ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 276 เอาเงินค่าเสียหายไปกินอาหารมื้อใหญ่
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 276 เอาเงินค่าเสียหายไปกินอาหารมื้อใหญ่
ตอนที่ 276 เอาเงินค่าเสียหายไปกินอาหารมื้อใหญ่
“แกกล้าตบฉันเหรอ? ฉันจะสู้กับแกเอง!” ผู้หญิงคนนั้นตะโกนเสียงดัง
ความสนใจของทุกคนเพิ่งถูกดึงไปที่เจ้าหน้าที่ มีเพียงลี่หรงเท่านั้นที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เธอรีบคว้ามือของผู้หญิงคนนั้นแล้วตบกลับไป ส่วนตัวเธอก็แกล้งล้มลงพื้นเสียเอง
เมื่อฝูงชนที่มุงดูหันกลับมามอง เห็นได้ชัดว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังโกรธและผลักคนอื่นล้ม
“อย่าทำแม่ของผมนะ!” อันอันวิ่งเข้าไปคว้ามือผู้หญิงคนนั้นแล้วกัดเข้าที่มืออย่างแรง ก่อนที่ผู้หญิงคนนั้นจะตี อันอันก็รีบปล่อย แล้วหลบไปด้านหลังลี่หรง เด็กน้อยกอดลี่หรงและทำหน้าตาขบขันใส่ผู้หญิงคนนั้น
เสี่ยวเป่าก็แลบลิ้นใส่ผู้หญิงคนนั้นด้วย
“กรี๊ด!” ผู้หญิงคนนั้นโกรธจัด “เมื่อกี้พวกคุณเห็นใช่ไหมว่าผู้หญิงบ้าคนนี้ตีฉัน!”
เธอใช้มือที่สั่นเทาชี้ไปที่ลี่หรง
“คุณผู้หญิง คุณไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?” เจ้าหน้าที่เป็นผู้หญิงอายุประมาณสี่สิบปี เธอประคองลี่หรงให้ลุกขึ้น
ในพิพิธภัณฑ์เพิ่งเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก เจ้าหน้าที่เข้ามาเห็นลี่หรงถูกผลักลงไปที่พื้น เกรงว่าจะมีอะไรไม่ดีจึงรีบประคองเธอขึ้น
ในฝูงชนที่มุงดู มีคนพูดเสียงดังว่า “เราไม่เห็นว่าเธอตีคุณ แต่คุณต่างหากที่ตีคุณผู้หญิงคนนี้ก่อน!”
คุณผู้หญิงที่ว่าหมายถึงหรานชิงชิง
“ใช่แล้ว!” หรานชิงชิงยังคงรู้สึกเจ็บอยู่เลย แต่เธอไม่ได้ติดใจอะไร เพราะลี่หรงช่วยตีคืนให้เธอแล้ว!
ช่างสะใจจริง ๆ ผู้หญิงคนนั้นโดนตบไปสองครั้ง ถือว่าไม่เสียแรงเปล่า!
และอันอันยังช่วยกัดผู้หญิงคนนั้นด้วย!
ไม่มีใครช่วยเธอพูดเลย ในใจผู้หญิงคนนั้นทั้งโกรธทั้งน้อยใจ เธอชี้ไปที่อันอัน “แล้วไอ้ตัวเล็กนี่มันกัดฉัน พวกคุณเห็นกันอยู่ใช่ไหม?”
“เรียกใครไอ้ตัวเล็ก! ปากเสียแถมพูดจาไม่รู้เรื่อง!” ลี่หรงฟาดไปอีกทีจนผู้หญิงหน้าชาไปหมด เธอเหลียวไปมองคนรอบข้างราวกับจะถามพวกคุณเห็นกันอยู่ใช่ไหม?
แต่ดูจากสายตาทุกคนแล้วไม่มีใครเข้าข้างเธอ และเมื่อได้ยินคำพูดของลี่หรงเธอก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
“สมควรแล้ว เธอผลักคนก่อน แล้วยังด่าลูกคนอื่นอีก โดนตบไปทีเดียวถือว่าเบามากเลยนะ”
“จริง! ฉันก็เป็นแม่ ถ้ามีใครด่าลูกฉันแบบนี้ ฉันจะฉีกปากมันให้ขาดเลย!”
…
ผู้หญิงคนนั้นร้องกรี๊ดเสียงหลงและทรุดนั่งลงกับพื้น
เด็กชายตัวเล็กทั้งสองคนวิ่งไปหาพ่อของพวกเขาแล้ว ไม่ได้เข้ามาหาผู้เป็นแม่อีก
ผู้หญิงคนนนั้นจึงต้องกลับไปอย่างโดดเดี่ยวไร้คนช่วยเหลือ
ลี่หรงเยาะเย้ยเธอว่า “เธอพูดเองไม่ใช่เหรอว่าอย่าไปถือสาเด็ก?”
“ฉัน ฉัน…” ผู้หญิงคนนั้นพูดไม่ออก
จากพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ เจ้าหน้าที่จึงเดาเหตุการณ์ได้ไม่ยาก เธอทำหน้าเคร่งขรึมพูดกับแม่เด็กเกเรว่า “ในระเบียบการเข้าชมได้แจ้งไว้แล้ว ท่านดูแลบุตรหลานไม่ดี ไม่เพียงแต่จะถูกไล่ออกจากพิพิธภัณฑ์ แถมยังไปชนเด็กคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บอีก นับเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ตอนนี้ยังมาผลักผู้อื่นโดยเจตนาอีก”
แม่เด็กเกเรต่อปากต่อคำไม่ได้ ส่วนสามีของเธอก็โบกมือด้วยความหงุดหงิด “คนที่บาดเจ็บไม่ใช่คุณ เรื่องนี้เราจัดการกันเองได้!”
เจ้าหน้าที่ไม่กล้าขัดใจชายคนนี้ เพราะกลัวว่าเขาจะอาละวาดแล้วส่งผลกระทบไม่ดีต่อพิพิธภัณฑ์
ถึงแม้ว่าเมื่อกี้ลี่หรงจะด่าแม่เด็กเกเรไปชุดใหญ่แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่อยากทำให้เรื่องบานปลาย เธอจึงหันไปมองลี่หรงแล้วถามว่า “คุณผู้หญิง คุณคิดว่ายังไงคะ?”
ลี่หรงเข้าใจวิธีการจัดการของเจ้าหน้าที่ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่คงจะให้คู่กรณีจัดการกันเอง แม้จะไปที่สถานีตำรวจก็เช่นกัน
ลี่หรงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “เอาแบบเดิมก็ได้ ขอโทษแล้วชดใช้ค่าเสียหายมาเพิ่มอีกหนึ่งร้อยหยวน”
ผู้ชายถุยน้ำลายออกมา แล้วนับเงินแปดใบ เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ คราวนี้เขาไม่ได้โยนลงพื้นอีกแล้ว แต่ยื่นไปตรงหน้าลี่หรงแทน
เขาจ้องหน้าผู้หญิงข้าง ๆ ด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว แล้วสั่งให้เธอขอโทษ
ลี่หรงรับเงินมาอย่างช้า ๆ แล้วหันไปมองผู้หญิงคนนั้น
แม่ของเด็กคนนั้นไม่อยากจะขอโทษ แต่สามีดึงแขนไว้ เธอจึงจำใจต้องขอโทษลี่หรง
เจ้าหน้าที่ยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่ครอบครัวนั้นก็เดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปทันที
หรานชิงชิงมองลี่หรงด้วยสายตาชื่นชมเล็กน้อย “คุณเก่งจริง ๆ! ฉันนึกไม่ถึงเลยว่าจะทำแบบนี้ได้ ถ้าไม่มีคุณ ฉันคงต้องตบตีกับผู้หญิงคนนั้นจนกว่าสามีฉันจะมาแน่ ๆ”
“กับคนแบบนี้จะไปใช้วิธีปกติไม่ได้ ว่าแต่คุณเป็นอะไรไหม?”
ครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นดูแล้วก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่มีเหตุผล
ที่นี่ไม่มีกล้องวงจรปิด การดำเนินการตามขั้นตอนตามกฎหมายกับคนพวกนี้จึงไม่ได้ผล
หากเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้จริง ๆ พอเจ้าหน้าที่มา เขาคงจะพูดจาหว่านล้อมสักเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้น ลี่หรงถึงได้ทำเช่นนี้ ถ้าอีกฝ่ายอยากจะเสแสร้ง งั้นเธอก็เสแสร้งบ้างแล้วกัน
“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ไม่เจ็บแล้ว เธอช่วยดูให้หน่อยว่ามีรอยไหม เดี๋ยวกลับบ้านแล้วสามีฉันเห็นเข้า ตาคนนั้นต้องทำเรื่องบ้า ๆ อีก”
“ตอนนี้แดงนิดหน่อย เดี๋ยวไปร้านอาหารแล้วจะไปขอคนอื่นเอาน้ำแข็งมาประคบให้”
ลี่หรงก้มลงไปตรวจดูคางและปากของอันอันอีกรอบเพื่อความมั่นใจ แล้วยกธนบัตรใบใหญ่ในมือขึ้น พร้อมกับพูดว่า “ไปกันเถอะ ไปกินของอร่อยกัน!”
เธออุ้มอันอันขึ้นมา ตั้งแต่เจ้าตัวเล็กเกิดมายังไม่เคยเป็นแผลช้ำเขียวขนาดนี้มาก่อน ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดใจมาก ลี่หรงจึงหอมอันอันแล้วบอกว่า “เดี๋ยวแม่จะสั่งพุดดิ้งหวาน ๆ ให้อันอันกินนะ”
“เราจะไปกินของอร่อยกันที่ไหนเหรอ?” หรานชิงชิงถาม “ไปโรงแรมหวงเหอดีไหม?”
“ไม่ใช่หรอก” ลี่หรงยิ้ม “เดี๋ยวคุณก็รู้”
เมื่อมาถึง หรานชิงชิงก็ร้องออกมา “อ๋อ! ที่นี่นี่เอง”
“คุณเคยมาแล้วเหรอคะ?”
“เคยมาแล้ว มาพร้อมกับเพื่อน ๆ พวกเธอว่าอยากจะมาดูว่าพวกฝรั่งกินอะไรกัน” ตอนที่เพิ่งเปิดร้านใหม่ ๆ กลุ่มเพื่อนของหรานชิงชิงไม่รู้ไปได้ข่าวมาจากไหนว่าที่นี่มีร้านอาหารฝรั่ง พวกเธอเลยพากันมาดู
แต่ตอนนั้นเธอไม่ได้พาเสี่ยวเป่ามาด้วย
“จริงเหรอคะ? แล้วเธอว่าเป็นยังไงบ้างล่ะ?” ลี่หรงถาม
“ก็ดีนะ แต่ฉันเป็นคนบ้าน ๆ คงไม่รู้เรื่องหรอก แต่รู้สึกว่าของว่างที่นี่น่าจะเหมาะกับเด็กมากกว่า เดี๋ยวพวกเขาต้องดีใจกันแน่ ๆ”
ระหว่างที่คุยกัน พวกเขาก็นั่งลง
“สั่งได้เลยนะ” ลี่หรงบอก “มีเงินอยู่แปดสิบหยวน”
หรานชิงชิงสงสัย “ไม่ใช่ร้อยหยวนเหรอ?”
“มีสองใบตกอยู่ที่พื้น ฉันลืมหยิบมาน่ะ” ลี่หรงรู้สึกเสียดายขึ้นมา ตอนนั้นเธอมัวแต่สนใจเจ้าหน้าที่จนลืมหยิบเงินที่พื้นขึ้นมาด้วย ถ้าเธอจำได้คงจะต้องหยิบมาแน่ เพราะมันคือเงินเชียวนะ!
“แม่ครับ!” อันอันเขย่าสิ่งของในมืออย่างเพลิดเพลิน แล้วมันก็คือตั๋วเงินใบใหญ่
ลี่หรงตกใจ “อันอัน ไปหยิบมาได้ยังไง?”
“ของผมก็มี!” เสี่ยวเป่าร้องบอก
“ลูกก็หยิบมาเหรอ? เก่งจริง!”
ลี่หรงและหรานชิงชิงมองหน้ากันแล้วยิ้ม เจ้าตัวแสบสองคนนี้นี่
ลี่หรงสั่งพิซซ่า เฟรนช์ฟราย และพุดดิ้งให้กับสองหนุ่มน้อย จากนั้นจึงสั่งน้ำฟักทองให้ ส่วนลี่หรงและหรานชิงชิงกินสเต็กพร้อมกับไวน์แดง