ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 272 ประคองการรักษาหรือผ่าตัด
บทที่ 272 ประคองการรักษาหรือผ่าตัด
เรื่องที่หลี่เสี่ยวอ้ายกลับไปเรียนไม่ยุ่งยากอะไร ลี่หรงให้หยวนฮุยเหวินเขียนจดหมายแนะนำไปให้ฝ่ายรับสมัครนักเรียนของโรงเรียนดู ทางโรงเรียนก็ตอบรับทันทีว่าให้มาลงทะเบียนได้เลยในเดือนกันยายน
ตอนที่หลี่เสี่ยวอ้ายออกจากโรงเรียนเมื่อสองปีก่อน เธอเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่สี่ ใกล้จะจบภาคเรียนแล้ว แต่ก็ไม่ได้สอบปลายภาค
คราวนี้เนื่องจากหยวนฮุยเหวินแนะนำ เธอจึงขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ห้าได้เลย
จดหมายแนะนำจากอาจารย์มีประโยชน์มากในการเรียนหนังสือยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ถ้ามีอาจารย์เก่าแก่แนะนำให้เข้ามหาวิทยาลัย ก็ไม่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ยังได้เลย
พอรู้ว่าตัวเองจะได้กลับไปเรียนหนังสือ หลี่เสี่ยวอ้ายก็ดีใจมาก เธอพูดจ้อกับเฉาเหลียงอวี้ไม่หยุด
เฉาเหลียงอวี้ชวนเธอไปเดินห้างในวันหยุด และจะเอาหนังสือเรียนมัธยมปลายที่เธอเคยใช้ให้หลี่เสี่ยวอ้ายด้วย
หลี่เสี่ยวอ้ายไม่ค่อยได้ไปเดินห้างสรรพสินค้า เพราะไม่มีเพื่อนวัยเดียวกัน เธอก็เลยตอบตกลงเฉาเหลียงอวี้ทันที
ลี่หรงรู้เรื่องแล้วก็ให้เงินเดือนเธอล่วงหน้า “ซื้อของที่ต้องใช้เรียนให้เยอะ ๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีเวลามาห้างอีก”
“พี่ลี่หรง ที่จริงฉันก็ยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้างค่ะ” หลี่เสี่ยวอ้ายอยากปฏิเสธ แต่ลี่หรงก็ยัดเยียดให้ “เอาไปเถอะ ไม่ได้ให้ฟรี เงินเดือนของเธอเอง”
ลี่หรงบอกว่าพอเธอเข้าเรียนแล้ว จะให้เธอหยุดงานที่ร้านชั่วคราว
แรก ๆ หลี่เสี่ยวอ้ายก็ไม่ยินดีเพราะถ้าเลิกทำงานแล้วก็เท่ากับว่าจะไม่มีรายได้เข้ามา
ที่จริงแล้วเงินที่หลี่เสี่ยวอ้ายได้จากร้านฝูหรงรวมกับคุณยายโม่ก็พอสำหรับเรียนมัธยมปลายแล้ว แต่หลี่เสี่ยวอ้ายเคยผ่านประสบการณ์ไม่มีเงินจนต้องออกจากโรงเรียนมาแล้ว ดังนั้นพอคิดว่าจะต้องหยุดงานที่นี่ เธอก็อดรู้สึกวิตกกังวลไม่ได้
แต่ท่าทีของลี่หรงก็ชัดเจนอยู่แล้ว หลี่เสี่ยวอ้ายกลับไปเรียนหนังสือ ก็ต้องตั้งใจเรียน
“แต่ว่าพี่เหลียงอวี้ก็ทำงานพิเศษที่นี่เหมือนกันนี่คะ”
“แต่เธอไม่เหมือนกัน เหลียงอวี้เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว เวลานอกชั้นเรียนของมหาวิทยาลัยมีเยอะ อีกอย่างการทำงานที่นี่ก็มีประโยชน์กับการหางานทำในอนาคตของเหลียงอวี้ด้วย ส่วนเธอจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย สาขาไหนก็ไม่มีที่ให้เธอทำเสื้อผ้า เธอเลยไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาอยู่ที่นี่”
เฉาเหลียงอวี้และหลี่เสี่ยวอ้ายนัดเจอกันที่ห้างสรรพสินค้า หลี่เสี่ยวอ้ายตื่นแต่เช้า สระผมให้สะอาด หวีผมให้เรียบร้อยแล้วจึงถักเปีย เปลี่ยนชุดเป็นกระโปรงสีสันสดใสแล้วก็ออกไป
เห็นหลี่เสี่ยวอ้ายแต่งตัวจัดเต็มเฉาเหลียงอวี้ก็อดแซวเธอไม่ได้ “ถ้าไม่รู้ว่าจะไปเดินห้าง ฉันคงคิดว่ามีหนุ่มมาจีบเธอ”
หลี่เสี่ยวอ้ายหน้าแดงเพราะถูกแซว “จะบ้าเหรอคะ…ฉันยังเด็กอยู่นะ แต่พี่เหลียงอวี้น่ะสิ เรียนปีสองแล้ว คงมีแฟนแล้วละสิ”
“พูดอะไร ฉันก็ไม่มี!”
สองสาวคุยเล่นกันอย่างสนุกสนาน เดินเล่นห้างสรรพสินค้ากันทั้งชั้น
หลี่เสี่ยวอ้ายซื้อของที่นึกได้ทั้งหมด ส่วนของที่นึกไม่ได้เดี๋ยวค่อยมาซื้อเพิ่มทีหลัง
พอวันนี้ออกมาเดินห้างเสร็จ หลี่เสี่ยวอ้ายคงไม่มีเวลาออกมาอีกแล้ว
เดิมทีทุกอย่างดูจะดีขึ้น แต่ไม่คาดคิดว่า ก่อนเดือนสิงหาคมจะผ่านพ้นไป คุณยายโม่กลับมีอาการกำเริบ
คุณยายโม่ล้มป่วยขณะที่กำลังเตรียมทำอาหารที่บ้าน โชคดีที่หลี่เสี่ยวอ้ายอยู่บ้าน เห็นคุณยายล้มก็รีบไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล
ตอนนี้มีเพียงเพื่อนบ้านไม่กี่คนที่อยู่เฝ้า แต่ทุกคนต่างก็มีงานของตัวเอง หลี่เสี่ยวอ้ายอดทนกลั้นน้ำตา ขอบคุณเหล่าลุงป้าน้าอา และขอให้ทุกคนกลับบ้านไปก่อน
มีคุณป้าข้างบ้านคนหนึ่งที่มีน้ำใจสงสารหลี่เสี่ยวอ้ายที่เป็นเด็กสาวตัวเล็ก ๆ “เสี่ยวอ้าย หนูอยู่คนเดียวไหวเหรอ”
ไม่ไหวก็ต้องไหว เพราะถึงอยู่ต่อก็คงไม่มีอะไรช่วยได้ หลี่เสี่ยวอ้ายจึงรอคนเดียวได้
ก่อนคุณป้าจะกลับยังบอกด้วยความเป็นห่วง “ถ้ามีอะไรให้บอกป้านะ”
“ขอบคุณค่ะป้าสาม”
พอทุกคนจากไปหลี่เสี่ยวอ้ายราวกับถูกดูดพลังทั้งตัวออกไปหมด เธอทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพง
เอามือโอบกอดขาตัวเอง สูดน้ำมูกมองไปที่หน้าห้องฉุกเฉิน
ไม่รู้ว่ารอไปนานเท่าไร หมอจึงออกมาจากห้อง
เมื่อเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายที่ดูอายุน้อย หมอก็ขมวดคิ้วมองไปที่ด้านข้างสองสามครั้ง ก่อนจะถอนสายตาไป “คุณเป็นญาติคนไข้หรือเปล่า มาคนเดียวเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้า “คุณยายของหนูอยู่ข้างใน ตอนนี้เป็นยังไงบ้างคะ?”
ดวงตาของเธอแดงก่ำราวกับว่าร้องไห้มา หมอจึงไม่คิดมาก “ผู้ใหญ่ในบ้านล่ะ?”
“หนูอยู่กับคุณยายแค่สองคนค่ะ คุณหมอบอกหนูมาตรง ๆ เลยก็ได้ค่ะว่าตอนนี้คุณยายเป็นยังไงบ้าง”
“ผู้ป่วยมีเนื้องอกกระดูกหลายแห่งทั้งที่มือและข้อเข่า เนื่องจากผู้ป่วยมีอายุมาก เราจึงอยากปรึกษากับครอบครัวว่าควรใช้การรักษาแบบประคับประคองหรือให้ผ่าตัด”
หลี่เสี่ยวอ้ายฟังแล้วถึงกับงง “ต้องรักษา”
หมอถอนหายใจแล้วอธิบายให้หลี่เสี่ยวอ้ายฟังอีกครั้ง “การผ่าตัดคือการตัดเนื้องอกออกโดยตรง ซึ่งจะหายเร็ว แต่ต้องใช้เงินจำนวนมาก ส่วนการรักษาแบบประคับประคองใช้เงินไม่เยอะ แต่จะต้องเจ็บปวดบ่อย ๆ อายุคนไข้หกสิบแล้ว ต้องดูว่าญาติเต็มใจใช้เงินหรือไม่?”
เดิมทีหมอไม่อยากพูดให้เธอเข้าใจมากขนาดนี้ แต่หลี่เสี่ยวอ้ายอายุยังน้อย ยังตัดสินใจอะไรหลาย ๆ อย่างไม่ได้ หมอจึงพูดตรง ๆ ให้เธอรับรู้ไปเลย
“จำนวนมาก…เท่าไรคะ?”
“ค่าผ่าตัด พร้อมกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในภายหลัง ประมาณสามถึงสี่ร้อยหยวนครับ”
หลี่เสี่ยวอ้ายเบิกตากว้าง พึมพำอยู่ในปากว่า สามถึงสี่ร้อย…
เมื่อนำเงินทั้งหมดที่เธอและยายทำงานที่ร้านฝูหรงมารวมกันก็ยังไม่ถึง แต่ว่านี่คือเงินเก็บทั้งหมดของที่บ้าน…
หมอคิดว่าหลี่เสี่ยวอ้ายจะเลือกการรักษาแบบประคับประคอง เพราะยายหลานคู่นี้ต้องพึ่งพากันอยู่ และก็ไม่รู้ว่าจะไปหาเงินมาจากไหน แต่จะพูดตามจริง คนในยุคสมัยนี้อายุหกสิบก็ถือว่ามากแล้ว
แต่ไม่คาดคิดว่าหลี่เสี่ยวอ้ายจะเงยหน้าขึ้นมาพูดอย่างจริงจังว่า “หมอคะ เราจะผ่าตัดค่ะ”
เงินหมดก็หาใหม่ได้ แต่ถ้าเสียยายไป ก็ไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก
คุณยายเป็นญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เธอมีในโลกนี้ เธอจะไม่ยอมให้คุณยายเป็นอะไรเด็ดขาด
ต้องรอคิวผ่าตัดมะรืนนี้ถึงจะได้เข้าโรงพยาบาล
คุณยายโม่ตื่นขึ้นมากลางดึก หลี่เสี่ยวอ้ายได้ยินเสียงก็ลืมตาตื่นทันทีเธอพูดพร้อมน้ำตานองหน้า “คุณยาย คุณยายฟื้นแล้ว”
วินาทีนี้เธอถึงได้กล้าร้องไห้ออกมา
“เสี่ยวอ้าย ยายเป็นอะไรไป?”
“ตอนนี้พวกเราอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ”
หรือคงจะเป็นเพราะอายุมากแล้วเลยรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย “หมอบอกว่าเป็นอะไรเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายสูดน้ำมูก เธอบอกตามความจริงไม่ได้ปิดบัง “หมอบอกว่าคุณยายเป็นเนื้องอกที่กระดูก แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ หมอบอกว่ารักษาให้หายได้ แค่ผ่าตัดนิดหน่อยทำเสร็จก็หายแล้ว”
“ผ่าตัด?” คุณยายโม่เป็นชาวบ้านธรรมดา ๆ ทั่วไป ได้ยินคำว่าผ่าตัดก็ตกใจ “ผ่าตัดอะไร ฉันไม่ผ่า กลับบ้านกันเถอะ”
“ไม่ได้นะ!” เธอขวางคุณยายโม่ที่จะลุกจากเตียง กัดฟันพูด “หนูจ่ายเงินไปแล้ว ถ้ายายไม่ผ่าก็ไม่ได้เงินคืนนะคะ”
“เด็กโง่เอ๊ย จ่ายเงินไปเท่าไหร่?”
“ร้อยห้าสิบหยวน ค่าผ่าตัดค่ะ”
คุณยายโม่รู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ กดความเศร้าโศกไว้ในใจ “ฉันอายุขนาดนี้แล้ว จะผ่าตัดอะไรกัน เสียเงินเปล่า กลับบ้านไปหาอ้ายเฉา*[1]มาเผากินก็พอแล้ว”
[1] อ้ายเฉา (艾草) เป็นพืชในตระกูลดาวเรือง เป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในทางการแพทย์แผนจีน เนื่องจากอ้ายเฉามีฤทธิ์อุ่นช่วยคลายความอุดตัน กำจัดความเย็นและความชื้นออกจากเส้นลมปราณ กลิ่นฉุนของอ้ายเฉาสามารถทะลวงเส้นลมปราณเพื่อควบคุมการไหลเวียนของเลือดและลมปราณให้เป็นปกติ และยังขับไล่แมลงได้ นอกจากนี่อ้ายเฉายังสามารถบำรุงร่างกายเพื่อเพิ่มภูมิต้านทานโรคและป้องกันโรค เช่น ไข้หวัด