น ๆ
เธอหันไปหาลี่หรง “เถ้าแก่ ที่นี่มีที่พักให้ไหมคะ?”
“ไม่มี” ลี่หรงตักซุปให้อันอันแล้ววางไว้ตรงหน้าเขา
ลี่หรงมีอาหารกลางวันให้เจิ้งเยี่ยนหง และคนอื่น ๆ พอเลิกงานตอนบ่ายก็กลับบ้าน
มีแต่เฉาเหลียงอวี้เท่านั้นที่นาน ๆ ครั้งจะอยู่กินข้าวฝีมือลี่หรง
ถ้าหากพักที่บ้านล้อมลาน เฉาเหลียงอวี้ก็จะได้กินอาหารที่นี่ทุกวัน แถมจะได้อยู่กับลี่หรงทุกวันอีกด้วย
“ให้ฉันพักที่นี่เถอะนะคะพี่ลี่หรง คิดซะว่าฉันเป็นคนมาทำงานต่างถิ่น จะให้ฉันจ่ายค่าเช่าให้ก็ได้นะ”
ลี่หรงหัวเราะออกมา “แซวเล่นเฉย ๆ ค่าเช่าไม่ต้องจ่าย ฉันจะหักจากเงินเดือนเธอเอง แต่ว่าเธอต้องขออนุญาตที่บ้านก่อนนะ”