ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 273 พบปี้ซิ่งสืออีกครั้ง
บทที่ 273 พบปี้ซิ่งสืออีกครั้ง
หลี่เสี่ยวอ้ายไม่พูดอะไร
คุณยายโม่ถามต่ออีกว่า หลังผ่าตัดต้องใช้เงินอีกไหม หลี่เสี่ยวอ้ายตอบว่ารวมแล้วประมาณสามหรือสี่ร้อย เมื่อได้ยินแบบนั้นคุณยายโม่พลันรู้สึกสิ้นหวัง “นี่คือเงินทั้งหมดที่เราเก็บหอมรอมริบมาเป็นเวลานาน ถ้าให้ยายผ่าตัด แล้วหนูจะเอาเงินที่ไหนไปเรียนต่อ? เสี่ยวอ้าย ยายอยู่มานานขนาดนี้ ควรถึงเวลาไปอยู่เป็นเพื่อนคุณตาแล้ว หรือว่าเราลองไปถามดูว่าจะขอเงินคืนได้หรือเปล่า?”
“ไม่ได้นะคะ!” หลี่เสี่ยวอ้ายตอบอย่างจริงจัง พลางกอดคุณยายไว้ “ในโลกนี้หนูมีแค่คุณยายคนเดียว คุณยายอย่าทิ้งหนูไว้คนเดียวนะคะ”
คุณยายโม่อดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ลูบหัวหลี่เสี่ยวอ้ายเบา ๆ “ก็ได้ ยายยอมผ่าตัด ยายจะไม่ทิ้งหนูไปไหนนะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายท้องร้องเสียงดัง คุณยายโม่จึงมองเธอด้วยความเจ็บปวด “ยังไม่ได้กินข้าวเหรอ?”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้า “หนูยังไม่หิวหรอกค่ะ พรุ่งนี้ค่อยกินก็ได้ ยายหิวเหรอคะ?”
ผู้ป่วยเตียงข้าง ๆ กำลังหลับสนิท คุณยายโม่มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้ายามนี้มืดสนิท ไม่รู้ว่าจะไปหาอะไรกินที่ไหนได้ หลี่เสี่ยวอ้ายยังเด็ก และเธอก็ยังลุกออกจากเตียงไม่ได้
หลี่เสี่ยวอ้ายจึงคิดจะออกไปซื้ออาหารมาให้คุณยายกิน
แต่คุณยายโม่ส่ายหน้า “ยายยังไม่หิว แต่ยายอยากดื่มน้ำ หนูไปเอาน้ำให้ยายหน่อยนะ”
การจะตักน้ำต้องมีแก้ว ซึ่งหลี่เสี่ยวอ้ายไม่ได้เตรียมมา พยาบาลที่อยู่เวรเลยหยิบแก้วกระดาษมาให้เธอ
วันรุ่งขึ้นหลี่เสี่ยวอ้ายซื้อโจ๊กมานั่งกินกับคุณยายโม่ เมื่อกินเสร็จ เธอจึงพูดว่า “หนูจะกลับไปเตรียมของนะคะ เราคงต้องอยู่ที่นี่กันสักพัก”
“ไปเถอะ แล้วไปบอกลี่หรงด้วยนะ เพราะเราคงไปทำงานไม่ได้ชั่วคราว กลัวว่าจะทำให้เธอลำบาก”
หลี่เสี่ยวอ้ายพยักหน้า
นอกจากนี้นิ้วมือของคุณยายโม่ยังมีเนื้องอกด้วย หมอบอกว่าเป็นมานานแล้ว แม้หลี่เสี่ยวอ้ายไม่เคยสังเกตมาก่อน แต่คุณยายโม่คงรับรู้มานานแล้ว
คุณยายของเธอคงจะอดทนไม่ไปโรงพยาบาลเพื่อรักษา และตอนนี้เมื่อต้องผ่าตัดเอาเนื้องอกออก เธอคงไม่สามารถปักผ้าได้อีกแล้ว
“อะไรนะ? เป็นเนื้องอกเหรอ? เนื้องอกอะไรกัน?” เหล่าคนรุ่นหลังที่เกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เจริญแล้ว ใบหน้าของหลี่เสี่ยวอ้ายและลี่หรงพลันถอดสีเมื่อได้ยินคำว่าเนื้องอก
“เป็นเนื้องอกที่เกิดในกระดูกค่ะ” ถึงหลี่เสี่ยวอ้ายจะพูดแบบนี้ แค่แน่นอนว่าหมอไม่ได้บอกกับเธอว่าเนื้องอกนั้นเกิดบนกระดูก
“เนื้องอกในกระดูก?” ลี่หรงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ยังดีที่ไม่ใช่มะเร็งในเส้นเลือด เพราะถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่รู้ว่าการแพทย์ในตอนนี้จะรักษาให้หายได้ไหม?
เมื่อหลี่เสี่ยวอ้ายกำลังจะกลับโรงพยาบาล ลี่หรงจึงขี่จักรยานไปส่งหลี่เสี่ยวอ้ายและตั้งใจจะไปเยี่ยมคุณยายโม่ด้วย
“เฮ้อ… ทำไมเสี่ยวหรงมาที่นี่ล่ะ” ลี่หรงงานยุ่งมาก คุณยายโม่ไม่คิดว่าเธอจะตามมาด้วย คงจะต้องเสียเวลาทำงานไปมากแน่ ๆ
“ฉันมาเยี่ยมคุณยายค่ะ ได้ฟังจากเสี่ยวอ้ายมาแล้ว คุณยายโม่ต้องรักษาตัวให้หายนะคะ อย่าคิดมาก ถ้าเงินไม่พอฉันจะให้ยืมก่อนก็ได้ค่ะ”
หลี่เสี่ยวอ้ายเป็นเพียงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ลี่หรงกังวลว่าเธออาจจะมองข้ามอะไรไปเลยให้หลี่เสี่ยวอ้ายพาเธอไปหาหมอ
เมื่อหมอเห็นหลี่หรงก็ชะงักไป “คุณไม่ได้บอกว่าไม่มีญาติคนอื่นแล้วเหรอ?”
ลี่หรงอธิบายพร้อมกับหัวเราะ “ทั้งสองยายหลานมาช่วยทำงานที่ร้านของฉัน ตอนนี้ครอบครัวของเธอไม่มีผู้ใหญ่ ฉันเลยอยากถามคุณหมอเกี่ยวกับรายละเอียดของการผ่าตัดหรือข้อควรระวังค่ะ…”
ผู้เป็นหมอจึงยินดีอธิบายให้ลี่หรงฟังอย่างละเอียด
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ออกมาจากห้องของคุณหมอ ลี่หรงปลอบใจหลี่เสี่ยวอ้าย “หมอบอกว่าผ่าตัดไม่ยากหรอก คุณยายโม่จะต้องหายดี เธออย่าเศร้าไปเลย”
วันนี้หลี่เสี่ยวอ้ายใจเย็นกว่าเมื่อวานมาก พลางพยักหน้าตอบรับคำพูดของลี่หรง
“อ้าว! คุณคือน้องสาวของลี่รุ่ยจือใช่ไหมครับ?” ชายร่างสูงคนหนึ่งเดินมาขวางทางลี่หรงไว้
ลี่หรงเงยหน้าขึ้นมอง เธอคิดอยู่นานกว่าจะนึกออกได้ “ อ้อ! คุณเป็นเพื่อนของพี่สามใช่ไหมคะ? คุณชื่ออะไรนะคะ ฉันจำไม่ได้แล้ว”
“ปี้ซิ่งสือครับ” หลังจากนั้นเขาจึงถามลี่หรงว่าเธอมาโรงพยาบาลทำไม เพราะมันไม่ใช่สถานที่ที่ควรมาเจอกันสักเท่าไหร่นัก
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ แต่เป็นเสี่ยวอ้าย” หลี่หรงมองหลี่เสี่ยวอ้ายที่อยู่ข้าง ๆ ความจริงแล้ว หลี่เสี่ยวอ้ายจำปี้ซิ่งสือได้ เขาเคยพาคนมาช่วยเธอและไล่ลุงรองออกไป เรื่องนี้เธอยังจำได้ดี
แต่หลี่เสี่ยวอ้ายไม่กล้าจ้องมองอีกฝ่ายนานนัก เธอมองเขาแค่แวบเดียวก็รีบก้มหน้าลงไม่พูดอะไร
“อ้อ”ในเมื่อลี่หรงไม่ได้เป็นอะไร ปี้ซิ่งสือก็ไม่จำเป็นต้องซักถามต่อแล้ว
ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเรื่องของลี่หรง ปี้ซิ่งสือถึงได้ถามออกไป เพราะเขาเคยเจอลี่หรงในงานแต่งของลี่รุ่ยจือสองครั้ง เขาจึงจำเธอได้ แต่สำหรับหลี่เสี่ยวอ้ายแล้ว ปี้ซิ่งสือกลับไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับเธอเลย
ลี่หรงถามปี้ซิ่งสือว่า “คุณมาโรงพยาบาลแบบนี้ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ?”
“มีธุระนิดหน่อยครับ แต่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
ความจริงแล้วทั้งคู่ไม่ได้คุ้นเคยกันมากนัก พอปี้ซิ่งสือพูดจบจึงแยกย้ายกันไป
หลังจากที่อีกฝ่ายเดินไปแล้ว หลี่เสี่ยวอ้ายจึงถามลี่หรงว่า “เขาคือคุณลุงที่เคยช่วยพวกเราใช่ไหมคะ?”
“คุณลุงเหรอ?” ลี่หรงขมวดคิ้ว ไม่รู้ว่าปี้ซิ่งสือจะทำอย่างไร หากรู้ว่าหลี่เสี่ยวอ้ายเรียกเขาแบบนี้
ดูจากรูปลักษณ์ของปี้ซิ่งสือแล้วน่าจะอายุไล่เลี่ยกับลี่รุ่ยจือ ไม่ต่ำกว่ายี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปี ส่วนหลี่เสี่ยวอ้ายอายุเพียงสิบเจ็ด หากจะเรียกว่าคุณลุงก็คงไม่แปลก
ลี่หรงไม่ได้จะอยู่โรงพยาบาลต่อ แต่เธอแค่อยู่เป็นเพื่อนหลี่เสี่ยวอ้ายตอนที่จัดเตรียมของใช้จำเป็นต่าง ๆ เท่านั้น “พรุ่งนี้ฉันค่อยมาใหม่ตอนผ่าตัดเสร็จแล้วกันนะ”
ความจริงแล้ว คุณยายโม่อยากจะบอกลี่หรงว่าเธอไม่จำเป็นต้องมา แต่พอคิดว่าหลี่เสี่ยวอ้ายอยู่คนเดียวข้างนอก ผู้เป็นยายจึงต้องกลืนคำพูดของตนลงไป
ตอนที่หลี่เสี่ยวอ้ายออกไปซื้ออาหาร เธอไม่ยอมซื้อเนื้อกลับมาด้วย ปี้ซิ่งสือเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายที่ร่างกายผอมแห้งเข้าพอดี แถมตอนกินข้าวก็ยังไม่กินเนื้ออีก เขาจึงอดสงสัยไม่ได้
ปี้ซิ่งสือสั่งอาหารที่มีเนื้อมาเพิ่ม แล้ววางไว้ตรงหน้าหลี่เสี่ยวอ้าย
หลี่เสี่ยวอ้ายเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นปี้ซิ่งสือ เธอก็รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณคุณลุงมากนะคะ”
“ลุงเหรอ?” สีหน้าของปี้ซิ่งสือแสดงออกมาอย่างชัดเจน เขาเพิ่งอายุเท่าไหร่กัน กลับมีเด็กสาวอายุสิบกว่า ๆ เรียกเขาว่าลุงแล้วเหรอ?
“สาวน้อย ฉันจะบอกอะไรให้นะว่า เธอยังอายุน้อยเกินกว่าที่จะสายตาไม่ดี ฉันเป็นพี่ชายชัด ๆ เธอเรียกน้องสาวของลี่รุ่ยจือว่าพี่ ฉันก็รุ่นเดียวกับเธอเหมือนกัน เธอต้องเรียกฉันว่าพี่เหมือนกันสิ” ถ้าลี่รุ่ยจืออยู่ตรงนั้น คงต้องด่าปี้ซิ่งสือแน่ ๆ ที่กล้าหลอกลวงสาวน้อยอย่างหลี่เสี่ยวอ้าย
หลี่เสี่ยวอ้ายหน้าแดงก่ำ อ้าปากค้าง แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
เมื่อปี้ซิ่งสือยิ่งเห็นท่าทางของหลี่เสี่ยวอ้าย เขาพลันรู้สึกได้ใจ พลางเลื่อนอาหารไปข้างหน้า “เรียกฉันว่าพี่ แล้วฉันจะซื้อเนื้อให้เธอกิน ดูสิ! ตัวเธอแทบไม่มีเนื้อเลย ถ้าเอาไปขายคงไม่ได้ราคาแน่”
“ใครจะขายตัวกันล่ะ!” ความเขินอายของหลี่เสี่ยวอ้ายพลันหายไป เธอหันไปมองปี้ซิ่งสือด้วยความโกรธเคือง
หลังจากนั้นปี้ซิ่งสือก็ยิ้มยิงฟัน “พอมีสีหน้าหน่อยแล้ว เมื่อครู่เธอเอาแต่นั่งทำหน้าเศร้า น่าเกลียดจะตายไป”
ปี้ซิ่งสือชี้ไปที่จานอาหารตรงหน้า “กินซะ ถือว่าพี่เลี้ยงเธอแล้วกันนะ”
พอปี้ซิ่งสือเห็นหน้าหลี่เสี่ยวอ้ายในโรงอาหารอีกครั้ง เขาถึงจะจำเธอได้ พอเห็นเธอนั่งกินข้าวคนเดียวก็อดมองไม่ได้
เมื่อเห็นหลี่เสี่ยวอ้ายกินแต่ผักกับโจ๊ก ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกอยากให้เธอได้กินอะไรดี ๆ จึงไปซื้อกับข้าวมาให้เธอ
“พี่ซิ่ง” เสียงหนึ่งดังมาแต่ไกล
ปี้ซิ่งสือหันกลับไปมอง พลางยกมือเป็นสัญญาณ แล้วหันมาพูดกับหลี่เสี่ยวอ้ายว่า “กินให้หมดนะสาวน้อย!”
พูดจบเขาก็รีบเดินจากไป ปล่อยให้หลี่เสี่ยวอ้ายจ้องมองจานอาหารที่มีเนื้ออยู่ตรงหน้าด้วยความงุนงง