ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 279 คุณพ่อเห่อลูกสาว
บทที่ 279 คุณพ่อเห่อลูกสาว
“เปล่าซะหน่อย” อันอันพูดด้วยความตื่นเต้น “ในหนังสือพิมพ์มีรูปอันอันด้วยนะครับ! แล้วคุณแม่ก็กอดอันอันอยู่ด้วย!”
จ้าวชิงซงหยิบหนังสือพิมพ์มาพลิกดูจึงพบว่า เพื่อให้ข่าวของตัวเองน่าสนใจมากยิ่งขึ้น นักข่าวจึงได้เล่าเรื่องคะแนนสอบมหาวิทยาลัยชิงหัวของลี่หรงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และยังมีรูปที่ลี่หรงกอดอันอันอยู่ข้างบนด้วย
อันอันเห็นลี่หรงกำลังอุ้มเด็กน้อย เขาเลยถือหนังสือพิมพ์เดินไปถามลี่หรงว่าเด็กในหนังสือพิมพ์ใช่เขาหรือเปล่า?
และเมื่อได้รับการยืนยัน เจ้าตัวเล็กก็ดีใจอยู่นาน ตอนโทรศัพท์หาจ้าวชิงซงเจ้าตัวเล็กยังคงตื่นเต้นอยู่
จ้าวชิงซงถึงกับพูดไม่ออก เจ้าตัวเล็กไม่สนใจความสำเร็จของพ่อตัวเองเลยสินะ
สุดท้ายยังคงเป็นลี่หรงที่ชมสามีว่า “คุณปลูกต้นลูกแพร์จนได้ลงหนังสือพิมพ์เลยนะ เก่งที่สุดเลยค่ะ!”
“ก็แค่อยากจะเดินตามภรรยาเท่านั้นเองครับ ถ้าอันอันไม่บอก ผมคงไม่ได้สังเกตว่าหนังสือพิมพ์เขียนอะไรไว้บ้าง นักข่าวคนนี้ช่างเก่งจริง ๆ” ผู้เป็นสามีไม่ลืมที่จะชมลี่หรงด้วย
“แต่ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เพราะคนที่ปลูกผลไม้ทั้งภูเขาอย่างผมนั้นมีน้อยมาก ตอนนี้รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ประโยชน์จากที่ดิน ผมจึงถือเป็นตัวอย่างที่ดีเลยล่ะ!”
ปลายสายส่งเสียงหัวเราะออกมา เขาอดใจไม่ไหว ยกมือลูบผมตัวเองไปมา แล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “ที่รักครับ ถ้าคุณเป็นต้นลูกแพร์ให้ผมได้ก็คงดี เพราะผมจะได้เจอคุณทุกวัน”
อยากเจอก็พูดตรง ๆ สิ ทำไมต้องอ้อมค้อมด้วย ลี่หรงหัวเราะออกมา “ทำไมไม่บอกให้ฉันเป็นหมูไปเลยล่ะคะ?”
“เป็นหมูคงไม่ได้ เพราะตอนนี้ผมไม่ได้เลี้ยงหมูแล้วน่ะสิครับ”
ลี่หรงดุ “ชิ! เชิญไปกอดต้นลูกแพร์ของคุณเลยไป”
“ผมอยากกอดคุณมากกว่าครับ” จ้าวชิงซงเผลอพูดออกไป
เจ้าของร้านขายของชำที่อยู่ข้าง ๆ รู้สึกเอียน พลันหยิบหนังสือพิมพ์แผ่นหนึ่งแล้วเดินออกไปนั่งที่หน้าร้านทันที
ครู่ต่อมาลี่หรงจึงถามขึ้นว่า เขาจะเข้าเมืองหลวงเมื่อไหร่?
จ้าวชิงซงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เมื่อปีที่แล้วช่วงตรุษจีนพ่อกับแม่อยู่ในเมืองหลวง ฉันสังเกตจากแววตาของพ่อแล้ว ท่านคงคิดถึงหลาน ๆ อยู่ไม่น้อย ฉันคิดว่าบางทีคุณน่าจะลองถามพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ว่า พวกเขาอยากมาเมืองหลวงในช่วงตรุษจีนด้วยไหม?”
จ้าวชิงซงครุ่นคิดสักครู่ “เดี๋ยวผมจะถามดู แล้วพี่สาวของพวกเขาล่ะ?”
“คุณตัดสินใจได้เองเลยค่ะ แต่ฉันคิดว่า หากพ่อกับแม่ได้เห็นหลาน ๆ คงจะยิ่งมีความสุขมากกว่า”
…
เสิ่นรั่วหนิงคลอดลูกสาวตอนเดือนสิงหาคม
ตอนที่เธอคลอดลูกอยู่ในโรงพยาบาล ลี่หรงก็ไปเยี่ยมสองครั้ง
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ช่วงที่เสิ่นรัวหนิงอยู่ไฟ ลี่หรงไม่สามารถไปเยี่ยมได้
หลังจากนั้นลี่หรงจึงเอาไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงไปฝากเสินรั่วหนิง
ส่วนอันอันเมื่อเห็นลูกพี่ลูกน้องตัวเล็ก ๆ ก็อดใจไม่ได้ที่จะเอานิ้วจิ้มแก้มของทารกน้อย
แก้มของทารกน้อยนุ่มมาก ทั้งยังจ้องมองเขาด้วยปากที่เต็มไปด้วยฟองน้ำลาย
ป้าสะใภ้สามพูดว่า “น้องสาวตัวน้อยกำลังเล่นกับหลานอยู่นะจ๊ะ”
อันอันยิ้มอย่างเขินอาย จากนั้นก็เอามือไปสัมผัสแก้มลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กอีกครั้ง พลางถามเสินรั่วหนิงว่า “ลูกพี่ลูกน้องตัวเล็กนี่ชื่ออะไรเหรอครับ?”
“ชื่อลี่เจียรั่วจ้ะ”
“อย่าแกล้งน้องนะ” ลี่หรงเห็นอันอันยังเอามือไปจิ้มหน้าเด็กทารกอยู่ จึงพูดห้ามอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรหรอก แค่ลูบ ๆ เท่านั้นเอง จะเป็นอะไรไปล่ะ”
“อุแว้!” เสี่ยวเจียรั่วพลันร้องไห้ขึ้นมา
อันอันตกใจจนทำอะไรไม่ถูก มองไปทางเสิ่นรั่วหนิง “ทำไมน้องถึงร้องไห้ล่ะครับ!”
เสิ่นรั่วหนิงกำลังจะพูด ลี่รุ่ยจือก็วิ่งเข้ามาจากด้านนอก “มาแล้ว ๆ! พ่อมาแล้ว ต้องฉี่แน่ ๆ เลย!”
ลี่รุ่ยจือรีบเปิดผ้าอ้อมเด็กน้อยออกดู “โอ้โห! ยังอึอีกด้วย!”
“อะไรเหรอครับ?” อันอันไม่เข้าใจ
ลี่รุ่ยจือวางเด็กน้อยลงบนเตียง ก่อนจะเดินไปที่ห้องครัวเพื่อตักน้ำร้อนมา ขณะจัดการกับเด็กน้อย เขาก็บอกอันอันว่า “เดี๋ยวน้องสาวก็ตัวหอมแล้ว”
“ตอนผมเป็นเด็ก ผมก็อึแบบนี้ ต้องล้างก้นด้วยไหมครับ?” อันอันถาม พลางจับมือลี่หรง
“ตอนลูกอึ เหม็นกว่านี้อีกนะ”
อันอันไม่ได้รู้สึกเขินอาย แต่กลับปิดปากหัวเราะ
เมื่อลี่รุ่ยจือจัดการเสร็จแล้วก็ออกไปทำงานต่อ
ลี่หรงหันไปทางเสิ่นรั่วหนิง “พี่สามของฉันมีแววจะได้เป็นทาสลูกสาวหรือเปล่านะ?”
“เขาต้องเป็นทาสลูกสาวอยู่แล้วล่ะ” เสิ่นรั่วหนิงยิ้มอย่างมีความสุข
“ตอนอยู่ไฟ คุณแม่ฉันบอกว่าจะจ้างคนมาที่บ้านเพื่อดูแล แต่ลี่รุ่ยจือไม่ยอม เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เขาดูแลเองได้”
แต่จริง ๆ ก็ดีเหมือนกัน มีแม่ลี่อยู่บ้านช่วยดูแลอยู่ อีกทั้งตอนนี้ก็เกษียณไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว
หลังจากทำซุปให้เสิ่นรั่วหนิงเสร็จ แม่ลี่จะดูแลหลานไปด้วยในตอนกลางวัน ส่วนลี่รุ่ยจือเป็นคนตื่นมาดูแลในตอนกลางคืนเป็นหลัก
แม้ว่าเด็กจะงอแงตอนกลางคืน แต่เสิ่นรั่วหนิงไม่ค่อยจะตื่น เธอมักจะปล่อยให้ลี่รุ่ยจือเป็นคนปลุกเมื่อลูกสาวกินนม ลี่รุ่ยจือก็จะเป็นคนเปิดเสื้อของเสิ่นรั่วหนิงเพื่อให้ลูกกินนมเอง
ตอนแรกเสิ่นรั่วหนิงยังเขินอยู่ แต่ก็ชินแล้ว เพราะเธอตื่นกลางดึกไม่ไหวจริง ๆ
ลี่หรงเงียบฟังเธอพูดไป เมื่อเห็นว่าเสิ่นรั่วหนิงและพี่สามของเธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ลี่หรงจึงมีความสุขไปด้วย
ผ่านไปสักพักเสิ่นรั่วหนิงก็พูดด้วยความทุกข์ใจว่า “พี่สามของเธอบอกว่าหลังจากผ่านปีใหม่ไปแล้ว เขาจะลงไปทำธุรกิจทางใต้ ฉันอยากให้เขาอยู่เมืองหลวงต่อ แต่เขาก็ไม่ฟัง เธอช่วยฉันเกลี้ยกล่อมเขาหน่อยได้ไหม?”
“ฉันจะไปเกลี้ยกล่อมเขาได้ยังไง? แต่ฉันได้ยินมาว่าลุงของเธอก็ทำงานที่ไห่ซื่อไม่ใช่เหรอ? เธอบอกให้พี่สามไปทำงานที่ไห่ซื่อก็ได้นี่ ที่นั่นมีโอกาสมากมายเหมือนกัน”
“จริงด้วย! ทำไมฉันไม่นึกถึงไห่ซื่อนะ ไห่ซื่อยังอยู่ใกล้กับเมืองหลวงด้วย” เสิ่นรั่วหนิงถอนหายใจ “ตั้งแต่ท้องมานี่ก็สามปีแล้ว ฉันโง่ลงไปเยอะเลย”
“ก่อนหน้านี้ ฉันเคยได้ยินแม่บอกว่าคุณป้าของฉันอยากจะให้เธอเป็นหุ้นส่วนทำโรงงานเสื้อผ้าด้วยกัน ทำไมเธอถึงปฏิเสธล่ะ? ฉันจำได้ว่าเธอเคยพูดว่าอยากจะทำโรงงานนี่”
“ไม่มีเงินน่ะสิ” ลี่หรงตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อก่อนที่เธออ่านนิยายย้อนยุค บรรดาตัวเอกหญิงทั้งหลายที่ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ เวลาทำธุรกิจมักจะร่วมหุ้นกับคนอื่นเพื่อทำโรงงาน บางคนถึงขนาดทำได้หลายโรงงาน บางคนก็เปิดโรงแรม เรียกได้ว่าลองทำธุรกิจในทุกแขนง
จนกระทั่งมาถึงลี่หรงที่ซื้อบ้านมูลค่าเจ็ดหมื่นหยวน ส่วนเงินที่เหลือในมือก็แทบจะไม่มีแล้ว
ครั้งหนึ่งเธอเคยสงสัยว่า เธอทำให้มาตรฐานของตัวเอกหญิงในนิยายย้อนยุคต่ำลงหรือเปล่า? ทำไมคนอื่นถึงสามารถเก็บเงินได้เป็นสิบ ๆ ล้านได้อย่างง่ายดายนัก?
“แล้วเธอคิดจะทำอะไรในอนาคต?” ลี่หรงถามเสิ่นรั่วหนิง
ตอนที่เสิ่นรั่วหนิงแต่งงาน เธอมีสินสอดมากมายอยู่แล้วต่อให้ไม่ออกไปทำงาน เธอคงไม่ได้ขัดนัก
หลังจากที่เธอพ้นช่วงอยู่ไฟแล้ว ลี่หรงก็อยากจะถามเสิ่นรั่วหนิงถึงแผนการในอนาคต ว่าอีกฝ่ายจะเก็บเงินที่ตัวเองมีอยู่หรือจะลงทุนเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม
เสิ่นรั่วหนิงทำหน้าสับสน “ไม่รู้เลย จริง ๆ ฉันอยากจะร่วมลงทุนในโรงงานของเธอนะ เมื่อไหร่เธอจะเปิดโรงงานล่ะ ฉันไม่มีหัวทางด้านธุรกิจเลย นอกจากเรื่องเงิน ฉันคงทำอะไรไม่เป็น ถ้าทำเองก็คงเจ๊ง”
ลี่หรงไม่ได้ตอบเสิ่นรั่วหนิงอย่างชัดเจน แต่ในใจของลี่หรงก็เริ่มคิดแผนการแล้ว
เดิมทีที่ปฏิเสธสวีจิ้งตานไป เพราะว่าในมือเธอไม่มีเงินจริง ๆ
ตอนนี้เธอคำนวณดูแล้ว ในมือมีเงินอยู่หลายหมื่น จ้าวชิงซงบอกว่าเงินปันผลที่ฟาร์มสุกรของเขารวมกับเงินขายลูกแพร์นั้นมีอยู่เกือบหกหมื่น
รวมกันแล้วก็เกินหนึ่งแสน!
ลี่หรงคิดว่าถ้าเอาเงินของจ้าวชิงซงมาร่วมมือกับสวีจิ้งตานตั้งโรงงานน่าจะเพียงพอ
ตอนนี้เสิ่นรั่วหนิงก็อยากจะเข้าร่วมด้วย เรื่องเงินคงไม่ใช่ปัญหา
ถ้าเป็นคนอื่น เธอคงไม่มั่นใจ แต่ถ้าเป็นเสิ่นรั่วหนิง สวีจิ้งตานคงจะยอมให้เธอถือหุ้น แม้ว่าจะลงทุนแต่ไม่ทำอะไรเลยก็ตาม