ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 281 ปรึกษาเรื่องสร้างโรงงาน
บทที่ 281 ปรึกษาเรื่องสร้างโรงงาน
ลี่หรงเดินเข้ามาทักทายทุกคนที่มาถึง “การที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากันเป็นเรื่องดี ไม่ต้องเศร้าไปหรอก ทุกคนคงยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหมคะ? เดี๋ยวฉันจะไปหยิบชามมาเพิ่ม จะได้กินกันให้เต็มที่หน่อย”
อันอันกำลังจะวิ่งเข้ามากอดพ่อ แต่จ้าวชิงซงกลับโยนกระเป๋าเป้ลงบนโซฟา แล้วเดินตามหลังลี่หรงไปไม่สนใจลูกชายแม้แต่น้อย
“อันอัน!” ต้าหนิวกับเอ้อร์หนิวเรียกอันอันพร้อมกัน
“พี่ใหญ่ พี่รอง!” อันอันยิ้มร่า รีบเดินเข้ามาจับมือทั้งสองคน หลังจากทักทายเหอซิ่งแล้ว เด็กน้อยจึงลากพี่ชายทั้งสองไปกินข้าวด้วยกัน
ในห้องครัว
ลี่หรงเพิ่งหยิบชามมาแล้วบังเอิญหันไปเห็นจ้าวชิงซงก็ตกใจ แล้วพูดตำหนิเขาเบา ๆ “ว้าย! นี่คุณ ฉันตกใจหมด รีบไปล้างมือแล้วมากินข้าวได้แล้วค่ะ”
“ผมคิดถึงคุณจะแย่อยู่แล้ว” จ้าวชิงซงฉวยโอกาสที่ไม่มีใครอยู่ในห้องครัว คว้าลี่หรงมากอดแล้วหอมแก้มไปหลายฟอด
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาอ้อนนะคะ พี่ชายกับพี่สะใภ้รอกินข้าวอยู่นะ”
ลี่หรงใช้นิ้วจิ้มที่อกของจ้าวชิงซง “ตัวคุณเองก็มีแต่กลิ่นตัว กินข้าวเสร็จแล้วไปอาบน้ำด้วยนะคะ”
จ้าวชิงซงยกแขนขึ้นมาดมดูก็พบว่าเป็นแบบที่ภรรยาพูดจริง คาดว่ากลิ่นน่าจะติดมาจากบนรถไฟ น่ารำคาญจริง ๆ เลย
เมื่อเห็นว่ามีแขกมาเจิ้งเยี่ยนหง และคนอื่น ๆ จึงรีบกินข้าว เพื่อให้เวลาครอบครัวของลี่หรงได้พูดคุยกัน
หลี่เสี่ยวอ้ายมาช่วยงานลี่หรง หลังกินข้าวเสร็จแล้วเฉาเหลียงอวี้ก็ลากเธอเข้าไปในบ้าน
“พวกเขาเป็นใครกันเหรอ?” เฉาเหลียงอวี้สงสัยและถามหลี่เสี่ยวอ้าย
“พี่ก็เห็นอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? คนที่ขาเป๋เดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ พี่ลี่หรงคือสามีของเธอ พ่อของอันอันน่ะ ส่วนคนอื่นฉันไม่ค่อยคุ้น ฟังจากที่เขาเรียกกันก็คงจะเป็นลูกชายคนโตและลูกสะใภ้ของแม่จ้าว ส่วนเด็ก ๆ คงเป็นลูกชายของพวกเขานั่นแหละ”
จริง ๆ แล้วเฉาเหลียงอวี้อยากจะถามเรื่องจ้าวชิงซง ผู้ชายคนนี้รูปร่างดูดีไม่น้อย และหน้าตาถือว่าหล่อเหลา แต่กลับมีปัญหาที่ขา เมื่อเห็นว่าเขากับลี่หรงสนิทสนมกันมาก แม้เธอจะพอเดาได้คร่าว ๆ แต่ยิ่งทำให้อยากรู้มากขึ้นไปอีก
เฉาเหลียงอวี้ชอบอ่านบทกวีนิพนธ์ความรักที่ซึ้งกินใจอยู่เสมอ เธอมักจะรู้สึกว่าลี่หรง และสามีของเธอต้องมีความรักที่ทำให้คนอื่นต้องอิจฉาแน่ ๆ!
เฉาเหลียงอวี้เห็นหลี่เสี่ยวอ้ายไม่มีทีท่าสนใจ เลยอดถามไม่ได้ว่า “เธอไม่สนใจเรื่องความรักระหว่างพี่ลี่หรงกับสามีเลยเหรอ?”
“เชอะ!” หลี่เสี่ยวอ้ายเบ้ปากส่ายหน้า “มีอะไรให้สนใจกัน คนคนนั้นไม่คู่ควรกับพี่ลี่หรงเลยสักนิด”
แม้ว่าตอนนั้นลี่หรงจะช่วยเธอไล่ครอบครัวของหลี่กวงเหลียงออกไป แต่เพราะว่าจ้าวชิงซงอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย หลี่เสี่ยวอ้ายจึงเกลียดเขาไม่ลง
แต่ไม่ว่าจ้าวชิงซงจะทำอะไร หลี่เสี่ยวอ้ายมักจะหาเรื่องติติงเอาไว้ก่อนโดยไม่รู้ตัว
ถ้าย้อนกลับไป คงมีคำศัพท์ที่ใช้เรียกหลี่เสี่ยวอ้ายได้อย่างดีคำหนึ่งว่า
ติ่งเดี่ยว*[1]
ใช่แล้ว! หลี่เสี่ยวอ้ายคือติ่งเดี่ยวของลี่หรง
ความคิดแบบนี้ไม่ค่อยดีนัก
ก่อนหน้านี้หลี่เสี่ยวอ้ายไม่ได้แสดงออกอะไรเป็นพิเศษ เลยไม่มีใครพูดอะไร
แต่พอได้พูดออกไปแบบนี้ เฉาเหลียงอวี้ถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง
“นี่! เธอจะคิดแบบนี้มันก็ไม่ถูกนะ” เฉาเหลียงอวี้พูดอย่างจริงจัง “เธอลองสังเกตดูดี ๆ สิว่า เขาหล่อแค่ไหน พี่ลี่หรงของเราเห็นเขาทีไรก็ดูอ่อนโยนกว่าปกติ แถมยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ แสดงว่าเขาทั้งสองต้องรักกันมากแน่ ๆ!”
หลี่เสี่ยวอ้ายมองเฉาเหลียงอวี้ด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ เฉาเหลียงอวี้ยังคงจมอยู่กับจินตนาการของตัวเองต่อไป “เวลาที่ผู้ชายคนนั้นมองพี่ลี่หรงด้วยสายตาราวกับ… ราวกับว่าจะกินพี่ลี่หรงเข้าไปทั้งตัว! ในงานวันนั้นมีคนตั้งเยอะแยะ แต่เขากลับไม่มองใครเลย เอาแต่มองพี่สาวของเรานั่นแหละ! พวกเขาทั้งสองต้องมีความรักที่ลึกซึ้งแน่ ๆ!”
หลี่เสี่ยวอ้ายทำหน้าจนใจเธอมองเฉาเหลียงอวี้ด้วยสายตาที่สื่อว่าหมดหวังแล้ว “ฉันว่านะ พี่ควรหาแฟนได้แล้ว แล้วก็คำว่า ‘ลึกซึ้ง’ เขาไม่ได้ใช้กันแบบนี้ซะหน่อย”
หลังจากกินข้าวเสร็จเหอซิ่งเข้ามาช่วยแม่จ้าวเก็บจาน
แม่จ้าวจึงไล่ให้เธอไปพัก “นั่งรถไฟมาตั้งนานคงเหนื่อยแย่เลย รีบไปนอนเถอะ พวกเราจัดการเองได้”
“จะให้ฉันอยู่เฉย ๆ ไม่ได้หรอกค่ะแม่” เหอซิ่งตอบพลางหัวเราะ
…
หลังจากที่ให้อั่งเปากับเจิ้งเยี่ยนหง และคนอื่น ๆ แล้ว ลี่หรงก็ให้ทุกคนหยุดยาว
ก่อนตรุษจีนจะมาถึง หลี่หรงจึงเสนอว่าจะพาเหอซิ่งไปเที่ยวให้ทั่ว
ร้านผลไม้ของพ่อจ้าวก็ปิดไปแล้ว เลยพาทุกคนในครอบครัวไปเที่ยวด้วยกัน
หลังจากเที่ยวติดกันมาสามสี่วัน ในที่สุดก็ได้ไปทุกที่ที่ต้าหนิวและคนอื่น ๆ อยากไป อันอันรู้สึกเหนื่อยจนแทบไม่ไหว
โดยเฉพาะตอนที่ปีนกำแพงเมืองจีน อันอันเดินไปได้ครึ่งทางก็ต้องให้จ้าวชิงซงอุ้มไป
ลี่หรงนึกถึงตอนที่หรานชิงชิงบอกว่าจะมาปีนกำแพงเมืองจีนด้วย ดีนะที่เธอไม่ยอมมา ไม่งั้นปีนไปได้ครึ่งทาง เธอคงอุ้มอันอันไม่ไหวแน่
…
พอปิดประตูแล้ว ลี่หรงยังมีเรื่องมากมายที่จะต้องคุยกับจ้าวชิงซง
ทั้งสองคนต่างเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีนี้ แม้กระทั่งเรื่องที่เคยเล่ากันทางโทรศัพท์แล้วก็ยังเอามาเล่าให้ฟังอีก
จ้าวชิงซงเล่าเรื่องรายได้จากสวนลูกแพร์ในปีนี้ให้ลี่หรงฟังอย่างละเอียด ได้รับแต่แววตาชื่นชมจากลี่หรงไม่ขาด จ้าวชิงซงรู้สึกมีความสุขมาก จึงกอดลี่หรงและจุ๊บเธอไปหนึ่งที
“ฉันมีเรื่องจะปรึกษาคุณหน่อยค่ะ” ลี่หรงคว้ามือที่กำลังซุกซนของจ้าวชิงซงไว้
ช่วงกลางวันออกไปเที่ยว กลับมาก็ค่ำแล้ว จ้าวชิงซงยังมีเรี่ยวแรงมาทำให้เธอเหนื่อยหอบได้อีก
เนื่องจากทั้งสองคนกันคนละที่ จ้าวชิงซงเก็บกดมาทั้งปีเลยจัดการทำให้ลี่หรงหมดสภาพไปหลายยก
ทุกครั้งที่ลี่หรงคิดจะห้ามก็ไม่ทัน ยังไงวันนี้เธอต้องพูดให้จบ ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ว่าจะได้รอไปถึงเมื่อไหร่
จ้าวชิงซงมองสีหน้าของลี่หรงแล้วรู้ว่าถ้าไม่หยุด ลี่หรงต้องโกรธแน่ ๆ เขาจึงหยุดการกระทำอย่างน่าเสียดาย ซบหน้าลงข้างหูลี่หรงแล้วถามด้วยเสียงแหบพร่าว่า “มีเรื่องอะไรเหรอครับ พรุ่งนี้ค่อยคุยได้ไหม?”
“ต้องพูดเดี๋ยวนี้ค่ะ!”
“ครับ”
“คุณยังจำเรื่องที่ฉันเคยบอกได้มั้ยคะ? เรื่องที่คุณป้าของรั่วหนิงมาชวนฉันทำโรงงานเสื้อผ้า”
“จำได้สิ แต่คุณบอกว่าปฏิเสธไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ?”
“มันก็ใช่ค่ะ…” แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไปแล้ว ในใจของลี่หรงมีความมุ่งมั่นผุดขึ้นมา เธอรู้สึกว่าตอนนี้มีเงินอยู่ในมือจึงสามารถทำได้แล้ว
เธอเล่าความคิดของตัวเองในตอนนี้ “รั่วหนิงจะร่วมลงทุนด้วย ส่วนฉันจะช่วยออกแบบ พวกเราไม่ต้องใช้เงินเยอะ แค่ใช้เงินที่ฉันเก็บมาทั้งปีก็พอแล้วค่ะ”
จ้าวชิงซงหอมลี่หรงอย่างแรงไปหนึ่งฟอด “คุณอยากทำอะไรก็ทำได้เลยครับ ผมเอาเงินมาแล้วคุณคิดว่าพอหรือเปล่า? ถ้าไม่พอให้บอกผม เรื่องนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน เรามาทำอะไรที่คนรักเขาทำกันเถอะนะครับ”
“ไม่ได้ค่ะ! ฉันยังพูดไม่จบ”
จ้าวชิงซงถอนหายใจ “ยังมีอะไรอีกล่ะครับ?”
“พวกเราจะไปเมืองหยางค่ะ”
“ไกลขนาดนั้นเลยเหรอครับ?” จ้าวชิงซงขมวดคิ้ว ท่าทางไม่ค่อยพอใจ “อยู่ในเมืองหลวงไม่ได้เหรอครับ?”
“ไม่ได้ค่ะ นี่คุณอย่าเพิ่งสิ! ฟังฉันพูดก่อน” ลี่หรงผลักจ้าวชิงซงออก ผู้ชายคนนี้คิดจะฆ่าเธอให้ตายหรือไงกัน? อยู่บนเตียงพูดเรื่องจริงจังได้ไม่เท่าไหร่เอง
“คุณป้าตานเล่าให้ฟังว่า อุตสาหกรรมเสื้อผ้าในเมืองหยางกำลังเป็นที่นิยม ถึงแม้ว่าวัตถุดิบหลักในการทำเสื้อผ้าแถวนั้นจะไม่มี แต่ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อพ่อค้าขายส่งเสื้อผ้า หรือแม้แต่โรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในเมืองหยาง”
คำพูดเหล่านี้ที่จริงแล้วสวีจิ้งตานไม่ได้เป็นคนบอกเธอ แต่เธอรู้ดีเพราะเธอเรียนการออกแบบ ย่อมมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การออกแบบเหล่านี้เป็นอย่างดี
แม้ว่าเมืองหยางจะไม่ได้เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบ แต่ในภายหลังอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มของเมืองหยางกลับมีชื่อเสียงอย่างมาก ระดับความก้าวหน้าและขนาดใหญ่ของอุตสาหกรรมนี้เป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
*[1] ติ่งเดี่ยว หมายถึง แฟนคลับที่คลั่งไคล้ศิลปินคนเดียว หรือแฟนคลับที่ไม่ชอบให้ศิลปินของตนไปสนิทสนมหรือมีข่าวกับศิลปินคนอื่น