ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 275 ชดใช้ค่าเสียหาย
บทที่ 275 ชดใช้ค่าเสียหาย
อย่ามองว่าหรานชิงชิงที่ปกติเป็นแค่คุณนายคอยเลี้ยงลูกเท่านั้น เมื่อเธอเห็นเด็กเกเรสองคนนั้น ก็อารมณ์ไม่ดี ถ้าเป็นลูกของเธอเอง เธอจะตบตีทันทีเลย
แต่นี่เป็นลูกคนอื่น ตีไม่ได้ เธอขี้เกียจจะเสียแรงตี
หรานชิงชิงจ้องเขม็ง ปล่อยอีกคนแล้วคว้ามือเด็กที่ตีไว้ “จะขอโทษไหม!?”
อีกคนที่ถูกปล่อยก็รีบวิ่งเข้ามากอดแขนหรานชิงชิง แล้วกัดลงไปเต็ม ๆ หนึ่งที
“โอ๊ย!”
ลี่หรงวางอันอันลง บีบที่คางเด็กชายเพื่อบังคับให้เขาปล่อยแล้วจึงพูดว่า “ลูกใครกัน? เด็กเกเรแบบนี้พ่อแม่ไม่สั่งสอนบ้างหรือยังไง? ถ้าไม่ขอโทษ ฉันจะพาพวกเธอไปสถานีตำรวจให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสอนมารยาทให้!”
เด็กชายสองคนได้ยินว่าจะถูกพาไปสถานีตำรวจก็เริ่มส่งเสียงร้องตะโกนหาพ่อแม่ทันที
ในพิพิธภัณฑ์มีคนไม่มากนัก ผู้คนกระจัดกระจายอยู่บางตา ตอนนี้กลับมามุงดูเป็นวง คาดว่าคงอยากมามุงดูเรื่องสนุกกัน
ชายหญิงคู่หนึ่งรีบวิ่งออกมาและรีบมาอุ้มเด็กไป เด็กชายสองคนยังร้องไห้ แต่ทั้งคู่ไม่ได้รีบไปปลอบลูก กลับต่อว่าลี่หรงและหรานชิงชิงทันที
“พวกคุณเป็นใคร! ทำไมต้องมาแกล้งเด็ก มียางอายบ้างไหม? พวกนี้ตีลูกหรือเปล่า? บอกพ่อแม่เดี๋ยวนี้ พ่อกับแม่จะจัดการให้!”
คนที่เพิ่งมาน่าจะเป็นพ่อแม่ของเด็ก ไม่แปลกใจเลยที่เด็กดื้อขนาดนี้ ที่แท้พ่อแม่ก็ไม่ใช่คนดีอะไร
ลี่หรงมองพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา
สามีภรรยาคู่นั้นเห็นว่าลี่หรงไม่สนใจอะไร พวกเขาจึงชี้หน้าลี่หรง แล้วพูดข่มขู่ว่า “รีบขอโทษพวกเราเดี๋ยวนี้! แล้วก็ต้องชดใช้เงินให้หนึ่งร้อยหยวนด้วย! ไม่งั้นเรื่องนี้ไม่จบง่าย ๆ แน่!”
ปากก็ด่า พลางเรียกร้องให้ชดใช้เงินอีก!
ลี่หรงมองพวกเขาด้วยสายตาเย้ยหยัน พวกนี้ไม่สนใจลูกตัวเองเลยด้วยซ้ำ
“ได้! ฉันคิดอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าพวกคุณไม่ขอโทษ แล้วไม่จ่ายค่าเสียหายเป็นเงินร้อยหยวน เรื่องนี้ก็ยังไม่จบ!” ลี่หรงไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนจะไม่ใช่พวกที่ยอมให้รังแกง่าย ๆ
แม่ของเด็กชายมองลี่หรง จากนั้นก็พูดจาล้อเลียนว่า “พวกแกยังไม่เป็นแม่คน เลยไม่รู้จักสงสารเด็ก ไม่มีศีลธรรมเอาซะเลย ถึงได้ทำร้ายเด็กสองคนนี้ได้”
ลี่หรงมองไปที่ฝั่งตรงข้าม แล้วหัวเราะเยาะ “แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าพวกเราไม่ใช่แม่ เพราะว่าพวกเราหน้ายังไม่เหี่ยวเท่าคุณเหรอ?”
ทันทีที่พูดจบ คนที่มุงดูอยู่พลันหัวเราะกันยกใหญ่
ผู้หญิงคนนั้นหน้าเสีย เธอพาเด็ก ๆ ออกมาทุกวัน แทบไม่มีเวลาได้ดูแลหน้าตัวเอง แล้วเธอก็ชินกับความหยาบกร้านของตัวเองไปแล้ว จะไปสนใจเรื่องพวกนี้ได้ยังไง?
แต่พอมีคนพูด เธอก็อดที่จะสนใจไม่ได้ พอได้ยินดังนั้นจึงเผลอเอามือลูบหน้าตัวเอง แล้วจ้องมองลี่หรงไม่พูดอะไรอยู่นาน
ลี่หรงมองไปทางด้านข้าง “อันอัน มาหาแม่”
อันอันเดินเข้าไปจับมือลี่หรง คางของเด็กน้อยเขียวช้ำ
ลี่หรงอุ้มเขาขึ้นมา จูบหน้าผากของเขาอย่างเอ็นดู แล้วลูบหน้าของเขา พลางพูดกับสามีภรรยาคู่นั้นว่า “พวกคุณเลี้ยงลูกตัวเองไม่ดี ปล่อยให้เขามาผลักลูกฉันล้มแล้วทำให้คางเขาเป็นแผลขนาดนี้ แถมฟันโยกอีก พวกคุณต้องขอโทษ แล้วจ่ายค่าเสียหายมาเป็นเงินร้อยหยวน เท่านี้เรื่องก็จะจบ”
“จะให้จ่ายค่าเสียหายได้ยังไง ใครจะไปรู้ ไม่แน่ลูกชายของเธออาจจะล้มเองก็ได้!” พอได้ยินว่าจะต้องจ่ายเงิน ผู้หญิงคนนั้นจึงรีบตะโกนออกมาทันที เธอไม่ยอมรับ และพยายามจะตบตาทุกคนเพื่อหนีความผิด
สมัยนี้ยังไม่มีกล้องวงจรปิด ลี่หรงเลยไม่มีหลักฐานจากกล้อง
แต่ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่มีทาง
เธอมองไปที่เด็กชายอีกคนแล้วก็พูดว่า “เมื่อครู่เธอชนคนใช่ไหม?”
ผู้เป็นแม่กอดเขาแน่น “บอกว่าไม่”
เด็กชายก็ฟังแม่ของเขา
“เด็กที่โกหกจะถูกตำรวจจับนะ!”
สำหรับคำพูดของเด็กชาย ลี่หรงไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะยอมรับ เพราะถ้าเขายอมรับว่าตัวเองวิ่งไปชนอันอันเอง ก็คงแปลกแล้ว!
เมื่อลี่หรงกำลังจะคิดหาวิธีอยู่ ท่ามกลางฝูงชนก็มีเด็กหญิงคนหนึ่งเดินออกมาแล้วชี้ไปที่เด็กเกเรว่า “หนูเห็น เมื่อครู่เด็กคนนั้นเป็นคนวิ่งมาชนเอง!”
เด็กหญิงพูดชัดเจนมาก และเธอยังชี้ไปหาเด็กเกเรคนนั้นอีกด้วย
แววตาของลี่หรงสว่างวาบ เธอไม่ได้คิดที่จะขอความช่วยเหลือจากผู้คนที่มุงดู เพราะคงไม่มีใครอยากจะออกมายุ่งเรื่องแบบนี้
แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีเด็กหญิงคนหนึ่งกล้าออกมาพูด
ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะเด็ก ๆ เป็นคนที่ซื่อสัตย์ที่สุดแล้ว
ลี่หรงล้วงลูกอมสองเม็ดออกมาจากกระเป๋าแล้วส่งให้กับเด็กหญิง “เห็นความไม่ถูกต้องแล้วต้องพูดออกมา หนูเก่งมาก คุณป้าให้รางวัลเป็นลูกอมนะจ๊ะ”
เห็นว่ามีลูกอม เด็ก ๆ อีกหลายคนก็โผล่ออกมา “หนูก็เห็นด้วย!”
ลี่หรงจึงแบ่งลูกอมให้พวกเขาต่อหน้าผู้คน โดยไม่กลัวว่าใครจะหาว่าเธอติดสินบน
ลูกอมเม็ดหนึ่งจะทำอะไรได้?
ก็แค่เป็นรางวัลให้กับเด็ก ๆ ที่พูดความจริงเท่านั้นเอง
ลูกอมพวกนั้นเป็นลูกอมเม็ดใหญ่ ข้างนอกขายตั้งเม็ดละหนึ่งเหมา
มีคนบางคนที่มองไม่ไหวก็ออกมาพูด “ใช่แล้ว เด็กเกเรสองคนนี้วิ่งไล่กัน แล้วมาชนฉันอีกด้วย จนถึงตอนนี้เด็กก็ยังไม่ขอโทษเลย!”
“มีพ่อแม่แบบนี้ ไม่แปลกใจที่เลี้ยงลูกไม่ได้ ถ้าเป็นลูกฉัน ฉันจะตบไปสักที ดูสิว่ายังจะกล้าเกเรอีกไหม!”
“ยังมีหน้ามาเรียกให้คนอื่นชดใช้ค่าเสียหายอีก ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่หน้าด้าน!”
เมื่อแม่ของเด็กเกเรเห็นว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่เป็นผลดีต่อตนเอง เธอรู้ว่าเธออยู่ไม่ได้แล้ว สีหน้าจึงดูอึดอัดใจอยู่บ้าง แต่เธอก็ยังปากแข็ง “แค่ล้มนิดเดียวเอง ไม่เห็นเป็นอะไร เรื่องแค่นี้ก็จบ ๆ กันไปเถอะ ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน”
หญิงสาวพูดจบแล้วเตรียมจะเดินจากไป
“หยุด!” ลี่หรงตะโกนเสียงดังใส่เธอ “ขอโทษแล้วจ่ายค่าเสียหายมา ไม่งั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!”
อีกฝ่ายแข็งกร้าวเกินไป พ่อแม่ของเด็กเกเรคงจะรู้ปัญหาของลูกตัวเองแล้ว พวกเขาจึงพูดขอโทษแบบขอไปทีว่า “ขอโทษ! แค่นี้ใช่ไหม?”
จ่ายค่าเสียหายงั้นเหรอ?
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
เดิมทีพวกเขาอยากจะกรรโชกเอาเงินเองซะอีก
“จ่ายค่าเสียหายมาซะ!” ลี่หรงพูดเสียงหนักแน่น พร้อมกับจับมือของหรานชิงชิง “คุณคนนี้ก็ยังโดนกัดด้วย! จ่ายมาหนึ่งร้อยหยวน แล้วเรื่องนี้ถึงจะจบ ถ้าไม่จ่าย งั้นเราก็รอตำรวจมาพาลูกฉันไปโรงพยาบาล จะได้รู้ว่ามีอาการข้างเคียงอะไรจากการล้มหรือเปล่า!”
ชายคนนั้นรู้สึกอับอาย หยิบบัตรเงินใบใหญ่สองใบโยนไปให้แล้วพูดว่า “เอาไปซะ! พวกเห็นแก่เงิน!”
ลี่หรงไม่ได้เดินไปเก็บเงิน แล้วพูดเสียงเรียบว่า “นี่มันไม่ใช่หนึ่งร้อย ยังขาดอีกแปดใบ ถ้าคุณมีไม่พอก็ให้ตำรวจมาตัดสินความเป็นธรรมแล้วกัน!”
“แกนี่มันโจรชัด ๆ! จะเอาอะไรตั้งร้อยหยวน!” หญิงสาวพูดด้วยความโกรธแค้น
“ก็ต้องตรวจตั้งสองคนนี่ เพื่อนฉันโดนกัดเหมือนกัน ใครจะรู้ว่าเธอจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือเปล่า?”
นี่ไม่ใช่การด่าว่าลูกชายของเธอเป็นหมาเหรอ?
ผู้หญิงคนนั้นไม่ยอมรับแน่นอน เธอจ้องมองไปที่หรานชิงชิงแล้วกลอกตาขึ้น “อ้วนขนาดนี้ โดนเด็กกัดนิด ๆ หน่อย ๆ จะเป็นอะไรได้!”
หรานชิงชิงเบิกตาโต พุ่งตัวเข้ามาแล้วตบหน้าผู้หญิงคนนั้นฉาดใหญ่ “คุณด่าฉันอัปลักษณ์ยังพอทน แต่คุณไม่สามารถด่าฉันว่าอ้วน!”
เสียงตบครั้งนี้ ทำให้ลี่หรงรู้สึกสะใจขึ้นมาทันที
“พวกคุณทำอะไรกัน?”
มีผู้คนมุงดูอยู่มากมาย เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์จึงเดินเข้ามาดู