ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 278 จ้าวชิงซงขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์
บทที่ 278 จ้าวชิงซงขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์
ด้วยเหตุที่จ้าวชิงซงร่ำรวยจากการเลี้ยงสุกรและปลูกผลไม้ เขาจึงอยู่ในหัวข้อสนทนาของชาวบ้านในหมู่บ้านต้าเจียง
นักข่าวหนังสือพิมพ์มณฑล H เมื่อได้ยินข่าวดังนั้น จึงรีบเดินทางมาขอสัมภาษณ์จ้าวชิงซง
จ้าวชิงซงไม่ชอบการเป็นจุดสนใจเช่นนี้ จึงต้องการปฏิเสธ แต่เลขาประจำหมู่บ้านอย่างจ้าวเจี้ยนตงกลับขอให้เขารับการสัมภาษณ์ในครั้งนี้
นักข่าวเดินทางไปถึงบ้านจ้าวชิงซง แล้วพูดขึ้นว่า “ผมจำได้ว่าเคยมาที่นี่เพื่อสัมภาษณ์นักเรียนหญิงของอำเภอ ที่สอบติดมหาวิทยาลัยชิงหัวเมื่อปีก่อน”
จ้าวชิงซงค่อนข้างภูมิใจ “นั่นภรรยาผมเองครับ!”
นักข่าวตาเป็นประกาย รีบจดลงสมุดด้วยความรวดเร็ว นี่ต้องเป็นประเด็นพาดหัวข่าวที่ดีแน่นอน!
นักข่าวถามจ้าวชิงซงว่า “ทำไมคุณถึงตัดสินใจปลูกต้นลูกแพร์ครับ?”
“ตอนอยู่ที่เมืองหลวง ผมเคยทำธุรกิจขายส่งผลไม้ เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่มีนโยบายเปิดประเทศ ความต้องการบริโภคผลไม้ในเมืองนั้นยังสูงอยู่ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นในเมืองเท่านั้น พอกลับมาบ้านเกิดได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดกันว่า บ้านเราเหมาะกับการปลูกต้นแพร์ ตอนนั้นผมเองมีเงินทุนอยู่นิดหน่อย พอจะซื้อต้นกล้าได้ เลยเลือกปลูกต้นแพร์ครับ”
นักข่าวหยุดจดบันทึก พลางคิดว่า ‘คุณเรียกต้นกล้าลูกแพร์ที่ปลูกในพื้นที่ห้าสิบไร่ว่าเงินทุนนิดหน่อยงั้นเหรอ?’
นักข่าวจึงเปลี่ยนคำให้สัมภาษณ์เป็นจ้าวชิงซงทุ่มทุนทรัพย์ทั้งหมดที่มีไปกับการปลูกต้นลูกแพร์…
เพื่อให้เหมาะกับภาพลักษณ์ของเขามากขึ้น นักข่าวหลายคนแบกกล้องขึ้นไปที่ภูเขา เพื่อบันทึกการสัมภาษณ์ให้ออกมาสมจริงที่สุด จ้าวชิงซงยิ่งรู้สึกไม่พอใจเมื่อเขาต้องขึ้นไปถ่ายที่ฟาร์มสุกรด้วย
นักข่าวเสนอให้จ้าวชิงซงถือลูกแพร์เพื่อถ่ายรูปที่เชิงเขา แต่จ้าวชิงซงไม่อยากทำ โชคดีที่ไม่มีลูกแพร์เหลืออยู่บนภูเขาอีกแล้ว
ตอนอยู่ที่ฟาร์มสุกร ไม่รู้ว่านักข่าวคิดอะไรอยู่ถึงบอกให้จ้าวชิงซงกอดลูกหมูเพื่อถ่ายรูป
คิดดูแล้วก็ตลกดี
คิดว่าจ้าวชิงซงจะยินยอมงั้นเหรอ?
ไม่!
สุดท้ายจ้าวชิงซงแค่ยืนถ่ายภาพอยู่ในคอกหมู และยืนอยู่ใต้ต้นลูกแพร์เพื่อตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์เท่านั้น
นักข่าวทุ่มเทการเขียนข่าวและบทความเกี่ยวกับเรื่องราวการทำธุรกิจของจ้าวชิงซง
จากการที่เขาทำฟาร์มสุกร จนถึงการซื้อเหมาภูเขาเพื่อปลูกต้นลูกแพร์
เพื่อให้เรื่องราวของจ้าวชิงซงดูมีแรงบันดาลใจมากขึ้น นักข่าวจึงนำเรื่องที่ได้ยินมาจากคนอื่นเล่าผสมลงไปด้วย ทำนองว่าจ้าวชิงซงปลูกต้นลูกแพร์ และต้องแยกทางกับคนรัก อาศัยอยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยวนานถึงสามปีกว่าจะได้ผลผลิตที่ดีอย่างทุกวันนี้…
นอกจากนั้น นักข่าวยังเขียนไว้อีกว่า จ้าวชิงซงเคยหมดสติจนต้องเข้าโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าฝนฟ้าคะนองจะทำให้ภูเขาลูกแพร์เสียหาย
โดยสรุปก็คือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้จ้าวชิงซงเป็นหนุ่มชนบทที่ฉลาด มากความสามารถ ขยันทำงาน หนักเอาเบาสู้ และอดทนต่อความโดดเดี่ยว
ยกย่องเชิดชูการแบ่งที่ดินทำกินอย่างเต็มที่ในทุกแง่มุม สะท้อนให้เห็นความถูกต้องของการกระทำนี้
จ้าวเจี้ยนตงวิ่งมาหาจ้าวชิงซงแล้วถามว่า เขาเต็มใจจะพาชาวบ้านไปปลูกต้นลูกแพร์ด้วยหรือไม่?
การเลี้ยงสุกรไม่ใช่ทุกคนที่จะเลี้ยงได้ แต่การปลูกพืชถือเป็นอาชีพหลักของชาวนา ดังนั้น ชาวบ้านจึงคิดว่าใคร ๆ ก็ปลูกได้ อีกทั้งยังมีคนไปหาจ้าวเจี้ยนตงแล้วขอให้เขาเป็นหัวหน้าพาไปหาจ้าวชิงซงด้วย
ในฐานะเลขาหมู่บ้าน เขาคิดแค่ว่าจะทำยังไงให้หมู่บ้านต้าเจียงโด่งดังและทำให้เขามีหน้ามีตาในฐานะเลขาหมู่บ้านไปด้วย
ช่วงเวลาที่หมู่บ้านต้าเจียงแบ่งที่ดินทำกิน จ้าวเจี้ยนตงถูกหมู่บ้านอื่นกดดันตลอดสองปีที่ผ่านมา คิดไม่ถึงว่าจ้าวชิงซงจะทำให้ชื่อเสียงหมู่บ้านที่เงียบหายไปนานถึงสามปี หลังจากข่าวของลี่หรง แล้วทำให้หมู่บ้านต้าเจียงขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้ง
จ้าวเจี้ยนตงคิดว่าถ้าทุกบ้านในหมู่บ้าน หรืออย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งได้ปลูกต้นลูกแพร์ แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หมู่บ้านต้าเจียงต้องกลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบแห่งความร่ำรวยอย่างแน่นอน!
หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรง แล้วตัดสินใจรีบไปหาจ้าวชิงซงทันที
จ้าวชิงซงเต็มใจที่จะแบ่งปันประสบการณ์การปลูกต้นลูกแพร์อย่างมาก เขาพูดว่า “เรื่องนี้เป็นการช่วยเหลือคนจน เลขาหมู่บ้านไม่ต้องห่วง ผมเข้าใจเรื่องพวกนี้ดี แต่รออีกสักพัก ให้ผมจะจัดการเรื่องต้นลูกแพร์ของผมให้เรียบร้อยก่อนนะครับ”
“ผมรู้ว่าคุณเป็นคนดีและรักหมู่บ้านของเรา การมีคุณถือเป็นโชคดีของหมู่บ้านแล้ว ไม่ต้องห่วง ผมจะรวบรวมชาวบ้านที่อยากปลูกแพร์มาประชุมหารือกัน”
วันประชุมจึงมีชาวบ้านมาเข้าร่วมเยอะมาก
ไม่ใช่ทุกคนที่อยากปลูกต้นลูกแพร์ เพราะบางคนก็มารอดูความวุ่นวายเท่านั้น ในใจของพวกเขาคือ ผมไม่เชื่อหรอกว่าจ้าวชิงซงจะเต็มใจสอนพวกเราปลูกต้นลูกแพร์!
ตอนนั้นก็ไม่มีใครสอนพวกเขาตอนที่จ้าวชิงซงเลี้ยงสุกรเหมือนกัน!
จ้าวเจี้ยนตงไม่รู้ไปหาป้ายผ้าเขียนคำคมที่สร้างแรงบันดาลใจมาจากไหน เมื่อเขาชื่นชมจ้าวชิงซงเสร็จก็ให้อีกฝ่ายขึ้นไปถ่ายทอดประสบการณ์ให้แก่ชาวบ้าน
จ้าวชิงซงเล่าเรื่องราวการปลูกต้นลูกแพร์ของตัวเองอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวมถึงวิธีการดูแลรักษาในสามปีแรก อีกทั้งเรื่องที่เงินออกอย่างเดียวไม่เคยได้คืน นอกจากนี้เขายังบอกให้ชาวบ้านเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าด้วย
“แต่มีวิธีหนึ่งที่หลีกเลี่ยงได้ก็คือ ตอนซื้อต้นลูกแพร์ให้ซื้อต้นที่มีอายุหลายปีหน่อย เพราะจะได้ออกผลในปีนั้นเลย”
ลูกชายป้าหลิวถามว่า “พวกเราจะไปหาต้นกล้าแบบนั้นได้จากที่ไหน?”
จ้าวชิงซงตอบเสียงเรียบว่า “นั่นถือเป็นเรื่องของคุณแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงมีคนที่ไม่พอใจแล้วพูดขึ้นว่า “แบบนี้มันเรียกว่าถ่ายทอดประสบการณ์ยังไงกัน?”
มีคนถามไปหลายคำถามที่ไม่ค่อยเข้าท่าอยู่แล้ว ตอนนี้มีแม้กระทั่งเรื่องที่ต้นไม้จะไปซื้อที่ไหนก็ยังไม่ตอบ ชาวบ้านจึงเริ่มมีท่าทีกล่าวโทษจ้าวชิงซง
จ้าวชิงซงจะยอมได้ยังไง เขากล่าวตอบโต้แบบไม่ไว้หน้าว่า “เรื่องปลูกต้นไม้ช่วงไหนควรใส่ปุ๋ยอะไร และแต่ละเดือนต้องทำอะไร ผมได้บอกทุกอย่างไปหมดแล้ว คุณพูดว่าผมไม่บอกพวกคุณว่าซื้อต้นไม้ที่ไหน ถือว่าผมไม่ได้ถ่ายทอดประสบการณ์เหรอ? เอางั้นก็ได้ ตอนที่ผมซื้อต้นกล้ามา ต้นกล้าพวกนั้นยังอายุน้อย พวกคุณจะไปซื้อต้นกล้าที่มีอายุเท่ากันมาปลูกซะก็ได้!”
“คุณแค่จะมาอวดหรือเปล่า? ถ้าตั้งใจจะพาพวกเรารวย ทำไมตอนที่เลี้ยงสุกรถึงไม่สอนพวกเราด้วยล่ะ?”
จ้าวชิงซงหัวเราะ “เลี้ยงสุกรเหรอ? ก็ไม่เห็นจะมีใครมาถามกันเลยนี่ แล้วอีกอย่าง ลูกสุกรหนึ่งตัวราคาเท่าไหร่? มีครอบครัวไหนมาซื้อลูกสุกรไปเลี้ยงบ้าง? ลองพูดมาสิ พวกคุณอยากเปิดฟาร์มสุกรกัน แต่ว่าจะซื้อลูกสุกรได้สักกี่ตัวเหรอ?”
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกจากปากจ้าวชิงซง ผู้คนเหล่านั้นต่างพูดอะไรไม่ออก ลูกสุกรไม่ใช่ของราคาถูก ยามนี้บ้านแต่ละหลังเลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ดกันเป็นส่วนใหญ่ ในหมู่บ้านมีเพียงไม่กี่คนที่ซื้อลูกสุกรกลับมาเลี้ยงได้
จ้าวชิงซงกวาดตามองไปทั่ว พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“ทุกคนกลับไปคิดทบทวนดูให้ดี หากใครคิดอยากจะเลี้ยงสุกร ผมยินดีถ่ายทอดประสบการณ์ให้ ส่วนประเด็นเรื่องการปลูกต้นลูกแพร์ในวันนี้ ผมเห็นว่าหลายคนไม่ได้มาเพราะอยากปลูกต้นลูกแพร์จริง ๆ และผมก็ได้บอกไปทั้งหมดแล้วว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นลูกแพร์คือเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงหลังเทศกาลตรุษจีน เดือนหน้าผมจะไปเมืองหลวง ตอนนี้ผมยังไม่มีเวลาว่างในการสอน แต่หลังจากที่ผมกลับมาแล้ว ใครอยากรู้อะไรเกี่ยวกับการปลูกต้นลูกแพร์อีกก็ให้มาถามผมได้เลย”
หลังจากพูดจบ จ้าวชิงซงจึงขอตัวออกจากที่ประชุมทันที โดยอ้างว่าต้องไปดูไร่ลูกแพร์ต่อ
หลังจากที่เขาออกไปแล้ว ยังมีผู้คนจำนวนมากที่กำลังพูดคุยกัน แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพูดคุยเรื่องอะไร จ้าวชิงซงเพียงแต่คิดว่าอยากจะจัดการธุระที่ภูเขาให้เสร็จเร็วที่สุด แล้วรับเงินปันผลจากฟาร์มสุกร เอาผลผลิตจากปีนี้เดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อไปหาภรรยาและลูกชายเพื่อฉลองเทศกาลตรุษจีนด้วยกันเท่านั้น
เขายังไม่ได้โทรศัพท์หาลี่หรง แต่เธอก็โทรเข้ามาเสียก่อน
จ้าวชิงซงรับโทรศัพท์แล้วเรียกชื่อภรรยาด้วยความดีใจ ทว่าปลายสายกลับเป็นเสียงของลูกชายที่เรียกหาพ่อแทน
จ้าวชิงซงถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง “อ้าว! เจ้าลูกชาย”
“พ่อครับ! ผมเห็นพ่อในหนังสือพิมพ์ด้วย! คุณปู่หยวนเป็นคนให้ผมดู! พ่อเก่งมากเลย! ผมอยากเก่งเหมือนพ่อครับ!”
“อืม… แล้วทำไมลูกถึงอยากเก่งล่ะ?” จ้าวชิงซงหัวเราะ “เพราะลูกมีพ่อที่เก่งใช่มั้ย?”